หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
จากมูลสัตว์สู่พลังงาน สิ่งปฏิกูลอันมีคุณค่า

วงกต วงศ์อภัย  คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  wongkot_w@yahoo.com   จากมติชนสุดสัปดาห์

ปีที่ 24 ฉบับที่ 1237   ประจำวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2547 หน้า 29-30

 ความเป็นประเทศเกษตรกรรมของประเทศไทยนั้น นอกจากจะสร้าง “ข้าวปลา” ที่เป็น ”ของจริง”ให้แก่ชาวไทยและผุ้คนทั่วโลกมายาวนานแล้ว ในแต่ละปี เศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรหลายชนิดจำนวนมากสามารถนำกลับมาใช้เป็นพลังงานชีวมวลได้ แต่มีไม่มากคนนักที่จะทราบว่า นอกจากเหล่าเศษชีวมวลที่ได้จากการเกษตรแล้ว ภาคเกษตรกรรมยังสร้างชีวมวลอีกประเภทหนึ่ง ที่ได้มาจากการเลี้ยงสัตว์ในรูปของ “ก๊าซชีวภาพ (Biogas)” ที่เปี่ยมด้วยพลังงานที่ให้ค่าที่แน่นอน มีศักยภาพสูงและยังถูกมองข้าม

แหล่งกำเนิดก๊าซชีวภาพที่มีต้นทุนต่ำและมีปริมาณสูงของประเทศ มาจากสองแหล่งหลักคือ ของเสียหรือน้ำเสียจากโรงงานแปรรูปทางการเกษตร เช่น น้ำเสียจากโรงฆ่าสัตว์ หรือ โรงงานผลิตผลไม้หรือเครื่องดื่มกระป๋อง และมาจาก มูลสัตว์ (Animal dung) จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ในภาคเกษตรกรรม

 โลกกับก๊าซชีวภาพ

ย้อนหลังไปประมาณสามพันปีก่อน ประเทศ Assyria ซึ่งเป็นดินแดนในอดีตที่เคยตั้งในแถบตะวันตกของทวีปเอเชียสมัยโบราณ คือประเทศแรกที่ได้มีการนำก๊าซชีวภาพไปใช้ในการให้ความร้อนในการต้มน้ำอาบ หลังจากนั้นพบว่ามีการใช้ก๊าซชีวภาพในลักษณะเดียวกันในแถบเปอร์เซีย ในช่วงประมาณห้าร้อยปีที่ผ่านมา

แต่เมื่อพิจารณาถึงหลักฐานการบันทึกในยุโรป พบว่าในปี พ.ศ.2173 Jan Baptita Van Helmont เป็นบุคคลแรกที่ค้นพบว่ามีก๊าซเกิดขึ้นจากการเน่าเปื่อยของซากสารอินทรีย์ และต่อมาในปี พ.ศ. 2351 Sir Humphrey Davy ได้พบว่าในบ่อปุ๋ยคอกนั้น มีก๊าซมีเธนเกิดขึ้นและน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้

อย่างไรก็ตาม อินเดียเป็นประเทศแรกที่มีการใช้ก๊าซชีวภาพอย่างเป็นระบบจริงจัง โดยมีรายงานว่าในปี พ.ศ.2402 มีการสร้างระบบที่เรียกว่า Anaerobic digestion (AD) plant เป็นครั้งแรกในนิคมโรคเรื้อน Matunga ที่เมืองบอมเบย์ และนำพลังงานชีวภาพที่ได้ไปใช้งานภายในนิคม หลังจากนั้น แนวคิดการใช้ก๊าซชีวภาพนี้ก็แพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆทั่วโลกในที่สุด

