|
||||||||||||||
|
อวสานของฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว
โลกทรรศน์ อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1266 เมล์อิเล็กทรอนิกส์ส่งข่าวถึงผมตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วถึงการปิดตัวลงของนิตยสารฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว บทวิเคราะห์ของเมล์อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกอธิบายว่า "...การปิดฉากของนิตยสารข่าวรายสัปดาห์อย่างฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตกเป็นประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์ของนักอ่านและสื่อมวลชนในภูมิภาค ขณะที่คนในวงการตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือสัญญาณแสดงถึงเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนไปของสื่อในภูมิภาคนี้..." บทวิเคราะห์ที่เมล์อิเล็กทรอนิกส์เน้นเป็นพิเศษถึงการอวสานของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ทรงพลังมากที่สุดสื่อหนึ่งในรอบ 6 ทศวรรษที่ผ่านมาคือ การปิดตัวของของฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว เป็นเพราะรสนิยมของผู้อ่านเปลี่ยนไป ผนวกกับแหล่งข้อมูลข่าวสารอื่นๆ มากมายที่มีความรวดเร็วกว่า นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์พยากรณ์เอาไว้ล่วงหน้าว่า อวสานของฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว อาจเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า สิ่งพิมพ์อื่นๆ ในภูมิภาคนี้อาจล้มเหลวในอนาคตหรืออยู่ได้ต่อไปอีกไม่นานนัก ในฐานะผู้อ่านฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว มาตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนชั้นมัธยม บทวิเคราะห์อวสานของนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ดังกล่าวอ่อนเกินไปด้วยตรรกะ อันหมายความว่า เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอและอนาคตของสื่อประเภทอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่อาจทดแทนสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ได้ด้วย ผมจึงขอวิพากษ์วิจารณ์สื่อประเภทอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก รวมทั้งบทบาทของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย โดยเอาตัวอย่างของการดับสูญของฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว เป็นตัวอย่าง
การเกิดใหม่ของฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว การปิดตัวลงของฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว หลังจากเปิดตัวมาได้ 58 ปีคือตั้งแต่ปี ค.ศ.1947 นั้นย่อมเกิดจากรสนิยมการบริโภคข่าวสารของผู้คนในเอเชียอย่างไม่ต้องสงสัย รสนิยมการบริโภคของคนในเอเชีย รวมทั้งในโลกเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ต้องการบริโภคข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตหรือที่เรียกว่า Life Style หรือเรื่องของศิลปะและดนตรีต่างๆ โดยที่ไม่ต้องการบริโภคข่าวสารหนักๆ ดังเช่น การเมือง อย่างไรก็ตาม ทิศทางของรสนิยมการบริโภคดังกล่าวข้างต้นเป็นตัวกำหนดตลาดของสื่อทุกประเภทในเอเชีย เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกคือ การสิ้นสุดของสงครามเย็น (Post-Cold War 1989-) และการเริ่มต้นของเศรษฐกิจฟองสบู่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยการขยายตัวอย่างทันควันของตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเอเชีย หลังจากนั้น ชนชั้นกลางในเอเชียต้องการบริโภคข่าวสารเรื่องหุ้นมากพอๆ กับการใช้ความร่ำรวยจากหุ้นซื้อความสุขสบายจากคอนโดมิเนียมหลังใหม่ รถยนต์คนที่ 4 หรือ 5 รสนิยมการเดินทางท่องเที่ยวไปตามคลับหรูหราทั่วโลก ชนชั้นกลางในเอเชียนับตั้งแต่ในกรุงโตเกียว ฮ่องกง เรื่อยมาจนถึงคนชั้นกลางต่างๆ ที่สำลักความร่ำรวยจากการเก็งกำไรหุ้นและการค้าที่ดินในกรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ มะนิลา จาการ์ตา และเมืองใหญ่บางเมืองในออสเตรเลีย เช่น ซิดนีย์ เพิสต์ ต้องการ แน่นอน คนชั้นกลางในเอเชียต้องการความสุขสบายและไม่ต้องการล่วงรู้ข่าวคราวการเมืองอันเป็นเรื่องแสลงหูและสร้างความรำคาญ ในเวลาเดียวกัน สื่ออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบต่างๆ ที่มากันหลายช่องทาง พร้อมความรวดเร็วก็เกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วนทั่วโลก ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา คนชั้นกลางในเอเชียไม่อยากฟังบทวิเคราะห์การเมืองหนักๆ แต่ต้องการข่าววงใน หรืออินไซด์เรื่องการลงทุนในหุ้นบูลชิป หรือหุ้นน้องใหม่ที่ถูกปั่นโดยนักค้าหุ้นผู้ใกล้ชิดกับนักการเมือง