|
||||||||||
|
รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2547
คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3637 (2837) ในวันที่ 11 ตุลาคม 2547 ที่ผ่านมา The Royal Swedish Academy of Sciences ได้ประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2547 ให้กับศาสตราจารย์ Finn E. Kydland แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่ซานตา บาร์บารา (University of California, Santa Barbara) ร่วมกับศาสตราจารย์ Edward C. Prescott แห่งมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา (Arizona State University) สำหรับการมีส่วนร่วมอย่างสำคัญกับพัฒนาการทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มหภาคเชิงพลวัต ในส่วนของปัญหาความสอดคล้องของนโยบายข้ามเวลา (time consistency) และปัจจัยกำหนดวัฏจักรธุรกิจ (business cycles) ในระบบเศรษฐกิจ ศาสตราจารย์ทั้งสองจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน (Carnegie Mellon University) และได้สร้างสรรค์งานเขียน งานวิจัย ชิ้นสำคัญๆ ในทางเศรษฐศาสตร์มหภาคเอาไว้มากมาย แต่งานที่ส่งผลสั่นสะเทือนวงการเศรษฐศาสตร์มหภาค และทำให้ทั้งคู่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้เป็นงานเขียนที่ทั้งคู่เขียนร่วมกันสองงาน งานแรกเป็นบทความที่เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1977 ชื่อว่า "Rules Rather than Discretion : The Inconsistency of Optimal Plan" ซึ่งได้ชักนำวงการเศรษฐศาสตร์ให้หันมาสนใจปัญหาความสอดคล้องของนโยบายข้ามเวลา ก่อให้เกิดงานวิจัยและการพัฒนาในหัวข้อดังกล่าวตามมาอย่างมากมาย และส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคในหลายๆ ประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน ปัญหาความสอดคล้องของนโยบายข้ามเวลาเกิดขึ้นภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่ผู้คนมีการคาดการณ์อย่างมีเหตุมีผล (rational expectation) ซึ่งจะเก็บรวบรวมเอาข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันมาคาดการณ์อนาคต โดยอาศัยทฤษฎีความสัมพันธ์ของตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ตนเองได้เคยประสบพบเจอซ้ำๆ กันมาในระบบเศรษฐกิจที่ตนเองอาศัยอยู่ ปัญหาความสอดคล้องของนโยบายข้ามเวลาเกิดขึ้นเมื่อผู้คนในระบบเศรษฐกิจคาดการณ์อย่างมีเหตุมีผลว่า นโยบายที่รัฐบาลประกาศในปัจจุบันไม่มีความสอดคล้องกัน กับสภาพความเป็นจริง และความต้องการของรัฐบาลในอนาคต ดังนั้นผู้คนจึงไม่เชื่อถือในนโยบายที่รัฐบาลประกาศดังกล่าว และประพฤติปฏิบัติตัวไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของนโยบายที่รัฐบาลประกาศออกมา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากมีรัฐบาลของประเทศหนึ่งที่ดำเนินนโยบายประชานิยมอย่างต่อเนื่อง ประกาศจะเลิกการพยุงราคาน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนหันมาประหยัดน้ำมันในช่วงน้ำมันแพง แต่ถ้าหากเงินงบประมาณในอนาคตยังมีอยู่อย่างพอเพียง หรือมีเหตุให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลจะมีทางหาเงินมาได้ในอนาคต ก็จะไม่มีประชาชนคนใดในประเทศนั้น หันมาปรับตัวประหยัดน้ำมันอย่างจริงจัง เนื่องจากพวกเขาต่างคาดการณ์โดยอาศัยประสบการณ์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลไม่มีทางจะยกเลิกการพยุงราคาน้ำมัน ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากรัฐบาลดังกล่าวประกาศยกเลิกการพยุงราคาน้ำมันในช่วงที่งบประมาณเริ่มหมดไป หรือมีเหตุให้เชื่อได้ว่างบประมาณทางด้านนี้จะหมดไปในอนาคต ความน่าเชื่อถือ (credibility) ของนโยบายก็จะเกิดขึ้น ประชาชนก็จะปรับตัวหันมาประหยัดน้ำมันในที่สุด นโยบายที่รัฐบาลประกาศออกมาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน จะไม่เป็นผลถ้าหากความต้องการของผู้กำหนดนโยบาย ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นในอนาคต เนื่องจากนโยบายลักษณะดังกล่าว จะไม่ได้รับความเชื่อถือจากผู้คนในประเทศ นอกจากนั้นบทความดังกล่าวยังแสดงให้เห็นด้วยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวลดทอนสวัสดิการโดยรวมของสังคมลง โดยสังคมจะอยู่ในจุดที่ดีขึ้นถ้าหากรัฐบาล สามารถประกาศนโยบายที่สอดคล้องกันข้ามเวลา หรือนโยบายที่น่าเชื่อถือออกมาได้ ศาสตราจารย์ Kydland และศาสตราจารย์ Prescott ได้ยกตัวอย่างประสบการโลกในการพยายามแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งในอดีต ซึ่งไม่ได้รับความสำเร็จเนื่องจากนโยบายแก้ปัญหาเงินเฟ้อดังกล่าวไม่มีความสอดคล้องกันข้ามเวลา นั่นคือ ผู้คนคาดการณ์ว่ารัฐบาลมีแรงจูงใจที่จะเพิ่มอัตราเงินเฟ้อเพื่อกระตุ้นการจ้างงานในท้ายที่สุด ดังนั้นพฤติกรรมของผู้คนจึงไม่ปรับเปลี่ยนไปตามนโยบายแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่ประกาศออกมา และท้ายที่สุดก็เกิดเหตุการณ์ที่ระบบเศรษฐกิจต้องเผชิญกับปัญหาทั้งอัตราเงินเฟ้อ และอัตราการว่างงานในระดับสูงพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สวัสดิการสังคมโดยรวมแย่ลง ผลงานดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสงานวิจัยติดตามมาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานในเชิงสร้างความแข็งแกร่งให้กับข้อสรุปของบทความดังกล่าว โดยการลดความสุดขั้วของสมมติฐานต่างๆ ลง งานในเชิงคัดค้านและชี้ให้เห็นข้อเสียของนโยบายในลักษณะกฎนโยบาย งานที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางของประเทศ งานที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสถาบันที่จะสร้างเสริมความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายของรัฐบาล ไปจนกระทั่งถึงงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (inflation targeting) หรือนโยบายในลักษณะใกล้เคียงกันอีกด้วย ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่านโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาคในปัจจุบันของหลายประเทศก็ได้รับอิทธิพลจากงานวิจัย ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากบทความของศาสตราจารย์ทั้งสองคนนี้ บทความชิ้นที่สองที่ทำให้ทั้งคู่ได้รับรางวัลโนเบล คือ "Time to Build and Aggregate Fluctuations" ซึ่งถูกเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1982 เนื้อหาใจความส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างแบบจำลอง ที่สามารถจำลองข้อมูลที่มีความผันผวนลักษณะวัฏจักรธุรกิจที่ใกล้เคียงกับข้อมูลจริง โดยงานศึกษาเพื่อจำลองลักษณะวัฏจักรธุรกิจในช่วงก่อนหน้าศาสตราจารย์ทั้งสอง จะมุ่งประเด็นไปที่การเคลื่อนที่ของอุปสงค์มวลรวม ซึ่งทำให้ผลผลิตในระบบเศรษฐกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น-ลง ลักษณะเดียวกับวัฏจักรธุรกิจที่เราสามารถสังเกตเห็นได้จากข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคในความเป็นจริง ความน่าสนใจของประเด็นนี้อยู่ที่ถ้าหากระบบเศรษฐกิจประกอบไปด้วยตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ประกอบกับผู้คนในระบบเศรษฐกิจมีระบบการคาดการณ์ในลักษณะการคาดการณ์อย่างมีเหตุมีผลแล้ว