|
||||||||||
|
น้ำมัน การจลาจล และ กลิ่นอายสงคราม (1)
บทความพิเศษ วงกต วงศ์อภัย wongkot_w@yahoo.com มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 08 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1260 เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า น้ำมันดิบไม่เพียงจะมีความสำคัญในเชิงราคาและความต้องการใช้ในทุกแห่งทั่วโลก หากแต่ทองคำสีดำนี้ยังมีความสำคัญในเชิงความมั่นคงทางการทหาร การเมือง และอำนาจต่อรองแฝงในตัวมันเองอีกมากมาย บทความนี้ ต้องการที่จะนำเสนอเหตุการณ์แก่งแย่งผลประโยชน์จากน้ำมันดิบในอดีต อันนำมาซึ่งการเกิดจลาจล ภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรงทั้งภายในหรือระหว่างประเทศ จนใกล้เคียงต่อการเกิดสงครามขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้เรียนรู้ถึงผลกระทบที่หลายประเทศเคยประสบมาในอดีต และเตรียมพร้อมในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต จุดเริ่มต้นของยุคน้ำมัน หลังการการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งส่งผลตามมาถึงความต้องการใช้พลังงานในการผลิตของโลกที่สูงขึ้น ถ่านหินจัดเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดก่อนที่น้ำมันจะเริ่มก้าวเข้ามามีบทบาทแทนที่ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยอาศัยข้อได้เปรียบคือ ความสะดวกในการเก็บรักษาและขนส่ง คุณสมบัติการให้ความร้อนและพลังงานที่คงที่ รวมถึงมีเขม่าและมลพิษที่ต่ำกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้กับถ่านหิน ในปี ค.ศ.1908 เฮนรี่ ฟอร์ด ได้ตัดสินใจผลิตรถยนต์ Ford รุ่น Model T ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมหน้าการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกครั้งใหญ่ ด้วยกระบวนการผลิตสมัยใหม่ในยุคนั้น ผลที่ตามมาคือ ยอดจำหน่ายรถยนต์ที่พุ่งสูงขึ้นอันเนื่องมาจากราคารถยนต์ที่ถูกลงเรื่อยๆ (ตลอดอายุขัย 19 ปีของรถรุ่นนี้ สามารถจำหน่ายได้ถึง 15 ล้านคัน) ทำให้หลังจากนั้น น้ำมันกลายเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญที่สุดของโลก โดยเฉพาะในภาคขนส่งตราบจนถึงปัจจุบัน น้ำมันและสงครามใหญ่ ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับน้ำมันมีมาหลายครั้ง ทั้งข้อขัดแย้งเพื่อการแก่งแย่งแหล่งน้ำมันดิบภายในประเทศนั้นๆ เอง หรือข้อขัดแย้งระหว่างประเทศจนกลายเป็นชนวนสงคราม เป็นที่ทราบทั่วไปว่า การถล่มฐานทัพ Pearl Harbor ที่รัฐฮาวาย ของกองทัพญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีสาเหตุหลักมาจากการแย่งชิงสภาพการยึดครองน่านน้ำแปซิฟิก แต่ยังมีสาเหตุแฝง เนื่องมาจากญี่ปุ่น ต้องการตอบโต้มาตรการจำกัดปริมาณการส่งน้ำมันไปยังประเทศญี่ปุ่น ของรัฐบาลสหรัฐในปี ค.ศ.1941 ที่ทางสหรัฐ ใช้เพื่อตอบโต้ที่กองทัพญี่ปุ่น ได้กรีธาทัพสู่ประเทศจีนในช่วงก่อนหน้านั้น ญี่ปุ่น จัดเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรมากที่สุดประเทศหนึ่ง และจำเป็นต้องนำเข้าพลังงานเป็นจำนวนมากในแต่ละปี โดยเฉพาะในช่วงสงคราม เพื่อใช้ในกิจการของกองทัพ เช่น เครื่องบินรบ และเรือรบ ดังนั้น การตัดสินใจเพื่อรุกสู่ประเทศอินโดนีเซีย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก็มีสาเหตุหนึ่งมาจากความต้องการน้ำมันในอินโดนีเซียที่เดิมบริษัทน้ำมันจากเนเธอร์แลนด์ เป็นผู้ดำเนินการสัมปทานรายใหญ่อยู่อีกด้วย อิหร่าน : จุดเริ่มต้นของตะวันออกกลาง หลังจากที่มีการค้นพบแหล่งน้ำมันดิบขนาดมหาศาลในบริเวณตะวันออกกลางในกลางทศวรรษที่ 30 ทำให้ประเทศตะวันตกที่เดิมเคยให้ความสำคัญของย่านตะวันออกกลางเพียงการค้าขายตามเมืองท่าทั่วไป ได้เปลี่ยนระดับมุมมองอย่างทันที ความสำคัญของแหล่งน้ำมันดิบได้ส่งผลให้ดินแดนแห่งนี้ เป็นดินแดนที่ถูกแทรกแซงทั้งทางการเมือง และการทหาร จากประเทศตะวันตกมาโดยตลอด เพื่อต้องการรักษาและควบคุมแหล่งน้ำมันดิบให้อยู่ในการดูแลของตน เหตุการณ์สำคัญในย่านตะวันออกกลางครั้งแรกที่มีน้ำมันดิบมาเกี่ยวข้องนั้น ได้เกิดขึ้นระหว่างปี 1950-1953 ที่ประเทศอิหร่าน โดยมีการวางแผนที่หน่วยข่าวกรองต่างชาติอยู่เบื้องหลังเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของนาย Mohammed Mossadegh ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง และส่งอำนาจการบริหารจัดการประเทศทั้งหมดให้ตกแก่พระเจ้าชาห์ (Shah Mohammad Pahlavi) ซึ่งเคยถูกสภาอิหร่านและนาย Mossadegh ผลักดันออกนอกประเทศมาก่อน ให้กลับเข้ามาปกครองอิหร่านอีกครั้ง สาเหตุที่ทำให้สหรัฐและอังกฤษต้องหนุนหลังพระเจ้าชาห์เพื่อโค่นล้ม นาย Mossadegh นั้นมาจากการที่รัฐบาลของนาย Mossadegh ได้ถือสิทธิ์ใช้อำนาจรัฐเข้าไปยึดครองทรัพย์สินของบริษัทน้ำมันต่างชาติมาเป็นของรัฐ โดยอาศัยการออกพระราชบัญญัติการถือครองน้ำมัน ในแทบจะทันทีที่เขาก้าวเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีของอิหร่านในปี 1951 ตามกระแสการหวงแหนทรัพยากรของประชาชนอิหร่านในเวลานั้น ซึ่งการเข้าไปยึดครองทรัพย์สินต่างๆ นี้ ทำให้ทางรัฐบาลอังกฤษไม่พอใจมาก เนื่องจากบริษัทของอังกฤษเองที่ชื่อ Anglo-Iranian Oil ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ที่ไปลงทุนในอิหร่านได้ถูกยึดไปด้วย อังกฤษจึงได้เริ่มส่งกองเรือรบมาปิดท่าเรือต่างๆ เพื่อป้องกันมิให้อิหร่านสามารถส่งน้ำมันดิบไปจำหน่ายยังต่างประเทศ โดยถือหลักหากบริษัทอังกฤษไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรมน้ำมันในอิหร่านแล้ว อิหร่านเองก็ไม่มีทางที่จะสามารถขนถ่ายน้ำมันจากประเทศเพื่อนำออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้เป็นอันขาด ซึ่งการกระทำของอังกฤษนี้ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านเป็นอย่างมาก เนื่องจากเดิมนั้น อังกฤษเองจัดเป็นลูกค้ารับซื้อน้ำมันรายใหญ่ของอิหร่านมายาวนาน และสร้างรายได้แก่อิหร่านถึงปีละกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเมื่อมองในทางกลับกัน เมื่ออิหร่านไม่สามารถขนถ่ายน้ำมันออกไปนอกประเทศได้ นั่นหมายถึง หนี้สินของประเทศที่จะต้องเพิ่มขึ้นเดือนละกว่า 10 ล้านเหรียญจากการหดหายของรายได้จากน้ำมันเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ชาวอิหร่านต่างพอใจในการกระทำของนาย Mossadegh มาก ทำให้เขาได้รับเลือกตั้งอีกครั้งในปี 1952 พร้อมกับที่นิตยสาร Time ได้มอบตำแหน่งบุคคลแห่งปี 1951 ให้แก่เขา แต่อย่างไรก็ตาม Mossadegh ทราบดีว่าจำเป็นที่จะต้องให้พระเจ้าชาห์เข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนค่าใช้จ่าย และมอบหน้าที่การคุมกองทัพ ซึ่งพระองค์ทรงเป็น รมต.