ระบบผลิตก๊าซชีวภาพแบบ AD จะอาศัยเทคโนโลยีที่ทำให้กลุ่มจุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจนในการย่อยสลายสารอินทรีย์หลายชนิด ทำหน้าที่หมักย่อยสารอินทรีย์ที่ได้จากแหล่งต่างๆ เช่น จากน้ำเสียที่ได้จากโรงงาน หรือน้ำมูลสัตว์ที่ได้จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ให้มาอยู่ในรูปของเหลวในสภาพไร้อากาศ ทำให้สารอินทรีย์จากของเสียดังกล่าวนั้น ถูกย่อยสลายลดปริมาณลง และเปลี่ยนรูปไปเป็นมีเธนและคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในระยะเวลาประมาณ 1 เดือน ระบบ AD นี้เป็นระบบที่นิยมใช้ในปัจจุบัน

สิ่งที่ทำให้ก๊าซชีวภาพมีความสำคัญในเชิงพลังงานคือ ปริมาณส่วนประกอบของ “มีเธน” ที่มีอยู่ประมาณ 55-70% ในก๊าซชีวภาพ (ที่เหลือจะประกอบด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 25-35% และเป็นไนโตรเจนและไฮโดรเจนซัลไฟด์ในส่วนที่เหลือ) และเป็นก๊าซมีเธนที่มีในปริมาณสูงนี่เอง ที่ทำให้ก๊าซชีวภาพมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นก๊าซสะอาด นั่นหมายความว่า หากมีการนำก๊าซชีวภาพไปใช้ในเชิงพลังงาน เช่น การนำไปใช้ในการหุงต้ม การเผาไหม้ของก๊าซชีวภาพที่เกิดขึ้นจะติดไฟได้ดี และปล่อยมลพิษในระดับที่ต่ำกว่าการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วไปมาก

 

 สถานการณ์มูลสัตว์ในประเทศไทย

จากข้อมูลของ กรมปศุสัตว์ พบว่า ในปี พ.ศ. 2543 ประเทศไทยมีปริมาณโค กระบือ สุกร เป็ด ไก่ และช้าง รวมกันกว่า 214 ล้านตัว มูลของสัตว์ทั้ง 6 ชนิดนี้เป็นประเภทที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสามารถนำมาใช้ผลิตก๊าซชีวภาพ โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ประเมินศักยภาพของพลังงานที่ได้จากมูลสัตว์ดังกล่าว โดยได้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการเก็บหรือนำมูลสัตว์เหล่านั้นกลับมาใช้ตามสภาพความเป็นจริง เช่น โคเนื้อ กระบือ เป็ด และช้าง ซึ่งเป็นสัตว์ที่เลี้ยงในพื้นที่เปิด จะมีอัตราส่วนของมูลที่น่าจะเก็บได้ไม่เกิน 50% ในขณะที่โคนม สุกร และไก่ ซึ่งจะมีลักษณะการเลี้ยงที่มิดชิดในฟาร์มหรือโรงเลี้ยงที่เป็นระบบมากกว่า อาจสามารถเก็บมูลมาใช้ได้มากถึง 80% ของมูลที่ถ่ายออกมาทั้งหมด อีกทั้งฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะเป็นสาเหตุของน้ำเสียจำนวนมาก ซึ่งหากมีการออกแบบระบบที่เหมาะสม จะสามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้จากทั้งมูลสัตว์และน้ำเสียได้เป็นจำนวนมาก

อัตราส่วนของมูลที่สามารถเก็บได้นี้มีความสำคัญมาก เพราะหากกสิกร หรือเกษตรกร สามารถจัดทำระบบโรงเลี้ยงที่เอื้ออำนวยต่อการไหล และถ่ายเทของมูลสัตว์ที่ถูกขับถ่ายออกมา จะทำให้ปริมาณก๊าซชีวภาพที่ได้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ศักยภาพพลังงานจากมูลสัตว์ในปี พ.ศ. 2543

ชนิด

จำนวน

ปริมาณมูลสด

ปริมาณมูลแห้ง

ปริมาณก๊าซที่ได้

พลังงานที่ได้

เทียบเท่าน้ำมันดิบ

 (ตัว)

