หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
กลัวรัฐบาลที่เข้มแข็งไปทำไม

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2   วันที่ 04 ตุลาคม 2547   ปีที่ 28 ฉบับที่ 3624(2824)

ขณะนี้กระแสทางการเมืองเป็นกระแสที่กลัวจะมีรัฐบาลแข็ง กลัวไปจนกระทั่งว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลเผด็จการ หรือเป็นเผด็จการโดยรัฐสภา ซึ่งเป็นกระแสที่เกิดจากอารมณ์สืบเนื่องที่หัวหน้าพรรคไทยรักไทยประกาศว่า จะพยายามให้พรรครัฐบาลได้ที่นั่งในสภาให้ได้เกิน 400 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการเดินแต้มทางการเมืองที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เพราะต่อไปฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีไม่ได้เลย ทันทีที่หัวหน้าพรรคไทยรักไทยประกาศเจตนารมณ์เช่นว่า คะแนนนิยมก็ตกลงมาตลอด เพราะกระแสความกลัวว่ารัฐบาลจะเข้มแข็งเกินไป จะไม่มีใครคานอำนาจรัฐบาลได้

ในระบอบการปกครองในระบบรัฐสภาแบบอังกฤษนั้น เป็นการปกครองแบบเผด็จการโดยรัฐสภาอยู่แล้วโดยไม่ต้องสงสัย เพราะพรรคการเมืองของอังกฤษเป็นระบบพรรคการเมืองที่มีวินัยอย่างเข้มแข็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษอาจจะมีความเห็นโต้แย้งกับพรรคได้ แต่เมื่อเข้าประชุมในสภาแล้วต้องปฏิบัติตามมติของพรรค ด้วยการลงคะแนนเสียงตามมติพรรค ถ้ารัฐบาลเป็นรัฐบาลพรรคเดียว มีเสียงข้างมากในสภาอย่างเด็ดขาด ซึ่งมีอยู่บ่อยๆ รัฐบาลก็ชนะในการลงคะแนนทุกครั้งไป

ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่จริงๆ ก็เป็นเผด็จการโดยคนส่วนใหญ่ โดยสิทธิเสรีภาพของคนส่วนน้อยได้รับการคุ้มครอง ก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยแบบหนึ่งเหมือนกัน

ระบบการเมืองแบบนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีประเทศไทยจะหวังให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบรัฐบาลแต่เพียงสถาบันเดียวไม่พอ เพราะรัฐบาลก็มาจากสภา แม้ว่าในทางทฤษฎี สภาเป็นผู้ตรวจสอบรัฐบาล สภาอาจจะตั้งกระทู้ถาม หรือเปิดอภิปรายทั่วไป หรือเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เมื่อลงคะแนนเสียง รัฐบาลก็จะชนะทุกที เพราะสภากับรัฐบาลเป็นพวกเดียวกัน สภาเป็นเพียงโรงละครโรงหนึ่งเท่านั้นเอง

การตรวจสอบรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของประชาชน ซึ่งมีสื่อมวลชนเป็นผู้ทำหน้าที่ให้ข้อมูล และแนวทางที่ถูกต้องแก่ประชาชน เสรีภาพและความรับผิดชอบของสื่อมวลชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

นอกจากหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนอื่นๆ แล้ว สถาบันอิสระอื่นๆ ตั้งแต่ วุฒิสภา ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบแห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้งและอื่นๆ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ต้องเป็นฝ่ายช่วยตรวจสอบรัฐบาลแทนประชาชน