กลาโหมอยู่ ให้แก่เขาอย่างเต็มตัว เนื่องจากประเทศเริ่มมีหนี้สะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ทว่า พระเจ้าชาห์ทรงปฏิเสธ ทำให้นาย Mossadegh จำเป็นต้องประกาศลาออกจากตำแหน่ง และได้นาย Armed Qavam ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน นโยบายของ Qavam คือการพยายามต่อรองกับอังกฤษ เพื่อให้ประเทศอิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันดิบ ไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ แต่ทว่า ประชาชนในอิหร่าน โดยเฉพาะผู้นำทางศาสนาต่างไม่ยินยอมและลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน Qayam ต้องลาออกจากตำแหน่งและทำให้นาย Mossadegh กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อลดกระแสของประชาชนลง พร้อมกันกับที่ในคราวนี้พระเจ้าชาห์ จำเป็นต้องมอบอำนาจ ในการคุมกองทัพให้แก่เขาอย่างเต็มตัว การกลับมาอีกครั้งของนาย Mossadegh สร้างความไม่พอใจให้แก่อังกฤษมาก เนื่องจากครั้งนี้เขาประกาศเป็นปฏิปักษ์กับอังกฤษอย่างเต็มตัว โดยได้ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูต และเริ่มหันไปคบค้ากับทางสหภาพโซเวียตแทน ปฏิบัติการอาแจ๊กซ์ (Operation Ajax) จึงได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 1953 จากความร่วมมือของประธานาธิบดี ไอเซนฮาวร์ แห่งสหรัฐ และนายกรัฐมนตรี เชอร์ชิล แห่งอังกฤษ เพื่อเป้าหมายในการโค่นล้มรัฐบาลของนาย Mossadegh ให้ได้ โดยปฏิบัติการนี้มุ่งหาทางสนับสนุนให้พระเจ้าชาห์กลับมามีบทบาทปกครองประเทศ แต่ Mossadegh ก็ได้ตอบโต้ โดยส่งกองกำลังเข้าไปยึดครองพระราชวังของพระเจ้าชาห์ในเดือนสิงหาคม และได้ผลักดันให้พระเจ้าชาห์ออกจากประเทศ โดยได้ทรงลี้ภัยสู่อิตาลีในเวลาต่อมา เมื่อประเทศปราศจากกษัตริย์ ได้มีข่าวลือหลายแห่งกระจายทั่วไปว่า Mossadegh ได้วางแผนที่จะเปลี่ยนระบบการปกครองจากนายกรัฐมนตรีสู่ระบบประธานาธิบดี ซึ่งจะทำให้เขามีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครองประเทศ แต่เมื่อประชาชนอิหร่านได้ทราบแนวคิดดังกล่าว ต่างก็ไม่เห็นด้วย และได้เริ่มก่อการประท้วงอย่างรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ การประท้วงถูกนำโดยกลุ่มที่นิยมระบบกษัตริย์ และกลุ่มอำนาจเก่าที่เคยเสียผลประโยชน์ต่างๆ โดยได้รับการสนับสนุนในทางลับ จากหน่วยสืบราชการลับ CIA ของสหรัฐ และ MI6 ของอังกฤษ ผลของการประท้วงคือมีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน และ นาย Mossadegh จำเป็นต้องออกจากตำแหน่งในเดือนสิงหาคมและถูกจับในข้อหากบฏ ถูกตัดสินจำคุกกว่า 3 ปี และได้เสียชีวิตลงในปี 1967 เมื่อการประท้วงครั้งนั้นสิ้นสุดลง พระเจ้าชาห์ทรงเสด็จกลับสู่ประเทศในฐานะผู้นำสูงสุดอีกครั้ง และได้ทรงปรับเปลี่ยนนโยบายให้มีการส่งออกน้ำมันดิบไปยังอังกฤษและตะวันตกเหมือนเดิม ส่งผลให้บทบาทของชาห์แห่งอิหร่านในช่วงเวลาหลังจากนั้น จนถึงปลายทศวรรษที่ 70 ได้กลายเป็นผู้มีบทบาทนำของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันไปโดยปริยาย ตะวันตก : ภัยซ่อนเร้น วิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกในปี 1973 