|
||||||||||
|
ปัญหาเศรษฐกิจโลก คือปัญหาอะไรขณะนี้ ? (1)
คอลัมน์ เศรษฐกิจสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3638 (2838) ดูเหมือนมองไม่เห็นกันทั้งโลก รวมทั้งประเทศไทยว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกในขณะนี้เป็นปัญหาอะไร ทั้งๆ ที่พยายามอธิบาย พยายาม วิเคราะห์กันอย่างมากมายไปคนละทิศละทางด้วยความไม่มั่นใจ เป็นต้นว่า "เศรษฐกิจโลกตกต่ำจริงรึเปล่า ?" "เศรษฐกิจอเมริกาฟื้นแล้วหรือยัง ?" (แล้วทำไมตัวเลขการว่างงานจึงเพิ่มขึ้นและทั้งดุลงบประมาณรัฐบาลและดุลบัญชีเดินสะพัดก็ขาดดุลในสัดส่วนที่สูงมาก) หรือ "ทำไมตัวเลขการว่างงานของเศรษฐกิจเยอรมนีเพิ่มขึ้น ?" "เศรษฐกิจจีนจะไปได้ต่อไปด้วยดีอย่างที่เป็นมาแล้วรึเปล่า ?" "อยากให้จีนขยายการเจริญเติบ โตทางเศรษฐกิจต่อไปได้ (เพื่อให้) คนอื่นๆ จะยัง ได้รวยกันต่อไป" หรือไม่งั้นบ้างก็ไป "วิเคราะห์เรื่องค่าเงินหยวนจะให้เพิ่มขึ้นหรือเปล่า ?" เพราะฉะนั้น สำหรับบทความนี้ในควาพยายาม ที่จะทำความเข้าใจ หรือเพื่อที่จะมองให้เห็นว่า ปัญหาเศรษฐกิจโลกในขณะนี้เป็นปัญหาอะไร ? ก็อาจจะต้องเริ่มต้นทำความเข้าใจจากตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานหรือความหมายของเศรษฐศาสตร์/ เศรษฐกิจกันอีกครั้ง ซึ่งก็คือการศึกษาถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ก็คือกิจกรรมในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ เพราะฉะนั้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะเป็นเรื่องของการบริโภค (consumption) การผลิต (production) และการแจกจ่าย (distribution) โดยในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่า ความอยากหรือความต้องการของมนุษย์ที่จะได้รับการตอบสนองด้วยสินค้าและบริการต่างๆ มีอยู่อย่างไม่จำกัดหรืออย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นความสามารถในการที่จะมีสินค้าและบริการต่างๆ ทั้งที่จำเป็น และฟุ่มเฟือยมากมาย เพื่อสนองความต้องการในการบริโภคของผู้คนในสังคม จึงถือว่าเป็นที่มาของความมั่งคั่งเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ (หรืออีกนัยหนึ่งก็หมายความว่า การที่คนเรามีอยู่มีกินกันมากๆ แล้ว หรือเมื่อเรา "กินอิ่มท้องโต" กันแล้วก็บอกว่าเศรษฐกิจเจริญนั่นเอง) แต่มันก็มีปัญหาว่า ทรัพยากรหรือทรัพยากรทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ (ที่ดิน ป่าไม้ แร่ธาตุ พลังงาน และสัตว์น้ำ) ทรัพยากรประเภทที่สร้างขึ้นด้วยความสามารถของมนุษย์ (man-made resources) ได้แก่ แรงงาน ทุน เทคโนโลยีและทุน ยังแบ่งออกเป็นเงินทุน ทุนมนุษย์ และสินค้าทุน สินค้าทุนยังแบ่งย่อยออกเป็นสินค้าทุนดั้งเดิม (เหล็ก พลังงาน โลหะ วัตถุดิบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูป) สินค้าทุนที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาหรือผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยี (ความรู้ คอมพิวเตอร์ หรือผลิตภัณฑ์ไอที หรือไอซีทีและอื่นๆ) ที่จะนำมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้องการในการบริโภคของมนุษย์มันหายากหรือมีอยู่อย่างจำกัด เพราะฉะนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่สินค้าและ บริการทุกอย่างที่เป็นที่ต้องการจะถูกผลิตทั้งหมด แต่จะเป็นสินค้าและบริการบางอย่างเท่านั้น จึงเกิดปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐาน (basic economic problems) ตามมาว่า ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดควรจะนำไปผลิตสินค้าหรือบริการอะไร ? ผลิตอย่างไร ? (เพราะทรัพยากร