ต่างกับระบอบประธานาธิบดีของอเมริกา ซึ่งที่จริงรัฐธรรมนูญของอเมริกาก็วางระบบไว้ให้เป็นระบบเผด็จการโดยประธานาธิบดี เพราะอยู่ในอำนาจได้ 4 ปี และรัฐสภาจะถอดถอนโดยการลงมติไม่ไว้วางใจไม่ได้ การตัดสินใจของประธานาธิบดีไม่ต้องขอมติของคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีของสหรัฐเป็นเพียงเลขานุการด้านต่างๆ ของประธานาธิบดีเท่านั้น เพราะประธานาธิบดีเลือกตั้งมาจากประชาชนไม่ได้มาจากสภาผู้แทนราษฎร จะถูกให้ออกก็ต่อเมื่อกระทำความผิดอย่างร้ายแรง และถูกไล่ออก (impeach) โดยรัฐสภาในกรณีพิเศษจริงๆ เท่านั้น

เมื่อวางระบบไว้อย่างนี้ รัฐธรรมนูญของอเมริกาจึงวางระบบให้รัฐสภาเป็นผู้คานอำนาจของรัฐบาลอย่างเต็มที่ สมาชิกรัฐสภาไม่จำเป็นต้องออกเสียงตามมติพรรค ทั้งจากพรรครัฐบาลและพรรคที่ไม่ใช่รัฐบาล เขาจึงไม่มีฝ่ายค้าน มีแต่ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายรัฐสภา มีอำนาจเรียกใครมาชี้แจงก็ได้ ถ้าไม่มาเป็นความผิดทางอาญา

ทั้งสองระบบจึงเป็นระบบที่ต้องการให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็งทั้งนั้น เพราะรัฐบาลที่เข้มแข็งเท่านั้นจึงจะสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปได้

แต่ในประเทศที่ด้อยพัฒนาทางการเมือง หรือระบบการเมืองยังไม่พัฒนาเมื่อใช้ระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามักจะได้รัฐบาลผสมหลายพรรค และเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ เพราะเมื่อพรรคเล็กพรรคน้อยที่มาผสมถอนตัว รัฐบาลก็ล้ม

เริ่มตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาล ถ้าไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด พรรคที่เป็นแกนกลางต้องไปต่อรองกับพรรคขนาดเล็กเพื่อขอให้เข้ามาร่วมรัฐบาล พรรคเล็กบางทีมีอำนาจมากถึงขนาดว่า ถ้าเข้าไปร่วมกับพรรคใหญ่พรรคใด ฝ่ายนั้นก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้ กลายเป็นพรรคเล็กเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หลายครั้งต้องรวมพรรคที่ชื่อเสียงเสียหายอย่างมากมารวมรัฐบาล พรรคแกนกลางต้องจำใจชูมารให้เป็นเทพ

รัฐบาลผสมหลายพรรคเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ เพราะจะถูกพรรคเล็กที่เข้ามาร่วมรัฐบาลข่มขู่ได้ง่ายและเป็นอยู่เสมอ แกนกลางหรือนายกรัฐมนตรีก็ไม่กล้าขัดขืนหรือขัดใจ เพราะจะถูกข่มขู่ว่าจะลาออก รัฐบาลก็ล้ม เคยเห็นมากับตาก็มีหลายกรณี เช่นในสมัยก่อนเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว มีรัฐมนตรีกับพ่อค้าร่วมมือกันกักโควตาส่งมันสำปะหลังไปยุโรป หรือกรณีโควตาสิ่งทอ พอเรื่องแดงขึ้นมา นายกรัฐมนตรีจะเอาเรื่อง รัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้าพรรคก็ขู่ว่าจะถอนตัวจากรัฐบาล ถ้าเป็นเรื่องใหญ่เช่นกรณีเทเลกซ์อัปยศ พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องก็ถอนตัวจากรัฐบาล แต่บังเอิญนายกรัฐมนตรีขณะนั้นเข้มแข็งพอ รัฐบาลจึงไม่ล้ม กรณีคลองด่านก็คงเหมือนกัน นายกรัฐมนตรีที่อนุมัติต้องรู้ แต่ทำอย่างไรได้เพราะต้องการเสียงมาค้ำรัฐบาลไว้ ถ้าไม่ยอม เขาถอนตัว รัฐบาลก็ต้องล้มเหมือนกรณี ส.ป.ก.4-01 เพราะพรรคเล็กที่ร่วมรัฐบาลถอนตัว

