หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
แนวโน้มราคาน้ำมันในอนาคต และทางเลือกของไทย

บทความพิเศษ   วงกต วงศ์อภัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ wongkot_w@yahoo.com     มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1259

แม้ว่าโลกมักจะเลือกจดจำถึงบทบาทแต่ในด้านลบของกลุ่ม OPEC ที่มีต่อราคาน้ำมันดิบของโลกจากวิกฤตการณ์น้ำมันเมื่อราว 30 ปีก่อน แต่ทว่าบทบาทของกลุ่ม OPEC ต่อการมีส่วนพัฒนาเศรษฐกิจโลกในช่วงหลังสงครามอ่าวครั้งแรก โดยได้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มให้สูงขึ้น ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างเป็นประวัติการณ์ก็จัดเป็นอีกเหตุการณ์ที่น่าศึกษาถึงแนวคิดของ OPEC เช่นกัน

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำมันแพงเช่นในปัจจุบัน OPEC จะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างใดหรือไม่ และนโยบายการผลิตน้ำมันของ OPEC จะมีผลอย่างไรถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในอนาคต รวมถึงผลกระทบต่อประเทศไทย

นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เหยี่ยวและพิราบใน OPEC

สายเหยี่ยว และสายพิราบมิได้มีเพียงแวดวงทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ในกลุ่ม OPEC ก็ได้มีการแบ่งกลุ่มตามแนวคิดเช่นกัน ในกรณีของแนวคิดแบบเหยี่ยวของกลุ่ม คือแนวคิดที่ใช้นโยบายราคาเป็นหลัก โดยต้องการให้น้ำมันดิบมีราคาที่สูงที่สุด เพื่อสร้างกำไรสูงสุด เนื่องจากกลุ่มประเทศเหล่านี้จะเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองต่ำเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในชาติของตน

ประเทศที่มีแนวคิดลักษณะนี้คือ ไนจีเรีย หรือ อิหร่าน

ส่วนแนวคิดแบบพิราบ คือแนวคิดที่ต้องการให้มีการผลิตน้ำมันในปริมาณสูง ในราคาที่เหมาะสม ประเทศที่มีแนวคิดนี้คือประเทศที่มีน้ำมันสำรองสูง เช่น ซาอุดีอาระเบีย และคูเวต (ที่แม้ประเทศจะมีขนาดเล็ก แต่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองสูงมาก)

เนื่องจากแนวคิดนี้เกรงว่า หากขึ้นราคาน้ำมันดิบสูงเกินไป จะไปทำให้มีการเร่งพัฒนาทางเทคโนโลยี และ จะไปเร่งการวิจัยด้านพลังงานทดแทนอันจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคน้ำมันของตนในอนาคตต่อไป

สายเหยี่ยวและพิราบได้มีบทบาทต่อการกำหนดราคาน้ำมันดิบของโลกมาโดยตลอด แม้ว่าในบางครั้งจะมีความเห็นที่ต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันในสองแนวคิดนี้คือ ต่างเป็นประเทศที่พึ่งพิงรายได้จากการขายน้ำมันดิบเป็นหลัก และต้องการรายได้จากน้ำมัน เพื่อนำไปพัฒนาสาธารณูปโภคและสวัสดิการในชาติให้เทียบเท่าประเทศตะวันตก

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีบทบาทหลักต่อการกำหนดราคาน้ำมันดิบของโลกในปัจจุบันคือสหรัฐอเมริกา ที่พยายามควบคุมราคาน้ำมันให้ต่ำที่สุด และมีการผลิตมากเพียงพอต่อความต้องการใช้พลังงานของตน (ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อสังคมโลกโดยรวม มิฉะนั้น ราคาน้ำมันคงจะแพงกว่าในปัจจุบันอีกมาก)

เนื่องจากสหรัฐเป็นประเทศที่มีการใช้พลังงานมากที่สุดของโลก

การผลิตและความต้องการที่ไม่สอดคล้อง

จากความต้องการน้ำมันในโลกที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปลายปีที่ผ่านมา และยังไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนคลายลงแต่อย่างใดนั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันได้ไต่ระดับอย่างต่อเนื่อง มีหลายเหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งพอสรุปได้ว่ามาจาก

หนึ่ง การเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจจีน ทำให้ต้องการน้ำมันเพิ่มกว่า 20% ในปีที่ผ่านมา