(กก./ตัว/วัน)

(ล้านกก.ต่อปี)

(ล้านลบ.ม.ต่อปี)

(ล้านล้านจูลต่อปี)

(ตันต่อปี)

1. โค

  

 

  

  

  

  

 - โคเนื้อ 4,900,614 5 779.88 183.55 3,855 91,256
 - โคนม 307,927 15 235.22 55.36 1,163 27,531

2. กระบือ

1,702,223 8 441.63 96.95 2,036 48,196

3. สุกร

              -
   - สุกรแม่พันธุ์ 791,024 2 162.7 24.9 523 12,380
   - สุกรพ่อพันธุ์ 120,903 2 24.87 3.81 80 1,894
   - ลูกสุกร 2,123,663 0.5 109.2 16.71 351 8,309
   - สุกรขุน 4,400,326 1.2 543.05 83.11 1,745 41,308
 - สุกรพื้นเมือง 325,140 1.2 40.13 6.14 128.96 3,053

4. ไก่

172,247,561 0.03 512.87 81.57 1,713 40,550

5. เป็ด

27,884,041 0.03 32.76 6.6 139 3,290

6. ช้าง

2,178 40 4.24 0.83 17 402
รวมทั้งหมด     2,886.55 559.53 11,750 278,169

ที่มา: พพ. ยกเว้น ข้อมูลจำนวน จาก กรมปศุสัตว์ และ ข้อมูลปริมาณมูลสดจากกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ศักยภาพที่ทาง พพ.ได้ประเมินพบว่า ในปี 2543 เพียงปีเดียว ประเทศไทยมีศักยภาพของพลังงานจากมูลสัตว์ถึง 11,750 ล้านล้านจูล ตัวเลขในเชิงพลังงานนี้เทียบเท่ากับพลังงานความร้อนที่ได้จากน้ำมันดิบถึง 278 ล้านตัน หรือ เทียบเท่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็วปริมาณ 322 ล้านลิตร ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของน้ำมันดีเซลที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศในปีเดียวกัน

 ประโยชน์ของก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์

ก๊าซชีวภาพที่ได้จากการมูลสัตว์ สามารถก่อประโยชน์ได้หลายลักษณะ ดังนี้

หนึ่ง นำไปใช้ในการให้ความร้อน เช่น การนำก๊าซที่ได้จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ไปใช้แทนก๊าซหุงต้ม (LPG) ในการประกอบอาหาร หรือ นำไปใช้ในการกกลูกสุกรในฟาร์มสุกรได้

สอง นำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า โดยฟาร์มเลี้ยงสัตว์ต่างๆจะต้องมีการติดตั้งชุดกำเนิดไฟฟ้าพิเศษที่ใช้ก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิง โดยอาจดัดแปลงมาจากชุดกำเนิดไฟฟ้าที่เคยใช้น้ำมันดีเซล เพื่อลดต้นทุน เนื่องจากจะมีราคาที่ไม่สูงนักที่ประมาณ 5 แสนบาทต่อชุดกำเนิดไฟฟ้าขนาด 90 kW แต่อายุงานจะสั้น (ประมาณ 25,000 ชั่วโมง) หรือ อาจใช้ชุดที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับก๊าซชีวภาพโดยตรง ซึ่งราคาจะสูงกว่าแบบแรกประมาณ 4 เท่า แต่จะได้ขนาดเครื่องที่ใหญ่กว่า และมีอายุงานยาวนานกว่าที่ประมาณ 80,000 ชั่วโมง (ข้อมูลจากมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม )

