|
||||||||||
|
ค่าจ้างขั้นต่ำ กับการหาเสียงเลือกตั้ง
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม thamavit@econ.tu.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เรื่องการขึ้นหรือไม่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ นับเป็นประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญ สำหรับการรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งใหม่ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวเอพีได้ตั้งคำถามต่อผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่า สมควรมีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำกลางหรือไม่? ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ให้ความเห็นว่า ตนจะเน้นให้คนอเมริกันมีงานทำทุกคน และจะพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เพิ่มต้นทุนแก่ผู้ผลิตรายเล็กอย่างไม่สมเหตุสมผล ในทางตรงข้าม ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต นายจอห์น เคอร์รี ต้องการให้มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจาก 5.15 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมง ให้เป็น 7 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงภายในปี 2550 ซึ่งจะทำให้คนงานอเมริกันที่รับค่าจ้างขั้นต่ำราว 15 ล้านคน ได้รับประโยชน์จากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนี้ ข้อเสนอของผู้สมัครประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตที่ต้องการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำกลางนั้น เป็นข้อเสนอที่มีการค้นคว้าหาข้อมูลสนับสนุนโดยทีมงานในวุฒิสภาของสหรัฐ ซึ่งให้เหตุผลสนับสนุนว่า สหรัฐไม่ได้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำกลางมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว ในขณะที่ราคาสินค้า ค่าประกันสุขภาพ ค่าเลี้ยงดูและค่าเล่าเรียนของบุตร ล้วนแต่ขึ้นราคาไปมาก นอกจากนี้บางรัฐในอเมริกามีค่าจ้างขั้นต่ำสูงกว่า 7 เหรียญสหรัฐต่อชั่วโมงอยู่แล้ว นักธุรกิจอเมริกันโดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม จะคัดค้านการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยให้เหตุผลว่า การขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้คนตกงานมากขึ้น แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่ง เช่น Robert Solow ผู้ได้รับรางวัลโนเบล เห็นว่า งานวิจัยที่ระบุว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้นยังมีหลักฐานที่อ่อน กล่าวได้ว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีผลทำให้คนตกงานน้อย (New York Time, 1995) งานวิจัยขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (โดย Chang-Hee Lee, 2002) พบว่า การขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีผลทำให้สัดส่วนคนจนในประเทศลดน้อยลง กล่าวได้ว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำช่วยขจัดความยากจน ในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จะต้องประกันให้แรงงานและครอบครัวมีรายได้เพียงพอกับรายจ่ายที่จำเป็น (Basic needs) และการคุ้มครองแรงงานนี้เป็นการคุ้มครองแรงงานไร้ฝีมือ ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานต่ำ เพื่อให้คนงานและครอบครัวเหล่านี้สามารถดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรี กรณีประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การแรงงานระหว่างประเทศได้ดำเนินการตามข้อผูกพัน โดยการออกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 103 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2515 ให้กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจกำหนดการคุ้มครองแรงงานในเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ และต่อมา ใน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ และกระบวนการในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน และอัตราค่าจ้างของจังหวัดต่างๆ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี โดยมีประเด็นที่เกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำที่น่าพิจารณาอยู่หลายประการ ดังนี้ ประการที่หนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 มาตรา 87 ได้วางหลักในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำว่า คณะกรรมการค่าจ้างต้องพิจารณา "อัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้า ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม" ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ข้อมูลที่ให้พิจารณามีลักษณะซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันข้อมูลระดับจังหวัดจะมีไม่ครบถ้วนตามที่ระบุไว้ ดังนั้น จึงทำให้กระบวนการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มีลักษณะเป็นการเจรจาต่อรองกัน มากกว่าที่จะเป็นการปรับบนพื้นฐานข้อเท็จจริง ตัวอย่างเช่น การปรับค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าครองชีพที่แท้จริงของแต่ละจังหวัด เนื่องจากไทยยังไม่มีข้อมูลดัชนีราคาระดับจังหวัดอย่างต่อเนื่องและครบถ้วน กล่าวเฉพาะกรุงเทพมหานคร ในช่วงปี 2541 - 2547 (สิงหาคม) ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 9.7% ในขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเพียง 4.7% และถ้าพิจารณาในช่วงปี 2539 - 2547 ดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 25.2% (โดยเพิ่มจาก 87.6 ในปี 2539 เป็น 109.7 ในเดือนสิงหาคม 2547) แต่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงเดียวกันกลับเพิ่มขึ้นเพียง 7.6% (โดยเพิ่มจาก 157 บาทต่อวัน ในปี 2539 เป็น 170 บาทต่อวัน ในปี 2547) ประการที่สอง แรงงานไร้ฝีมือจำนวนไม่น้อยยังคงได้รับค่าจ้างน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ โดยที่ภาครัฐไม่สามารถตรวจสอบทั่วถึง ประการที่สาม ในกระบวนการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ คณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำระดับประเทศ และคณะอนุกรรมการอัตราค่าจ้างขั้นต่ำระดับจังหวัด จะมีลักษณะเป็นไตรภาคี โดยมีตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายลูกจ้าง การพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีลักษณะเป็นการเจรจาต่อรองกัน ทำให้คณะอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำในต่างจังหวัด อาจมีปัญหาในเรื่องอำนาจต่อรอง ระหว่างฝ่ายนายจ้างกับฝ่ายลูกจ้าง เนื่องจากหลายจังหวัดยังไม่มีสหภาพแรงงาน ฝ่ายลูกจ้างจึงมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าฝ่ายนายจ้าง ประการสุดท้าย ในการเลือกตั้งของไทย พรรคการเมืองต่างๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อประเด็นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งแตกต่างจากสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้อาจเนื่องจากฐานเสียงที่เป็นแรงงานยังมีผลต่อการเลือกตั้งไม่มากนัก พรรคการเมืองที่กำลังรณรงค์หาเสียง สำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่นั้น น่าจะแสดงท่าทีจุดยืนต่อข้อเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานไทยที่ให้มีการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็น 200 บาทต่อวัน เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ได้มีข้อมูลประกอบการพิจารณาในการเลือกตั้งครั้งใหม่
|