คือกรณีตัวอย่างที่จะทำให้ภาพความสำคัญของน้ำมันดิบมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากภาวะขาดแคลนน้ำมันในสหรัฐจนแทบจะต้องนำการปันส่วนน้ำมันกลับมาใช้ในช่วงนั้น ได้กดดันรัฐบาลสหรัฐในขณะนั้นอย่างหนัก จนถึงกับต้องมีการวางแผนที่จะก่อการแทรกแซงและเฉียดฉิวอย่างยิ่งต่อการก่อสงครามในตะวันออกกลาง ในเดือนมกราคมปีนี้ มีเอกสารที่ถูกลดชั้นความลับ (เนื่องจากมีอายุเอกสารครบ 30 ปี) เผยแพร่จากศูนย์เอกสารแห่งสหราชอาณาจักรผ่านสถานีข่าวบีบีซีของอังกฤษและหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ว่า ในช่วงปลายปี 1973 ซึ่งวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกกำลังทวีความรุนแรงอย่างถึงที่สุดนั้น หน่วยข่าวกรองของสหราชอาณาจักรได้สืบพบความลับสำคัญชิ้นหนึ่งว่า สหรัฐอเมริกา ซึ่งนำโดยประธานาธิบดีนิกสัน และ รมต.ต่างประเทศ ดร.เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ เคยมีแนวความคิดที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครองบ่อน้ำมันหลายแห่งในซาอุดีอาระเบีย คูเวต และ รวมถึง กรุงอาบู-ดาบีร์ เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อตอบโต้มาตรการหยุดส่งน้ำมันดิบไปจำหน่ายยังสหรัฐอเมริกาและเนเธอร์แลนด์ในเดือน ตุลาคม 1973 ของกลุ่ม OPEC James Schlesinger ซึ่งเป็นผู้เขียนเอกสารได้ประเมินด้วยว่า หากยึดดินแดนได้แล้ว สหรัฐอาจถือโอกาสครอบครองดินแดนดังกล่าวไปอีกราว 10 ปี รวมถึงเขายังได้คาดการณ์ล่วงหน้าว่า การเผชิญหน้ากันของกลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางด้วยกันเอง ที่จะมีความเสี่ยงและจะสร้างความเสียหายสูงสุด คือการที่อิรัก อาจมีความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลังทหารเข้ายึดครองคูเวต ซึ่งการคาดการณ์นี้ได้เกิดขึ้นจริงในปี 1990 หรือในอีก 17 ปีต่อมา นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีกฉบับหนึ่งที่เพิ่งเปิดเผยเช่นกันจาก พันตรี Chris Jeffries ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ด้านการทหารแห่งโรงเรียนนายเรืออากาศของสหรัฐว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐและกลุ่มประเทศยุโรปอาจเกิดข้อขัดแย้งกันในอนาคต โดยมีสาเหตุมาจากน้ำมันดิบที่นับวันจะยิ่งร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ในตะวันออกกลาง หน้า 26 วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1261 บทความพิเศษ วงกต วงศ์อภัย wongkot_w@yahoo.com น้ำมัน การจลาจล และ กลิ่นอายสงคราม (2) นอกเหนือไปจากปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีผลมาจากความต้องการน้ำมันแล้ว ในบางกรณีนั้น ปัญหาการแย่งชิงผลประโยชน์จากน้ำมันของกลุ่มบุคคลภายในประเทศเองก็สามารถส่งผลกระทบที่รุนแรง ต่อประชาชนและสังคมของประเทศนั้นๆ ได้ไม่แพ้กัน
เวเนซุเอลา : แหล่งใหญ่ในละติน เวเนซุเอลา เป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองสูงที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกและสูงสุดในทวีปอเมริกา มีรายได้จากน้ำมันดิบคิดเป็นหนึ่งในสามของค่า GDP ของประเทศ และเนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้สหรัฐมากกว่าประเทศอื่นในกลุ่มโอเปค ทำให้เวเนซุเอลาส่งออกน้ำมันดิบไปสู่สหรัฐราว 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นกว่า 60% จากน้ำมันดิบที่ส่งออกทั้งหมดของประเทศ ปัญหาในเวเนซุเอลาเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในเดือนธันวาคม 2002 สืบเนื่องจากการนัดหยุดงานของพนักงานกว่าครึ่งหนึ่งของ Petroleos de Venezuela S.A. (หรือ PdVSA ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ดูแลกิจการปิโตรเลียมของประเทศ) ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศแทบเป็นอัมพาทตลอดการหยุดงานซึ่งกินเวลากว่า 2 เดือน และยังส่งผลกระทบต่อสหรัฐ และนับเป็นครั้งแรกที่ปัญหาเกี่ยวกับน้ำมันของสหรัฐมิได้มีสาเหตุจากย่านตะวันออกกลาง ต้นเหตุของปัญหาครั้งนี้ มิได้มาจากภาวะสงคราม หรือการปฏิวัติใดๆ หากแต่เริ่มจากการประท้วงต่อต้านแนวคิดการเปลี่ยนแปลงการถือครองที่ดิน และแนวคิดการแปรรูปกิจการน้ำมันของ PdVSA ของรัฐบาลประธานาธิบดี ฮูโก้ ชาเวซ ที่ได้พยายามตราออกเป็นกฎหมายในเดือนพฤศจิกายน 2001 การประท้วงครั้งแรกได้เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน ปี 2002 มีการยิงใส่กลุ่มผู้ประท้วงที่มีอยู่ราว 150,000 คน ทำให้มีผู้ประท้วงเสียชีวิต 10 คน ส่วนชาเวซได้ถูกกองทัพกดดันอย่างหนักเพื่อให้ลาออก รวมทั้งยังถูกกองทัพกักพื้นที่อีกด้วย จนกระทั่งเดือนธันวาคม มีการประท้วงครั้งใหญ่อีกเพื่อเรียกร้องให้มีการกำหนดวันลงประชามติเพื่อตรวจสอบการทำงานของนาย ชาเวซ ตามรัฐธรรมนูญของเวเนซุเอลานั้น ประธานาธิบดีจะมาจากการเลือกตั้งและมีวาระคราวละ 6 ปี หากแต่เมื่อดำรงตำแหน่งไปครบ 3 ปีแล้ว ประชาชนทั้งประเทศสามารถร้องขอให้มีการจัดการลงมติเพื่อตรวจสอบสภาพการบริหารประเทศได้ โดยจะต้องมีการรับรองจากประชาชนด้วยการลงลายมือชื่ออย่างน้อย 20% ของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด เรียกว่า Constitutional referendum on presidency (นายชาเวซ ดำรงตำแหน่งครั้งแรกตั้งแต่ธันวาคม 1998 แต่ทว่ามีปัญหาทางการเมืองเนื่องจากถูกลอบสังหาร และได้สาบานตนเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในปี 2000 นั่นคือในขณะที่มีการประท้วงนั้น เขาเป็นประธานาธิบดีมาแล้วราว 2 ปี) การประท้วงดังกล่าวเริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ และรุนแรงขึ้นเมื่อมีกลุ่มพนักงาน PdVSA ที่พากันหยุดงานมานำการประท้วง ส่งผลโดยตรงให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาลดลงจากเดิมที่ 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤศจิกายน เหลือเพียง 7 แสนบาร์เรลต่อวันในเดือนมกราคม 2003 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการประท้วงอย่างรุนแรงที่สุด ส่งผลให้ค่า GDP ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2003 หดตัวลงถึง 29% (และ 9.2% เมื่อพิจารณาทั้งปี) ทำให้ชาเวซต้องตัดสินใจปลดพนักงานเหล่านั้นออกและประกาศว่าการประท้วงเรียกร้องดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศ รวมถึงไม่ยอมให้มีการลงประชามติในเวลาดังกล่าว โดยปรกติแล้ว รัฐบาลสหรัฐในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่จากเวเนซุเอลา จำเป็นที่จะต้องหาทางแทรกแซงเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ทว่าในช่วงเวลานั้น สหรัฐได้ทุ่มเทกำลังต่างๆ และให้ความสำคัญในการเตรียมเปิดสงครามกับอิรักก่อนเป็นลำดับแรก