หรือผู้บริจาครายใหญ่ของพรรคการเมืองในเอเชีย ในเวลาเดียวกัน ถ้าเราย้อนกลับไปดูความเปลี่ยนแปลงของนิตยสารข่าวการเมืองรายสัปดาห์ฟาร์อิสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว ในรอบ 20 ปี นิตยสารดังกล่าวก็ได้ปรับตัวให้เข้ากับกระแสที่เปลี่ยนแปลงไปตามตามรสนิยมการบริโภคของคนชั้นกลางผู้มั่งคั่งในเอเชีย ฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิว เพิ่มเนื้อหาการรายงานข่าวเกี่ยวกับแฟชั่นและงานแสดงสินค้าในเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วโลก มีการทำสกุ๊ปข่าวนักธุรกิจหน้าใหม่และรสนิยมของพวกเขาซึ่งมักจะใช้อ้างอิงกันต่อไปเป็นลูกโซ่ ทั้งนี้ ในระยะ10 ปีหลังนี้นิตยสารดังกล่าวได้เกาะกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในจีนก่อนนิตยสารรายอื่นๆ ด้วย เป็นเวลา 6 ปีมาแล้วที่ผมและคนที่ชอบอ่านฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิก รีวิวเปิดเว๊บไซต์ของฟาร์อีสเทิร์นฯ ได้แต่อ่านข่าวในรายละเอียดไม่ได้ ต้องจ่ายเงินซื้อข่าวก่อนจึงจะอ่านข่าวได้ ในเวลาเดียวกัน เจ้าของฟาร์อีสเทิร์นฯ คือดาวโจนส์ซึ่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ ดิ เอเชียน วอลล์สตรีต เจอนัล ด้วย ได้ปรับลดข่าวสารการเมือง โดยเฉพาะได้ทำให้นักข่าวสายการเมืองชั้นนำหายหน้าไปจากฟาร์อีสเทิร์นฯ เป็นเวลานานแล้วที่เราไม่ได้อ่านข้อเขียนของ Nayan Chanda นักข่าวการเมืองที่ปราดเปรื่องชาวเบงกาลี ซึ่งเคยเขียนข่าวความพ่ายแพ้ทางการเมืองของเวียดนามใต้ โดยการสนับสนุนการทำงานข่าวในช่วงบรรณาธิการของ Derek Davies ฟาร์อีสเทิร์นฯ เองได้ทำให้นักข่าวการเมืองที่รู้เบื้องลึกของการเมืองในอินโดจีน เช่น John McBeth และ Rodhey Tasker ต้องอดทนอยู่และทำงานอย่างลำบากภายใต้การเปลี่ยนแนวทางไปหาการรายงานข่าวอันเบาวิวของตลาดหุ้น ราคาที่ดิน รถยนต์ เรือยอชต์ เครื่องเพชรของพวกรวยใหม่ในเอเชีย นักอ่านฟาร์อีสเทริน์ฯ ได้พบการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของนักข่าวที่รู้วงในการเมืองในพม่าอย่าง Bertil Lintner หรือ Nate Thayer นักข่าวผู้ล่วงรู้การเมืองกัมพูชาอย่างลึกซึ้ง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ฟาร์อีสเทริน์ฯ เองได้เป็นผู้ทำลาย Journalism ของหนังสือพิมพ์กับมือตัวเอง แต่กลับไปโทษพลังของตลาดและการเปลี่ยนไปของรสนิยมการบริโภค มาปัจจุบันนี้ บทบาทของการรายงานข่าวการเมืองวงในแบบอย่างที่ฟาร์อีสเทริน์ อีโคโนมิก รีวิว เคยมีและเป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูลการเมืองวงในของเอเชียที่ดีที่สุดกำลังจะกลับมาอีกครั้ง ภายใต้ความสำคัญอีกครั้งหนึ่งของการเมืองต่อภูมิภาคเอเชีย ในปัจจุบัน นักลงทุนในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดทองคำและตลาดน้ำมันทั้งในเอเชีย สหรัฐอเมริกาและยุโรปกำลังขาดแคลนนักวิเคราะห์การเมืองวงในอย่างที่ฟาร์อีสเทริน์ฯ เคยเป็น ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีการลงทุนที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิงเพราะความไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อการเมืองในเอเชีย การเมืองในเอเชียซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางของตลาดที่แท้จริงและเป็นผู้ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในโลกคือ วิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 นักลงทุนในวอลล์สตรีต แฟรงก์เฟิร์ตและโตเกียว ลงทุนเกินจริงในตลาดหลักทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ของเอเชียช่วงก่อนปี 1997 เพราะความไม่เข้าใจและเข้าไม่ถึงการเมืองวงใน ทั้งนี้เพราะไม่มีนิตยสารรายสัปดาห์อย่างฟาร์อีสเทริน์ฯ จึงเกิดหนี้เสียมหาศาล จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีบทวิเคราะห์การเมืองวงในของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ใดๆ เลยนอกจากการรายงานข่าวขยะที่มาถึงผู้อ่านอย่างรวดเร็วเท่านั้นเอง เราจะเห็นได้ว่า นิตยสารรายสัปดาห์ราคาแพงที่มีการบอกรับเฉพาะสมาชิกนั้น ข่าวการเมืองเป็นข่าวที่มีความสำคัญที่สุดและได้มาจากนักข่าวการเมืองผู้คร่ำหวอดนั่นเอง ดังนั้น อวสานของฟาร์อีสเทริน์ อีโคโนมิก รีวิว ก็คืออวสานของการรายงานข่าวการเมืองวงในในภูมิภาคเอเชียที่กลับมามีความสำคัญมากขึ้นด้วย ทิศทางดังกล่าวเกิดขึ้นในเมืองไทยด้วย เหมือนกับที่เรามีนิตยสารรายสัปดาห์วิเคราะห์ข่าวการเมืองไทยน้อยลง พร้อมๆ กับการจากไปของนิตยสารรายสัปดาห์ที่จงรักภักดีรัฐมากขึ้น ในไม่ช้า โลกก็จะไม่รู้อินไซด์การเมืองไทยอย่างที่นิตยสารการเมืองไทยไม่รู้ ทิศทางนี้ไม่ได้เกิดจากรสนิยมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่นิตยสารรายสัปดาห์เหล่านั้นทำลาย Journalism ของตัวเอง หน้า 16
|