สอง การฟื้นคืนของเศรษฐกิจอเมริกา ที่ส่งผลต่อเนื่องให้สต็อกน้ำมันกลางของสหรัฐลดต่ำลง

สาม ปัญหาความหวาดระแวงของสงครามในย่านตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อเนื่องไปยังการทำลายระบบผลิต และระบบท่อส่งน้ำมันในอิรัก ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันดิบในอิรัก ซึ่งเดิมถือเป็นอีกหนึ่งประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของกลุ่ม OPEC ลดต่ำลง

สี่ ความไม่นิ่งของการเมืองในกลุ่มประเทศ OPEC เช่น ในเวเนซุเอลา ไนจีเรีย และ อิรัก

และ ห้า ความไม่พร้อมของโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐ ที่ไม่สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำมัน ในประเทศที่มีความหลากหลายมากขึ้น ภายหลังจากการที่รัฐบาลกลางสหรัฐ ได้ออกกฎหมายมลพิษที่เข้มงวดและหลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้มีความต้องการใช้น้ำมัน "คุณภาพสูง" ที่ต้องผ่านการกลั่นหลายขั้นตอนมากขึ้น

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม องค์กรพลังงานนานาชาติ หรือ IEA ซึ่งเป็นองค์กรด้านพลังงานที่จัดตั้งโดยกลุ่ม OECD ได้ออกมาประกาศถึงความต้องการใช้น้ำมันดิบของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นวันละ 82.2 ล้านบาร์เรล ตัวเลขนี้สูงกว่าที่ทาง IEA ได้เคยประเมินไว้ล่วงหน้าถึง 750,000 บาร์เรล

การออกมายอมรับความคลาดเคลื่อนของการประเมินนี้ ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกสูงขึ้นทันที ยิ่งเมื่อผสานไปกับกำลังการผลิตบางส่วนในอิรักถูกผลกระทบจากสงคราม ทำให้กำลังการผลิตเดิมที่แทบไม่เพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้วในปีที่ผ่านมา ยิ่งเกิดภาวะความต้องการสูงมากเป็นพิเศษ (กล่าวกันว่า สูงที่สุดหลังจากเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันเมื่อ 24 ปีที่ผ่านมา)

สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นในปีหน้าคือ ความต้องการน้ำมันดิบที่จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบของโลกจะสูงถึง 84 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ OPEC จะสามารถขยายกำลังการผลิตเพิ่มในปีหน้า ได้อีกเพียง 700,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น

ซึ่งในเรื่องการเพิ่มกำลังผลิตนี้ แม้แต่ประเทศที่อยู่ในแนวคิดพิราบ เช่น ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเดิมเป็นประเทศหลักของกลุ่ม OPEC ที่ทำหน้าที่ยืดหยุ่นกำลังการผลิตของกลุ่มให้สูง-ต่ำ ตามกำลังการผลิตรวมตามที่กลุ่มต้องการ ก็ยังประสบปัญหาในการเพิ่มกำลังผลิตให้ทันตามความต้องการของโลก

และยิ่งหากนโยบายของสายเหยี่ยวในกลุ่ม OPEC เข้ามามีบทบาทในที่ประชุมกลุ่มเพิ่มขึ้น เพื่อฉกฉวยโอกาสการสร้างกำไรจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ และชะลอการขยายกำลังการผลิตรวมของกลุ่มให้ช้าลง จะยิ่งช่วยเพิ่มแรงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นมากไปอีก

สิ่งที่น่ากลัวมากไปกว่านั้น คือ การเก็งกำไรจากราคาน้ำมันดิบของบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของโลก ที่จะส่งผลให้เกิดภาวการณ์สร้าง "อุปสงค์หรือความต้องการเทียม" ในตลาดน้ำมันโลกขึ้น ซึ่งบทเรียนในเรื่องนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ในช่วงปี 2521 ถึง 2523

ซึ่งในครั้งนั้น ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจากอุปสงค์เทียมถึง 170% ภายในเวลาไม่ถึง 2 ปี (ปัจจุบัน น้ำมันดิบในตลาดโลกมีราคาสูงกว่าปี 2544 อยู่ราว 135%)