สาม ได้ปุ๋ยอินทรีย์จากกระบวนการผลิตก๊าซชีวภาพ ซึ่งสามารถนำไปจำหน่ายได้

สี่ ลดมลภาวะทางกลิ่น ปัญหาแมลงวัน หรือ ลดปริมาณน้ำเสียในฟาร์มได้ด้วย

ตัวอย่างโรงเลี้ยงสัตว์ที่ได้ติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพที่มีประสิทธิภาพคือที่ วีระชัยฟาร์ม ที่อำเภอปากท่อ ราชบุรี โดยได้นำมูลจากสุกรกว่า 55,000 ตัว และน้ำเสียจากฟาร์มที่มีปริมาณ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวันมาผลิตก๊าซชีวภาพ โดยใช้เวลาในการย่อยสลายในบ่อเพื่อให้เกิดก๊าซประมาณ 20 ถึง 30 วัน จากนั้นจะนำก๊าซทั้งหมดที่ผลิตได้วันละ 6,400 ลูกบาศก์เมตรไปผลิตไฟฟ้า โดยติดตั้งชุดกำเนิดไฟฟ้าซึ่งสามารถทดแทนได้วันละ 8,955 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (ยูนิต) คิดเป็นมูลค่าประหยัดได้วันละ 31,345 บาท หรือ ปีละกว่า 11 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ปุ๋ยอินทรีย์จากระบบอีกปีละ 2,340 ตัน คิดเป็นมูลค่าอีกกว่า 1 ล้านบาท

ในการลงทุนติดตั้งระบบผลิตก๊าซชีวภาพขนาด 8,000 ลบ.ม.ของวีระชัยฟาร์มนี้ ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 30 ล้านบาท โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ให้การสนับสนุนประมาณ 9 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 1 ปี 8 เดือน

 อนาคตของก๊าซชีวภาพ

ฟาร์มสุกร ที่มีกระจายทั่วประเทศนั้น ควรที่จะเป็นเป้าหมายหลักในการผลิตก๊าซชีวภาพก่อนฟาร์มประเภทอื่น ทั้งนี้เนื่องจาก สภาพที่เอื้ออำนวยต่อการจัดการเพื่อนำมูลสุกรมาใช้ในการผลิตก๊าซชีวภาพ ทำให้สามารถลงทุนติดตั้งระบบเพิ่มในราคาไม่สูงนัก อีกทั้งภาครัฐยังให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่เจ้าของฟาร์มสุกรอยู่แล้ว โดย สนพ. ในขณะที่ฟาร์มเลี้ยงไก่นั้น เจ้าของฟาร์มอาจได้ประโยชน์จากนำมูลไก่ไปใช้ในการเลี้ยงปลาที่ว่ายอยู่ใต้โรงเลี้ยงไก่มากกว่า

หากพิจารณาในระดับประเทศ สนพ. ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดำเนินการจัดทำแผนที่ก๊าซชีวภาพ (Biogas map) ของประเทศ พบว่า มีศักยภาพในฟาร์มสุกรขนาดกลางและขนาดใหญ่อีกกว่า 1,500 แห่ง ซึ่งมีจำนวนสุกรรวมกว่า 5.4 ล้านตัว ซึ่งหากได้ดำเนินการผลิตก๊าซสำเร็จเพียงแค่ 2 ล้านตัว จะสามารถทดแทนไฟฟ้าได้ 957 ล้านยูนิต และ ก๊าซหุงต้มได้กว่า 130 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าพลังงานกว่า 5,000 ล้านบาทในระยะเวลา 15 ปี

นอกจากนี้ ยังช่วยลดปริมาณน้ำเสียได้กว่า130 ล้านลิตร และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้กว่า 1 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 800 ล้านบาทอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า มูลสัตว์ อันเป็นที่น่ารังเกียจของคนทั่วไป หากได้มีการจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้วนั้น มูลสัตว์นั้นสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ได้สูงอย่างไม่น่าเชื่อ

คำว่า “บางสิ่งที่มองเห็น อาจไม่เป็นอย่างที่คิด” ยังคงใช้ได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแวดวงพลังงานหมุนเวียน