|
||||||||||
|
ประชานิยมในอียิปต์
คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 07 ตุลาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3625 (2825) สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน นี่ก็ครบ 1 ปีพอดีที่ผมเขียนคอลัมน์ "นอกรอบ" นี้มา ผมจำได้ว่าตอนที่ผมนั่งคิดชื่อคอลัมน์นี้มีความตั้งใจที่จะใช้คอลัมน์นี้เป็นหน้าต่างสนทนาทางวิชาการแบบสบายๆ แต่สอดแทรกไปด้วยเกร็ดความรู้ทางเศรษฐกิจและสังคม ถึงวันนี้ผมลองกลับไปพลิกๆ ดูบทความที่ตัวเองได้เขียนไว้ในช่วงปีที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่าบทความต่างๆ ที่ได้ตีพิมพ์ไปอาจมีความเป็นวิชาการมากกว่าความตั้งใจในตอนแรกมากไปนิด วันนี้ผมจึงขออนุญาตพาท่านผู้อ่านออกไปเที่ยวต่างประเทศ ดูบ้านเมือง เศรษฐกิจและสังคมของเขากันบ้างว่าเป็นอย่างไร เพราะผมรู้สึกว่าระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อารยธรรมเก่าแก่เช่นประเทศอียิปต์มีความแปลกน่าศึกษาเป็นอย่างมาก ด้วยความที่งานวิจัยงานหนึ่งที่ผมทำอยู่ ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องภาวะค่าครองชีพของข้าราชการไทยในต่างประเทศ เมื่อปลายเดือนกันยายน 2547 ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปดูงานที่ประเทศอียิปต์ ก่อนจะเดินทางไปก็ได้มีโอกาสศึกษาภาวะค่าครองชีพของประเทศอียิปต์และของทั่วโลกที่มีสถานทูตไทยประจำการอยู่บ้างแล้ว ผ่านความร่วมมือของกระทรวงการต่างประเทศ จากการศึกษาข้อมูลจากกระดาษที่สถานทูตไทยประจำกรุงไคโรส่งมาให้ ก็ทำให้ผมและคณะสงสัยกันอย่างมากว่า ทำไมค่าครองชีพของประเทศนี้ถึงได้ถูกนัก ? มีอะไรผิดปกติจากแบบสอบถามหรือเปล่า ? จึงเป็นเหตุที่ทำให้ต้องเดินทางไปดูให้รู้ดำรู้แดงกันไป ไปถึงไคโรวันแรกท่านทูตให้คนมารับแต่เช้าที่สนามบิน ภารกิจแรกหลังจากเอาของเข้าเก็บที่โรงแรมคือการสำรวจราคาข้าวของเครื่องใช้ที่ซูเปอร์ มาร์เก็ต สิ่งที่พบคือราคาสินค้ามีความแตกต่างกันมากระหว่างของที่ผลิตได้ในประเทศกับของส่วนใหญ่ที่นำเข้า ยกตัวอย่างเช่น ข้าวนำเข้าประเภทเมล็ดยาว (long grain) ซึ่งคุณภาพด้อยกว่าข้าวหอมมะลิของไทยเรามาก ถุงขนาด 5 ก.ก. มีราคา 68 ปอนด์อียิปต์ แพงกว่าข้าวพื้นเมืองเกือบ 5 เท่าตัว (ข้าวพื้นเมืองราคา 14 ปอนด์) ในทางกลับกัน น้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งปัจจุบันเมืองไทยขึ้นไปกว่าลิตรละ 20 บาท สำหรับน้ำมันเบนซินที่ไม่มีการพยุงราคา ที่อียิปต์กลับราคาเพียงลิตรละ 7-8 บาท เป็นที่น่าสังเกตว่าสินค้าที่จำเป็นในการดำรงชีพของคนที่โน่นจะมีราคาถูกเอาเสียมากๆ ถ้าใครอยู่กินได้แบบคนอียิปต์ ผมว่าไปอยู่โน่นค่าครองชีพคงถูกดีพิลึก เมื่อผมมีโอกาสได้สนทนากับท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงไคโร ในตอนบ่าย ท่านก็ได้ให้ความกระจ่างในข้อสงสัยของผมเป็นอย่างดี ท่านเล่าว่า ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยรัฐบาลอียิปต์จะให้เงินอุดหนุน (subsidy) สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพหลักๆ ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล น้ำมันพืช หรือแม้กระทั่งน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากการให้เงินอุดหนุนสินค้าดังกล่าวแล้ว