ทำให้ประเมินสถานการณ์ประท้วงในเวเนซุเอลาต่ำเกินความเป็นจริง ความผิดพลาดดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหรัฐที่วอชิงตันถูกวิจารณ์อย่างหนัก จากสภาวะเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำมันที่ตนเคยรับซื้อจากเวเนซูเอลา ในเดือนมกราคม 2003 เกิดมีการจลาจลครั้งใหญ่ของฝ่ายที่คัดค้านกับฝ่ายสนับสนุนประธานาธิบดีชาเวซอย่างรุนแรงกลางกรุงคารากัส ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เวเนซุเอลาประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันในประเทศอย่างหนัก แทบไม่น่าเชื่อว่า จะมีโอกาสได้เห็นประชาชนในพื้นที่บางแห่ง จำเป็นต้องนอนหลับแบบข้ามคืนในรถยนต์ของตน เพื่อเข้าคิวในการเติมน้ำมันที่สถานีขายปลีกน้ำมัน ด้วยราคาที่สูงกว่าเดิมราว 10 เท่า ในประเทศที่โดยปรกติแล้ว ราคาน้ำมันถูกกว่าราคาน้ำดื่มบรรจุขวด อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ชาเวซพยายามหลบเลี่ยงการลงมติมาโดยตลอด ในที่สุดการลงมติตรวจสอบประธานาธิบดีก็ได้เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยผลออกมาว่าประธานาธิบดีชาเวซสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยคะแนนไว้ใจราว 58% แต่อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ต่างมองว่า เวเนซุเอลายังคงเป็นประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูง มีการแบ่งกลุ่มของฝ่ายนายชาเวซและฝ่ายตรงข้ามอย่างชัดเจน รวมไปถึงปัญหาหนักอกที่หลงเหลืออีกมากในด้านกิจการน้ำมัน ที่รอให้ทางประธานาธิบดีชาเวซมาแก้ไขต่อไป ไนจีเรีย : ปัญหาหนักอกจากแอฟริกา ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสามประเทศแอฟริกาที่เป็นสมาชิกกลุ่มโอเปค แหล่งน้ำมันสำรองในประเทศไนจีเรีย ไม่ต่างอะไรกับเหมืองทองคำ ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์มหาศาลส่งผลถึงการแย่งชิงกันภายในประเทศ เนื่องจากไนจีเรียเป็นประเทศจากแอฟริกา ที่ส่งออกน้ำมันดิบสู่สหรัฐมากที่สุดของทวีป และน้ำมัน สามารถสร้างรายได้กับประเทศกว่า 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในรอบกว่า 30 ปีที่ผ่านมา มีการประมาณว่า ราว 95% ของรายได้จากเงินตราต่างประเทศในแต่ละปี ได้มาจากธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ปัญหาภายในของไนจีเรียมีมากมายหลายเรื่อง ล้วนแล้วแต่อยู่ในขั้นวิกฤตแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหาเชื้อชาติ (ไนจีเรียมีกว่า 250 ชนเผ่า) ปัญหาการคอร์รัปชั่น (เลวร้ายระดับติดหนึ่งในสองของโลก และกล่าวกันว่า มหาเศรษฐีของไนจีเรียต่างมีอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่โต รวมถึงบัญชีเงินฝากจำนวนมหาศาลในธนาคารใหญ่ๆ ของโลกทั้งสิ้น) และวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนัก จนถึงกับต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในปี 2000 ต้องปรับโครงสร้างหนี้ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการขยายตัวของจำนวนประชากร จนทำให้เดิมจากที่ไนจีเรีย เคยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ของทวีป กลับต้องนำเข้าอาหารในปัจจุบัน ปัญหาหนักอกเหล่านี้ทำให้รัฐบาลต้องการรายได้อย่างมากเพื่อใช้แก้ปัญหา ทั้งนี้ การแย่งชิงน้ำมันในไนจีเรียได้ก่อตัวขึ้นมานานนับปีแล้ว