หายากจึงต้องใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือให้มีต้นทุนการผลิตต่ำสุด) และสินค้าหรือบริการที่ผลิตออกมาแล้วใครควรจะได้ไป ? ซึ่งระบบหรือกลไกที่ประเทศเกือบจะทั่วโลกในปัจจุบันใช้ในการแสวงหาคำตอบให้กับคำถามหรือปัญหาเศรษฐกิจพื้นฐานดังข้างต้น หรือใช้ช่วยในการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้องการในการบริโภคเพื่อมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชากรทั่วโลกก็คือ ระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี/ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมนั่นเอง ซึ่งเศรษฐกิจโลกอยู่ภายใต้ระบบนี้มามากกว่า 220 ปีมาแล้วจนถึงปัจจุบัน ผลจากการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจหรือทุนโดยรวมที่โลกมีอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี/ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม (คือระบบที่อาศัยกลไกตลาดหรือกลไกการแข่งขันโดยเสรีเพื่อช่วยในการจัดสรรทรัพยากร) ไปในการลงทุนหรือการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้องการในการบริโภคเพื่อมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้คนในโลกดังกล่าว ปรากฏว่าประเทศพัฒนาแล้ว (ซึ่งมีประชากรน้อยกว่า 1 ใน 3 ของประชากรโลก) ก็ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จของการบริหารเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตนภายใต้ระบบนี้ เพราะผลประโยชน์หรือความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจโลกโดยรวมส่วนใหญ่ หรือเกือบจะทั้งหมดตกเป็นของหรือครองครอบโดยประเทศพัฒนาแล้ว (หรือโดยจำนวนคนเพียงไม่เท่าไรของโลก คือรัฐบาลของประเทศร่ำรวย พร้อมกับบริษัทข้ามชาติของประเทศเหล่านั้น บวกกับชนชั้นผู้ปกครอง/อภิสิทธิ์ชนของประเทศกำลังพัฒนา) ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนา (ที่มีประชากรมากกว่า 2 ใน 3 ของประชากรโลก) ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบนี้เช่นเดียวกัน กลับประสบความล้มเหลว ซึ่งสะท้อนโดยประชากรส่วนใหญ่ของประเทศด้อยพัฒนาที่ยังยากจน และเป็นความยากจนอย่างเรื้อรังมีภาระหนี้สินต่างประเทศมาก ฐานะ และขีดความสามารถทางเศรษฐกิจต่ำ และยังพึ่งพาตนเองไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหา "ความไม่สมดุล" (imbalance) หรือปัญหา "ช่องว่าง" (gap) ในฐานะความสามารถ โอกาส และอื่นๆ ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งช่องว่างนี้ดำรงอยู่มาโดยตลอดและนับวันยิ่งห่างกันมากขึ้นในโลกยุคโลกาภิวัตน์และยุคสารสนเทศ มาในวันนี้ที่ประเด็นปัญหาความยากจนและปัญหาความไม่สมดุลหรือช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน (ที่นับวันจะวิกฤตและสามารถเป็นสาเหตุแห่งการพังทลายลงของเศรษฐกิจและสังคมโลกได้) ได้รับการตระหนักถึงกันแล้วและถูกนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อหาช่องทางในการช่วยกันแก้ไขปัญหาโดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว กลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจโลกและโดยองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง หรือกลุ่มประเทศและองค์กรระหว่างประเทศดังกล่าวมีการตระหนักถึงประเด็นความเป็นจริงที่ว่า "เมื่อประเทศร่ำรวยขายสินค้าให้แก่ประเทศยากจนมากมาย มากกว่าประเทศยากจนขายสินค้าให้แก่ประเทศร่ำรวยมาก ถ้าประเทศร่ำรวยไม่พยายามทำให้ประเทศยากจนมีรายได้ขึ้นบ้าง วันหนึ่งคนในประเทศยากจนจะเอาเงินหรือเอารายได้จากที่ไหนมาซื้อสินค้าจากประเทศร่ำรวยได้อีกต่อไป" เช่นเดียวกัน แนวทางการแก้ไขปัญหาการเติบโตที่ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกก็คือ "ต้องทำให้ประเทศกำลังพัฒนาร่ำรวยขึ้นมาจึงจะมีอุปสงค์สำหรับสินค้าไฮเทค (หรือสินค้าประเภทความรู้หรือผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นประมาณร้อยละ 80 ของผลิตภัณฑ์ของประเทศพัฒนาแล้ว)" หรือ "ผู้ขายจะรวยขึ้นไม่ได้ ถ้าทำให้คนจนซึ่งเป็นผู้ซื้อรวยขึ้นไม่ได้" ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 ปัญหาเศรษฐกิจโลก คือ ปัญหาอะไรขณะนี้ ? (จบ) คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3640 (2840) ในครั้งที่แล้วทิ้งท้ายเอาไว้ว่า มาในวันนี้ที่ประเด็นปัญหาความยากจน และปัญหาความไม่สมดุล หรือช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน (ที่นับวันจะวิกฤต และสามารถเป็นสาเหตุแห่งการพังทลายลง ของเศรษฐกิจและสังคมโลกได้) ได้รับการตระหนักถึงกันแล้ว และถูกนำเข้าสู่การพิจารณา เพื่อหาช่องทางในการแก้ไขปัญหาโดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว กลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจโลกและโดยองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง หรือกลุ่มประเทศและองค์กรระหว่างประเทศดังกล่าวมีการตระหนักถึงประเด็นความเป็นจริงที่ว่า "เมื่อประเทศร่ำรวยขายสินค้าให้แก่ประเทศยากจนมากมาย มากกว่าประเทศยากจนขายสินค้าให้แก่ประเทศร่ำรวยมาก ถ้าประเทศร่ำรวยไม่พยายามทำให้ประเทศยากจนมีรายได้ขึ้นบ้าง วันหนึ่งคนในประเทศยากจนจะเอาเงินหรือรายได้จากที่ไหนมาซื้อสินค้าจากประเทศร่ำรวยได้อีกต่อไป" เช่นเดียวกันแนวทางการแก้ไขปัญหาการเติบ โตที่ชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกก็คือ "ต้องทำให้ประเทศกำลังพัฒนาร่ำรวยขึ้น จึงจะมีอุปสงค์สำหรับสินค้าไฮเทค (หรือสินค้าประเภทความรู้หรือผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีของประเทศพัฒนาแล้ว)" หรือ "ผู้ขายจะรวยขึ้นไม่ได้ ถ้าทำให้คนจนซึ่งเป็นผู้ซื้อรวยขึ้นไม่ได้" เพราะฉะนั้นจากข้างต้น เมื่อกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว กลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เห็นกันว่า เพื่อให้เศรษฐกิจโลกสามารถขยายการ เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องไปได้ (sustained world economic growth) และเพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วเองขยายตัวต่อไปได้ด้วย (ซึ่งดังกล่าวมาแล้วร้อยละ 80 ของผลผลิตของประเทศพัฒนาแล้วเป็นผลิตภัณฑ์ความรู้หรือผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยี ซึ่งอุปสงค์หรือตลาดภายในของประเทศเหล่านั้นก็ค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว ดังนั้นเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของประเทศตนขายต่อไปได้ จึงต้องทำให้คนจนซึ่งเป็นผู้ซื้อรวยขึ้นด้วย จึงจะมีเงินมีรายได้ไปซื้อสินค้าทั้งในตลาดภายในประเทศ (domestic products) และสินค้าต่างประเทศ (global products) ก็เลยต้องทำให้ประชากรที่ยากจนของโลกในประเทศต่างๆ เหล่านั้นร่ำรวยขึ้นบ้าง ก็เลยสนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ขยายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากทั้งจีน (ที่มีประชากร 1,300 ล้านคน) ทั้งอินเดีย (ที่มีประชากร 1,000 ล้านคน) และประเทศยากจนต่างๆ ในทวีปแอฟริกา (ซึ่ง 75% ของประชากรอัฟริกันทั้งหมดเป็นประชากรยากจน) รวมทั้งการส่งเสริมการขยายการเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาในส่วนอื่นๆ ของโลก (ละติน อเมริกา ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกและเอเชีย) เมื่อต่างส่งเสริมให้ประเทศเหล่านั้นขยายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อให้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น