สำหรับที่อยู่อาศัยแม้รัฐบาลจะไม่ได้ให้เงินอุดหนุนโดยตรง แต่รัฐบาลยังเอาใจคนยากคนจนโดยการออกกฎหมายให้เจ้าของอาคาร-บ้านพัก (landlord) ไม่สามารถขึ้นค่าเช่าหรือขับไล่ผู้เช่าอาศัยได้ ผมว่าถ้าเป็นกรณีประเทศไทย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว มีที่ดินอยู่อาศัย-ทำกินมากมาย ก็อาจพอที่จะฝืนกลไกตลาดโดยการอุดหนุนอย่างนี้ได้ไปเรื่อยๆ แต่เมื่อดูประเทศอียิปต์แล้วเต็มไปด้วยทะเลทราย อย่างเมืองหลวงกรุงไคโรที่ผมและคณะไปเยือนมา มองลงมาจากภูเขาบริเวณป้อมกำแพงเมืองเก่า (citadel) ลงมา พบว่าห่างจากแม่น้ำไนล์ในรัศมีไม่เกิน 20 ก.ม. ก็เป็นทะเลทรายบริเวณกีซา ที่ตั้งของพีระมิดและทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ไร้แหล่งเกษตรหรือแม้กระทั่งที่อยู่อาศัย...พบว่าแหล่งการเกษตรที่แท้จริงมีเพียงบริเวณสองฝั่งของลุ่มแม่น้ำไนล์เท่านั้น ในขณะที่ประชากรของประเทศอียิปต์มีถึงราว 70 ล้านคน พอๆ กับประเทศไทย ท่านผู้อ่านคงพอนึกออกนะครับว่า ผลผลิตทางการเกษตรหรือแม้กระทั่งที่อยู่อาศัยจะมีพอเพียงกับความต้องการภายในประเทศได้อย่างไร ความไม่พอเพียงของการผลิตในประเทศประกอบกับความต้องการการบริโภคที่ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นตามประชากร ส่งผลต่อการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคและการขาดดุลการค้าของประเทศอียิปต์ในอัตราสูง เมื่อรัฐบาลยิ่งต้องเพิ่มเงินชดเชยสินค้าเหล่านี้มากขึ้น จึงทำให้อียิปต์ต้องประสบปัญหาการขาดดุลแฝด หรือ twin deficit ซึ่งเป็นภาวะที่มีการขาดดุลการคลังและการขาดดุลการค้าเกิดขึ้นพร้อมๆกัน โดยการขาดดุลการคลังและการขาดดุลการค้าของอียิปต์อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยดุลการคลังของอียิปต์ขาดดุลเพิ่มขึ้นจากราวร้อยละ 1.20 และในปี พ.ศ.2543 เป็นร้อยละ 2.90 ในปัจจุบันหรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 140 แต่การขาดดุลการค้าแม้จะลดลงจากระดับ 11,472 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2543 ลงมาอยู่ในระดับประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2546 แต่หากการลดลงของการขาดดุลการค้าดังกล่าวต้องแลกมาด้วยอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 1.6 เป็นร้อยละ 18.5 ในช่วงเวลาเดียวกัน ที่แย่ไปกว่านั้นคือ การขาดดุลการคลังดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นการกู้จากต่างประเทศ (หนี้ต่างประเทศเพิ่มจากร้อยละ 28.5 ของ GDP เป็นร้อยละ 35.7 หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 ปี) ทำให้ภาระหนี้ (ภาระการจ่ายต้น-จ่ายดอกเบี้ย) ขึ้นจากร้อยละ 7.4 ของงบประมาณ เป็นถึงร้อยละ 9.8 ในช่วง 3 ปี สำหรับผมการขาดดุลแฝดเท่าที่เคยเห็นมาจะเป็นแง่ของการขาดดุลการคลังที่นำไปสู่การขาดดุลการค้า (การเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลทำให้คนในประเทศมีกำลังการซื้อมากขึ้น และนำเข้าสินค้ามากขึ้น) ประเทศอียิปต์แปลกตรงที่มีการขาดดุลแฝดที่เกิดขึ้นในทางกลับกันกล่าวคือ รัฐบาลอุดหนุนสินค้านำเข้ามาก (ทำให้ขาดดุลการค้า) มากเสียจนกระทั่งนำมาสู่ฐานะทางการคลังที่ย่ำแย่ (ขาดดุลการคลัง) ในด้านที่อยู่อาศัยนั้น