โดยบริเวณที่เป็นจุดวิกฤตอย่างหนัก คือพื้นที่ด้านตะวันตกของลุ่มแม่น้ำไนเจอร์ ซึ่งเป็นจุดที่เพิ่งจะมีการค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ว่า เป็นแหล่งน้ำมันดิบสำรองขนาดใหญ่ ซึ่งอาจสูงถึงราว 10% ของโลก ทำให้ประเทศตะวันตก ต่างหันมาสนใจลงทุนกิจการพลังงานที่ไนจีเรียกันขนานใหญ่ เพื่อใช้ไนจีเรียเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำรองแห่งใหม่ นอกเหนือจากแหล่งตะวันออกกลาง ปัญหาที่ตามมาคือ ความรู้สึกของคนไนจีเรียท้องถิ่นที่รู้สึกว่าตนเองได้รับผลประโยชน์จากน้ำมันที่ "ไม่เท่าเทียม" กับชนชาติตะวันตกหรือชนชั้นปกครองที่เข้ามากอบโกยทรัพยากรของประเทศ ผสานไปกับปัญหาจากข้อพิพาททางด้านเชื้อชาติในแถบลุ่มแม่น้ำไนเจอร์ ซึ่งเป็นขุมน้ำมันใหญ่ของประเทศ ความไม่ลงรอยกันจึงได้เกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นการก่อวินาศกรรมระบบท่อส่งน้ำมันดิบของบริษัท เชพรอน (Chevron) ซึ่งถือเป็นบริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกันที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก, การลักลอบขโมยน้ำมันดิบจากท่อ, การทำลายระบบท่อส่งน้ำมัน หรือ แม้กระทั่งการบุกไปขโมยน้ำมันที่บ่อน้ำมันโดยตรง ซึ่งกล่าวกันว่าทรัพย์สินและน้ำมันดิบของ เชพรอน ต้องสูญเสียหรือเสียหายไปแล้วคิดเป็นมูลค่ากว่า 750 ล้านเหรียญ จนทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องสั่งยกเลิกการนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติจากไนจีเรีย และรวมไปถึงเชพรอนเอง ที่ต้องประกาศหยุดการผลิตน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติของตนเอง ที่มีอยู่ราว 440,000 บาร์เรลต่อวัน หรือราว 7% ของปริมาณน้ำมันดิบที่ Chevron สามารถผลิตได้ทั่วโลก ไปตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2003 (จนถึงสิงหาคมปีนี้ คาดว่า เชพรอน ได้เสียโอกาสในการผลิตน้ำมันไปกว่า 1 พันล้านเหรียญ) ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อรวมถึงการยุติการผลิตน้ำมันดิบจากบริษัทอื่นๆ ในไนจีเรีย เช่น รอยัล ดัตช์ เชลล์ (Royal Dutch Shell) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำมันต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดของไนจีเรีย และโททาล แห่งฝรั่งเศส (Total) แล้ว ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบของโลกในขณะนั้น พุ่งสูงขึ้นไปอีก 3% ในทันที นอกจากนี้ รอยัล ดัตช์ เชลล์ ยังได้มีรายงานลับฉบับหนึ่ง ซึ่งสรุปไว้ด้วยว่า หากสถานการณ์ในไนจีเรีย ยังคงมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการลอบก่อวินาศกรรมท่อส่งน้ำมันกันต่อไป มีความเป็นไปได้สูงที่อุตสาหกรรมน้ำมันของบริษัทในไนจีเรีย จะต้องปิดกิจการทั้งหมดภายในปี 2008 ปัญหานี้ ส่งผลให้รัฐบาลไนจีเรียไม่สามารถอยู่นิ่งได้ แต่ความใหญ่โตของปัญหาทำให้การแก้ไขเป็นไปอย่างเชื่องช้า ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา กองกำลังรัฐบาลก็ได้ปะทะกับกองกำลังติดอาวุธของชนเผ่าต่างๆ กว่า 2,000 คน ที่อยากมีสิทธิในการปกครองตนเอง (และแน่นอนคือสิทธิในการครองแหล่งน้ำมันดิบ) ที่ได้เข้าไปยึดเมือง Port Harcourt ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของบริษัทน้ำมันข้ามชาติหลายแห่ง