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ แล้ว คาดว่าในปีหน้า โลกจะได้เห็น ภาวะความต้องการน้ำมันดิบอย่างรุนแรง (Over demand) ที่มากยิ่งกว่าในปีนี้ และอาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างต่อเนื่องในปีหน้า

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาทันทีคือ การชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศที่ต้องพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันดิบ (เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และ ไทย) ย่อมจะถูกผลกระทบสูงกว่าประเทศที่สามารถผลิตน้ำมันดิบได้ภายในประเทศ

รวมไปถึงค่าเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นกว่าการคาดการณ์ และภาวการณ์จ้างงานในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง

ในส่วนของภาคธุรกิจ นั้น ผลกำไรต่างๆ ที่เคยคาดการณ์ไว้ อาจจะต้องมีการปรับค่ากันใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทที่ทำธุรกิจด้านการขนส่ง เช่น สายการบินต่างๆ หรือ บริษัทจัดส่งสินค้า ที่หากมิได้มีการทำสัญญาซื้อขายน้ำมันในระยะยาวไว้ คงจะผลักภาระค่าใช้จ่ายสู่ผู้ใช้บริการเป็นลำดับแรกสุดเช่นเคย

ตัวอย่างที่น่าสนใจในกรณีนี้คือ รายงานจากสำนักข่าว BBC ว่า สายการบิน Ryan Air ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสายการบินต้นทุนต่ำรายใหญ่ ได้ทำสัญญาซื้อขายน้ำมันไว้ที่ 26 เหรียญต่อบาร์เรลจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ นั่นหมายความว่า หากราคาน้ำมันยังไม่ปรับสู่สภาวะปรกติ Ryan Air ได้ประเมินตนเองไว้แล้วว่า จะถูกผลกระทบในช่วงปีที่เหลือและจะส่งผลกระทบราว 2,000 ล้านบาท

คงจะไม่เกินเลยไปนัก หากจะคาดการณ์ว่า ประชาชนไทยอาจต้องยอมรับราคาน้ำมันที่จะมีราคาสูงเกินกว่า 20 บาทต่อลิตร ทั้งดีเซลและเบนซินตลอดปีหน้า และเป็นไปได้ที่ราคาจะขึ้นไปถึง 25 บาทต่อลิตรในช่วงต้นและปลายปีหน้า

ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวที่ความต้องการน้ำมันในโลกขึ้นสู่จุดสูงสุดของปี

 

 

ทางออกของไทยในระยะสั้น

แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก และใช้พลังงานเพียง 0.7% ของการใช้พลังงานของทั้งโลก แต่ทว่าคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลของราคาน้ำมันได้กระทบไปยังทุกภาคเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคขนส่ง ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่พึ่งพิงพลังงานจากปิโตรเลียมเป็นหลัก

นั่นหมายถึงว่า คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องพิจารณานำระบบหรือแนวคิดจัดการใหม่ๆ มาใช้ในภาคขนส่ง เช่น

ในรถยนต์ส่วนบุคคล การเพิ่มทางเลือกของการใช้เชื้อเพลิงจำพวก Bio-fuel ให้มากขึ้น เช่น การนำเอธานอล หรือ ไบโอดีเซล มาใช้ตามพระราชดำริ หรือ การเพิ่มมาตรการสนับสนุนด้านการเงินและภาษีในการเปลี่ยนจากน้ำมันเบนซินมาสู่ก๊าซธรรมชาติ (NGV) ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลได้รณรงค์อยู่ในปัจจุบันนั้น นับเป็นแนวทางที่เหมาะสมและต้องเร่งดำเนินการ

หากแต่ด้วยข้อจำกัดของวัตถุดิบต่างๆ ในการผลิตเอธานอล และไบโอดีเซล ที่อาจกระทบต่อปริมาณการส่งออกน้ำตาลหรือแป้งมันสำปะหลังของประเทศ การเริ่มพิจารณาถึงความเหมาะสมในการนำแนวคิดรถ Hybrid ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งไฟฟ้าและเชื้อเพลิงมาพิจารณาและสนับสนุนทั้งด้านราคาและภาษีนำเข้า เนื่องจากนอกจากจะสามารถลดการใช้น้ำมันแล้ว รถ Hybrid ยังจะสามารถช่วยลดมลพิษได้ในระยะยาวอีกด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเพิ่มมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นมากขึ้นในเฉพาะเมืองใหญ่ เพื่อให้กฎหมายเป็นเครื่องมือหลักในการนำยานยนต์เก่าที่ขาดการดูแลอย่างถูกต้อง (ก่อมลพิษมาก และใช้น้ำมันมาก) ให้ไม่สามารถนำมาขับขี่บนทางหลวงแผ่นดินได้