การจำลองวัฏจักรธุรกิจที่เกิดจากอุปสงค์จะเป็นไปได้อย่างยากยิ่ง เนื่องจากมีเพียงปรากฏการณ์ที่ไม่คาดฝัน (shocks) ทางนโยบายการเงินเท่านั้นที่สามารถทำให้ข้อมูลผันผวนในลักษณะวัฏจักรธุรกิจออกจากเส้นแนวโน้มได้ ศาสตราจารย์ Kydland และศาสตราจารย์ Prescott ได้ปรับแนวคิดของนักทฤษฎีวัฏจักรธุรกิจใหม่โดยการควบรวมส่วนประกอบแนวโน้มเข้ากับส่วนประกอบวัฏจักรธุรกิจ และอาศัยตัวแปรในภาคเศรษฐกิจจริง (real factors) ซึ่งเป็นตัวแปรทางด้านอุปทานเป็นตัวแปรที่สร้างความผันผวนในลักษณะวัฏจักรธุรกิจ ตัวอย่างของปัจจัยดังกล่าวได้แก่ สงคราม ความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติสิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งในช่วงเวลาปกติ การเปลี่ยนแปลงในอุปทานก็เกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงในคุณภาพของปัจจัยการผลิตต่างๆ การปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการ หรือการก่อเกิดของเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยสิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อผลิตภาพของแรงงานในประเทศ ในภายหลังงานศึกษาของศาสตราจารย์ทั้งสอง ได้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางผลิตภาพการผลิตในแบบจำลองดังกล่าว สามารถจำลองลักษณะข้อมูลได้ราว 70 เปอร์เซ็นต์ของความผันผวนในลักษณะวัฏจักรธุรกิจของข้อมูลจริง ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงแม้อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าแนวคิดที่ทั้งสองนำเสนออาจมิใช่แนวคิดใหม่ในแวดวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ แต่ความสำเร็จที่สำคัญของศาสตราจารย์ทั้งสองก็คือการนำเอาแนวคิดที่มีเหตุผลในหัวของนักเศรษฐศาสตร์รุ่นก่อน แสดงออกมาให้เห็นอย่างมีระบบระเบียบ เป็นรูปธรรม และสร้างแนวทางที่ชัดเจนเอาไว้ให้กับนักเศรษฐศาสตร์ยุคหลังๆ ได้เดินตาม แบบจำลองของศาสตราจารย์ Kydland และ Prescott มีลักษณะต้องตามแบบจำลองที่ดีดังที่ศาสตราจารย์ Robert Lucas นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลของมหาวิทยาลัยชิคาโกได้นำเสนอไว้ นั่นคือมันถูกสร้างจากพื้นฐานแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จุลภาค และไม่พึ่งพิงค่าสัมประสิทธิ์ที่มักจะปรับเปลี่ยนไปตามตัวแปรทางนโยบาย แบบจำลองลักษณะดังกล่าวได้กลายเป็นแบบจำลองพื้นฐานที่สำคัญของนักเศรษฐศาสตร์ในยุคหลัง เป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการต่อยอดทางความรู้ของนักเศรษฐศาสตร์มหภาค ไม่ว่าจะในสายวัฏจักรธุรกิจที่แท้จริง (real business cycles) ที่ทั้งสองมีส่วนอย่างยิ่งในการก่อตั้ง หรือในสายเคนส์ใหม่ (New Keynesians) ซึ่งมีความเห็นคัดค้านกับศาสตราจารย์ทั้งสอง แต่อาศัยแบบจำลองในลักษณะเดียวกัน และคำนึงถึงปัญหาความสอดคล้องข้ามเวลาเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นแนวคิดที่ตั้งต้นโดยบุคคลทั้งสองนี้ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปสู่วงวิชาการนอกวิชาเศรษฐศาสตร์ และแวดวงผู้ดำเนินนโยบายหลากหลายประเทศในปัจจุบัน ซึ่งมีการคำนึงถึงปัจจัยทางสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้นโยบาย และปัจจัยในภาคเศรษฐกิจจริงทางด้านอุปทานมากยิ่งขึ้น สมควรแล้วแก่การยกย่องศาสตราจารย์ Finn E. Kydland และศาสตราจารย์ Edward C. Prescott ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2547 ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|