ชนเผ่าเหล่านี้ อาศัยรายได้มาจากการลักลอบขโมยน้ำมันดิบจากท่อส่งน้ำมัน ซึ่งกระทำโดยคนที่เคยทำงาน กับบริษัทน้ำมันเหล่านั้นมาก่อน การลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน และบางครั้งก็ทำการลักพาตัวผู้บริหารในบริษัทน้ำมันระดับสูง เพื่อเรียกค่าไถ่ และนำรายได้ส่วนใหญ่ มาใช้เป็นทุนสนับสนุนเพื่อเรียกร้องเอกราชของตนเอง หากปัญหาของไนจีเรียไม่สามารถยุติลงได้ในเร็ววัน ผลที่จะตามมาคือ การล้มตายของผู้คน ซึ่งคาดกันว่าได้เสียชีวิตไปแล้วนับพันคน และปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของโลก ที่จะต้องหดหายไปวันละกว่า 2 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นส่วนที่ไนจีเรียสามารถผลิตได้ และนั่นย่อมเป็นอีกสาเหตุของราคาน้ำมันที่จะพุ่งสูงขึ้นไปอีกในช่วงปลายปีนี้ อย่างแน่นอน สรุป นํ้ามันดิบ ได้กลายเป็นชนวนในการก่อความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ทั้งปัญหาจากภายในหรือระหว่างประเทศ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อขัดแย้งหรือสงครามจากการแย่งชิงน้ำมันนี้ยังคงจะต้องเกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะในพื้นที่ของประเทศกำลังพัฒนาที่มีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ เมื่อประกอบกับการลดลงอย่างต่อเนื่องของปริมาณการผลิตน้ำมันดิบภายในสหรัฐ และประเทศยุโรป ที่เดิมต่างเคยผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศตน ทำให้ประเทศเหล่านั้น ซึ่งมีความต้องการน้ำมันดิบสูงมากอยู่แล้ว จำเป็นที่จะต้องเสาะแสวงหาแหล่งน้ำมันดิบแหล่งใหม่ เพื่อเป็นหลักประกันในการป้อนน้ำมันดิบให้แก่ประเทศของตนเองได้ในอนาคต แนวโน้มของประเทศพัฒนาแล้วนั้น ต่างที่จะกระจายแหล่งน้ำมันดิบสำรองของตนเพื่อลดความเสี่ยงให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น มุ่งไปสู่หลายประเทศแถบตะวันตกของทวีปแอฟริกา หรือประเทศที่แยกตัวมาจากสหภาพโซเวียต เช่น คาซักสถาน หรือ อาเซอร์ไบจัน (ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าน้ำมันดิบของโลกในราวร้อยปีก่อน) ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงประเทศหนึ่ง นอกเหนือไปจากนโยบายการประหยัดพลังงานแล้ว ไทยจำเป็นต้องเสาะหาแหล่งน้ำมันดิบสำรองของตนเอง ให้หลากหลายขึ้นเช่นกัน ความร่วมมือและการให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนบ้านที่แม้อาจมีศักยภาพด้านพลังงานไม่สูงนัก หรือการมีนโยบายเชิงรุกในการลงทุนด้านพลังงานของภาครัฐสู่ต่างประเทศ เป็นสิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถสานต่อถึงความมั่นคงด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยได้ แต่ถึงที่สุดแล้ว หากน้ำมัน (และรวมถึงก๊าซธรรมชาติ) ยังมีแนวโน้มที่จะมีความต้องการในระดับที่สูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งถ่านหินยังเป็นพลังงานที่มีข้อจำกัดด้านมลพิษ และพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์และลมยังเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน มีความเป็นไปได้ในอนาคตที่ โลกอาจจะได้เห็นการกลับมาสู่ยุคเรืองรองของพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้งก็เป็นได้ หน้า 29
|