แม้รัฐบาลจะไม่ได้เข้าไปอุดหนุนโดยตรง แต่จริงๆ แล้วการออกกฎหมายให้เจ้าของอาคาร-ที่อยู่อาศัยไม่สามารถขับไล่และขึ้นค่าเช่าได้นั้น นับเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดที่ร้ายแรงกว่าการให้เงินอุดหนุนเสียอีก การออกกฎหมายดังกล่าวทำให้ปัจจุบันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอียิปต์ไม่มีทั้งการแข่งขัน และทั้งขาดแรงจูงใจในการดำเนินการ ซึ่งนอกจากที่อยู่อาศัยที่มีคนเช่าอยู่เดิมราคาจะไม่เปลี่ยนแปลงตามภาวะความต้องการที่อยู่อาศัยที่แท้จริงแล้ว การที่เจ้าของบ้านได้เงินค่าเช่าน้อย ไล่ผู้เช่าออกไม่ได้ ยังทำให้บ้านของตนไม่มีการปรับปรุง ถ้าใครไปที่เมืองไคโรจะเห็นบ้านที่มีสภาพโทรมๆ เต็มไปหมด ไม่มีการทาสี บ้านที่สร้างขึ้นมาในยุคหลังๆ แถบชานเมืองไม่มีแม้กระทั่งการฉาบปูนด้วยซ้ำไป การฝืนความสมดุลของตลาด นำมาซึ่งความพังทลายของเศรษฐกิจ ตรงนี้พวกเราชาวไทยคงซาบซึ้งในคำคำนี้ดีจากบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมาในปี 2540 เศรษฐกิจของอียิปต์ก็ต้องจบลงคล้ายๆ กัน โดยการปล่อยค่าเงินปอนด์อียิปต์ลอยตัวเมื่อต้นปี 2546 ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจดังกล่าวนี้เองทำให้ค่าเงินปอนด์ของอียิปต์อ่อนค่าลงจากเฉลี่ย 3.85 ปอนด์อียิปต์/ ดอลลาร์สหรัฐในช่วงก่อนปล่อยค่าเงินลอยตัว เป็นประมาณ 6.20-6.30 ปอนด์/ ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน (สิ้นเดือน ก.ย.2547) แม้ในที่สุดอียิปต์ต้องปล่อยค่าเงินลอยตัวเหมือนกับที่ประเทศไทยเคยทำเมื่อ 7 ปีที่แล้ว แต่การปล่อยค่าเงินปอนด์อียิปต์กับค่าเงินบาทไทยลอยตัวมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สำหรับประเทศอียิปต์แล้วปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมได้เพิ่งเริ่มขึ้นอย่างแท้จริง 1 ปีหลังจากการปล่อยค่าเงินปอนด์ลอยตัว อัตราเงินเฟ้อของอียิปต์เพิ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 1 ปีหลังจากระดับร้อยละ 3.5 ในปีก่อน จนล่าสุด (ปี 2546) อยู่ในระดับร้อยละ 18.5 คงต้องดูกันต่อไปนะครับว่าเศรษฐกิจที่มีองค์ประกอบซึ่งใช้ระบบประชานิยมพยุงราคามันซะทุกเรื่อง+มีข้อจำกัดด้านการผลิตของกิน (จากพื้นที่ทะเลทราย) แต่โชคดีที่มีน้ำมันอยู่ระดับหนึ่ง จะไปได้สักเท่าไร ผมว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่ลดลงจาก 1,656 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 578 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนในตลาดทุนที่ลด ลงจากเข้า 473 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นออกถึง 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คงพอบอกได้ถึงสายตาของต่างชาติที่มองแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศนี้ได้เป็นอย่างดี ท้ายนี้ผมขอขอบพระคุณท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ (ท่านทูตจริย์วิฒน์ สันตะบุตร) ที่ให้ความต้อนรับอย่างอบอุ่น รวมถึงให้ข้อมูลต่างๆ และกระทรวงการต่างประเทศ กรมบัญชีกลาง (กระทรวงการคลัง) และสำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ที่ให้ความร่วมมืออย่างดีในการทำวิจัยโดยตลอดมา ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6
|