ในระบบขนส่งสินค้าหรือขนส่งคน แน่นอนว่าระบบที่จะมีความโดดเด่นมากขึ้นในอนาคตตามแผนแม่บทด้านขนส่งของรัฐบาลคือ ระบบราง ซึ่งในปัจจุบันมีการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นหน่วยงานหลัก ในส่วนของ ร.ฟ.ท. นั้น จำเป็นที่จะต้องสร้างทางเลือกในการเพิ่มบทบาทของการให้บริการด้านการขนส่งสินค้าให้มากขึ้น โดยที่ ร.ฟ.ท. เองควรสร้างระบบที่เอื้ออำนวยต่อการแข่งขันในด้านนี้ เช่น อาจมีการตั้งองค์กรย่อยที่ทำการตลาดเชิงรุก เพื่อแข่งขันกับระบบขนส่งสินค้าโดยใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่

ที่นอกจากจะสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าระบบรางทั่วไปหลายเท่าแล้ว ยังช่วยลดอุบัติเหตุและยืดอายุของทางหลวงแผ่นดินในทางอ้อมอีกด้วย

จังหวัดที่มีศักยภาพที่ทาง ร.ฟ.ท. สามารถจะเริ่มต้นแนวคิดนี้ได้ คือจังหวัดที่มีสินค้าที่มีความยืดหยุ่นด้านระยะเวลาขนส่งได้ เช่น ข้าวหรือน้ำตาล ซึ่งไม่เน่าเสียในเวลาสั้น ตัวอย่างเช่น นครสวรรค์ ที่เป็นศูนย์กลางข้าวของประเทศ และมีโรงงานน้ำตาลถึง 2 แห่ง รวมแล้วมีสินค้าที่ต้องขนส่งกว่า 8 ล้านตันต่อปี ซึ่งพบว่า หากสามารถเปลี่ยนมาใช้ระบบรางเพียงหนึ่งในสี่ จะสามารถลดการใช้น้ำมันในจังหวัดได้ถึงหลายสิบล้านลิตรต่อปี

แต่ทั้งนี้ การดำเนินการจะต้องมีการจัดการระบบและลำดับเวลาต่างๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดศักยภาพสูงสุด

นอกจากนี้ การพิจารณานำระบบก๊าซธรรมชาติมาใช้ในระบบรางทดแทนน้ำมันดีเซลในหัวรถจักร น่าจะเป็นอีกทางเลือกของไทยในระยะยาว ที่แม้จะลงทุนสูงในขณะเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาถึงประสิทธิภาพรวมของระบบในระยะยาวแล้ว จะมีความเหมาะสมอย่างแน่นอน

ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลักนั้น อาจมีผลกระทบไม่มากเท่าภาคขนส่ง หากแต่แนวทางที่เหมาะสมคือ การใช้น้ำมันเตาทดแทนน้ำมันดีเซล เนื่องจากราคาน้ำมันเตาในตลาดโลกนั้น มีแนวโน้มด้านราคาที่ลดต่ำลงเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสวนทางกลับราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน

ดังนั้น การปรับปรุงหัวเผาต่างๆ เพื่อรองรับน้ำมันเตา จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่โรงงานได้ในช่วงระยะเวลานี้

หากแต่ในระยะยาวนั้น ถ่านหินคุณภาพสูงที่มีมลพิษต่ำน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่าการใช้เชื้อเพลิงเหลวที่มีความเสี่ยงด้านราคาสูงกว่า

นอกจากภาคเศรษฐกิจต่างๆ แล้ว ในส่วนของประชาชนทั่วไปนั้น การอนุรักษ์พลังงานตามแนวทางที่ภาครัฐได้แนะนำไว้นับเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติตามอย่างยิ่ง

เนื่องจากว่านอกจากจะช่วยชาติลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างชาติแล้ว ยังจะสามารถลดค่าใช้จ่ายของตนเองได้อีกด้วย

หน้า 29