รวยกันขึ้น ทำให้ความต้องการทรัพยากรต่างๆ นอกเหนือจากปัจจัยแรงงานที่ประเทศเหล่านั้นมีประชากรมากอยู่แล้ว ก็ยังต้อง การปัจจัยการผลิตอื่นๆ (other inputs/factors of production) ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน เหล็ก ปูนซีเมนต์ สินค้าทางเทคโนโลยีและปัจจัยการผลิตอื่นๆ มากขึ้น ตัวอย่างประเทศจีนประเทศเดียวที่มีประชากร 1,300 ล้านคน หรือมีประชากรเป็นถึง 1 ใน 5 ของประชากรโลกและเป็นประเทศ ที่มีอัตราการขยายตัวของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในอัตราสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลกอย่างต่อเนื่องเป็นสิบๆ ปีมาจนถึงปัจจุบัน (เฉลี่ย 8-9% ต่อปี) จนทำให้ จีนกลายเป็นที่ตั้งของ "โรงงานโลก" ไปแล้ว จีนจึงเป็นประเทศที่มีอะไรก็เอาไปหมด เอาไปใช้หมดหรือบริโภคทุกสิ่งทุกอย่างอย่างมากมายมหาศาล (ทั้งสินค้าสำหรับผู้บริโภคและสินค้าสำหรับผู้ผลิต) ดังที่นิตยสารฟอร์จูนได้เผยแพร่รายงานผลการวิจัยการบริโภคสินค้าของคนจีน (ซึ่งสื่อหนังสือ พิมพ์ไทยรวมทั้งหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจได้นำมาเผยแพร่ต่อเมื่อไม่นานมานี้) ซึ่งแสดงสัดส่วนการบริโภคสินค้าประเภทต่างๆ ของจีนเมื่อเปรียบเทียบกับการบริโภคสินค้านั้นของทั้งโลก ดังตัวอย่างการบริโภคสินค้าต่อไปนี้ของจีน (เป็นข้อมูลในปี 2546) (ดูตารางประกอบ) ดังกล่าวมาแล้ว ขณะที่ทรัพยากรต่างๆ (ทรัพยากรบนโลกที่มีอยู่หรือที่พระเจ้าประทานมาให้แก่มนุษย์) ที่จะนำมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์นั้นมีอยู่อย่างจำกัด (resource constraints) จึงเกิดปัญหาการขาดแคลนปัจจัยต่างๆ เมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาลตามมา ผลักดันให้ต้นทุนหรือราคาปัจจัยการผลิตต่างๆ สูงขึ้นจากอดีตที่ผ่านมาอย่างมากมาย ตัวอย่างการสูงขึ้นของราคาเหล็กหรือโดยเฉพาะราคาน้ำมัน ซึ่งราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นไปถึงบาร์เรลละ 50 ดอลลาร์สหรัฐ (ขณะที่ราคาขายสินค้าของผู้ผลิตต่างๆ กลับ ไม่ดี จึงทำให้อุตสาหกรรมกำไรแย่ลง) เกิดปัญหา "ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก" (imbalance of world economy) ซึ่งเป็นปัญหารากฐาน/ โครงสร้าง (fundamental/structural problem) เพราะฉะนั้น ถ้าไม่แบ่งกันกินแบ่งกันใช้จริงๆ (หรือถ้าจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจหรือทุนโดยรวมที่โลกมีอยู่โดยระบบที่มีอยู่ คือระบบเศรษฐกิจตลาดแข่งขันโดยเสรี/ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม) มันก็เป็นปัญหาดังกล่าวมา เหมือนที่มีปราชญ์จีนบอกว่า "ชีวิตเศรษฐกิจดีที่สุด" คือ "ชีวิตพออยู่พอกิน" แล้วใครจะทำหน้าที่ในโลกเพื่อสร้างความสมดุลหรือคลี่คลายสภาพการณ์ปัญหาเศรษฐกิจโลกลงได้ หรือแล้วใครจะเป็นคนคิดคนนำทางดังกล่าวมา หรือแล้วในความเป็นจริงทำไมมนุษย์เราไม่ยึดถือชีวิตตามแบบเช่นนั้น สอนอย่างไรไม่ให้ "บูชาเงิน" "รวยโดยไม่ต้องเอาเปรียบ" "ช่วยกันผลิตแล้วแบ่งปันให้ได้อยู่ได้กินกัน" (ดังตัวอย่าง สหกรณ์คิบุทของอิสราเอล) แล้วในบ้านเราจะทำอย่างไรเมื่อเศรษฐกิจโลกต่างเผชิญปัญหาดังข้างต้นที่กล่าวมา ราคาปัจจัยการผลิต (factor prices) เปลี่ยนไปหมด ขณะที่เรามีแต่ที่ดินและแรงงาน (และเมื่อดู productivity และ profitability ของธุรกิจ/ อุตสาหกรรมไทยก็ไม่ดี) จะอยู่จะกินมันจะเป็นไปได้ง่ายๆ อย่างไร ถ้าไม่พยายามคิดอ่านเพื่อหาคำตอบหรือทางออกให้กับปัญหาที่เผชิญดังกล่าว ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะติดหรือไปไม่รอดแน่ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6
|