รัฐบาลที่เข้มแข็งมาจากพรรคเดียว ถ้าอยากจะทำความดีก็ทำได้ เพราะไม่ต้องง้อพรรคเล็กที่นำการผสม ถ้าจะมีพรรคเล็กมาผสมบ้างแต่ไม่ถึงขั้นถ้าถอนตัวแล้วรัฐบาลล้มก็ต้องระวังตัว ถ้าทำอะไรเสียหายมากก็อาจจะถูกขับไล่ออกจากรัฐบาลได้ง่าย โอกาสจะข่มขู่หัวหน้ารัฐบาลเพื่อทำความเสียหายก็มีโอกาสน้อยลง

ส่วนการจะทำความชั่วความเสียหายนั้น ไม่ว่ารัฐบาลเข้มแข็งหรือรัฐบาลอ่อนแอผสมหลายพรรค มีโอกาสทำได้เท่ากันถ้าต้องการจะทำ

ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลนายกอานันท์ ปันยารชุน เป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งที่สุด เพราะไม่มีสภาผู้แทนราษฎรมาคอยถ่วงดุล มีกองทัพหนุนหลังอย่างเต็มที่ รัฐบาลนายก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในระยะแรกก็เข้มแข็ง เพราะมีกองทัพและวุฒิสภาหนุนหลัง ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นรัฐบาลที่น่ากลัว ซึ่งรัฐบาลทั้งสองนี้สามารถทำงานและทำเรื่องยากๆ เช่น การนำภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้ในสมัยนายกฯอานันท์ หรือการลดค่าเงินบาทในสมัยรัฐบาลนายกฯเปรม ตรงกันข้ามกับรัฐบาลผสมหลายพรรค เมื่อมีวิกฤตก็ไม่กล้าลดค่าเงินบาท ไม่กล้าขึ้นราคาน้ำมัน ประเทศชาติจึงประสบความเสียหายมหาศาล จนถึงขั้นเกือบล้มละลาย

ในปี 2539 หรือ 2540 ถ้าเรามีรัฐบาลเข้มแข็ง รัฐบาลอาจจะตัดสินใจลดค่าเงินบาทได้ ความเสียหายก็จะไม่มากมายมหาศาลขนาดนี้

ความกลัวว่ารัฐบาลจะเข้มแข็งเกินไปจึงไม่ถูกต้อง เพราะอย่างไรก็เป็นรัฐบาลมาจากสภาผู้แทนฯที่มาจากการเลือกตั้ง จุดสนใจไม่ควรจะอยู่ตรงนี้ จุดสนใจควรจะอยู่ที่การตรวจสอบ เช่น ควรจะเคี่ยวเข็ญให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ให้ดี ให้เข้มแข็งกว่านี้ ขยันและลงทุนในการหาข้อมูลและทำการบ้านมากกว่านี้ ไม่ใช่เพียงแต่พูดตอดเล็กตอดน้อย เล่นสำนวนไปวันๆ ซึ่งหมดสมัยแล้ว หรือโจมตีในเรื่องที่ตนเองก็ทำ เช่น การซื้อเสียง การฉ้อราษฎร์บังหลวง

เมื่อปี 2539-2540 มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจของชาติกำลังจะแย่ บัญชีเดินสะพัดขาดดุลถึง 8 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประเทศ เงินเริ่มไหลออกและถูกโจมตีตั้งแต่เดือนมกราคม ฝ่ายค้านก็ไม่เคยออกมาเตือนหรือกำกับนโยบายของรัฐบาลเลย

หนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แม้ว่าหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนเราจะเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งซึ่งต้องคำนึงถึงผู้ถือหุ้นและเจ้าของ ความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ในทางธุรกิจและอุดมการณ์ในการเสนอข่าว และความคิดเห็นก็จะต้องมีความสมดุล

ความชอบความเกลียดนั้นมีกันทุกผู้ทุกคน แต่เมื่อทำหน้าที่เป็นผู้เสนอข่าวและความคิดเห็น ต้องพยายามสลัดความรู้สึกชอบ รู้สึกเกลียดในขณะที่ทำหน้าที่ ส่วนที่เป็นข่าวก็ควรจะเป็นข่าวจริงๆ ไม่ใช่หน้าแรกทั้งหน้าเป็นความเห็นทั้งหน้า แทนที่จะเป็นข่าว ถ้าทำอย่างนั้นนานๆ ไป สถาบันหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนก็จะไม่เป็นสถาบันที่เข้มแข็งในการตรวจสอบและเป็นหูเป็นตาแทนประชาชน

ในสังคมที่จะเป็นประชาธิปไตย กลุ่มปัญญาชนก็มีความสำคัญเพราะเป็นชนชั้นที่จะเป็นผู้นำทางความคิด เป็นกลุ่มที่มีโอกาสดีกว่าผู้อื่น ได้รับการศึกษาสูง แต่กลุ่มปัญญาชนมักจะติดอยู่กับอัตตาของตน ความคิดบางทีก็มีลักษณะเป็นอัตวิสัย (subjective) ไม่มีลักษณะเป็นภาวะวิสัย หรือความเห็นที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง (Objective) ไม่ยอมเชื่อข้อมูลที่ไม่ตรงกับความคิดของตน ยกตัวอย่างเช่น เคยมีการพูดจากปัญญาชนว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากภาคธุรกิจเอกชนซึ่งที่จริงไม่ใช่ คุณพจน์ สารสิน ก็มาจากภาคเอกชน คุณบรรหาร ศิลปอาชา ก็มาจากภาคเอกชน คุณอานันท์ ปันยารชุน ก็มาจากภาคเอกชน ความผิดพลาดอย่างง่ายๆ อย่างนี้จึงทำให้น้ำหนักในสิ่งที่พูดหรือเสนอหมดน้ำหนักไป กลายเป็นข้อเสนอหรือความเห็นที่เป็นอัตวิสัยไป

สังคมไทยแปลกอยู่อย่าง เมื่อใครมีความเห็นอะไรมักจะสนใจว่า "ทำไมถึงพูด" แทนที่จะสนใจว่า "พูดอะไร" อาจจะเป็นเพราะการยอมรับยังไม่พอ หรือไม่ก็คุณภาพและความเห็นที่เป็นภาวะวิสัย หรือที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่เป็นจริงยังไม่แน่นพอ อาจจะเป็นเพราะว่าทุกคนที่พูดมีมูลเหตุจูงใจอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้นก็ได้

ท้ายที่สุดประชาชนที่เห็นคุณค่าของประชาธิปไตยและต่อต้านความไม่ถูกต้อง เห็นการฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นความชั่วร้าย เห็นการใช้ "อำนาจเป็นธรรม" เป็นความชั่วร้าย สนับสนุนการใช้ "ธรรมเป็นอำนาจ" ยังขายเสียง ยังยินดีกับผลประโยชน์ที่เขาเบียดบังสังคมมาให้ อย่างนี้จะไปควบคุมกำกับรัฐบาลได้อย่างไร

ทั้งหมดจึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องกลัวรัฐบาลพรรคเดียวที่เข้มแข็ง ควรจะกลัวรัฐบาลหลายพรรคที่อ่อนแอมากกว่า เพราะทำความเสียหายให้กับสังคมและประเทศได้มากกว่า อย่างที่เห็นกันมาแล้วในปี 2539-2540

หรือคนไทยชอบรัฐบาลอ่อนๆ เละๆ ชอบแบบศรีธนญชัย

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2