|
||||||||||
|
เศรษฐีธิปไตย บทเรียนจากฟิลิปปินส์
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9748 ฟิลิปปินส์เคยเจริญกว่าเมืองไทยมากทีเดียว เศรษฐกิจก็ดีกว่า รายได้ต่อหัวเคยสูงกว่าและมีระบบการศึกษาทันสมัยกว่า คงยังจำกันได้ว่าคนไทยเคยไปเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่ฟิลิปปินส์ แต่นับจากราวๆ กลางทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจและสังคมฟิลิปปินส์ก็เริ่มถดถอย เศรษฐกิจที่เคยเจริญเติบโตในอัตราร้อยละ 6 ต่อปี เมื่อทศวรรษ 1960 และ 1970 ลดลงมาเหลือเพียงร้อยละ 2 ต่อปี จากปี 1985 ตลอดมาถึงทศวรรษ 1990 และเนื่องจากประชากรเพิ่มในอัตรามากกว่าร้อยละ 2 ต่อปี รายได้ต่อหัวจึงลดลงโดยตลอด ในช่วงเวลา 19 ปี จาก 1983 ถึง 2002 รัฐบาลก็เก็บภาษีได้น้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายก็ยังอยู่ในระดับสูง ดังนั้น หนี้สาธารณะจึงพอกพูนขึ้นทุกปี จนตกอยู่ในระดับวิกฤตมาเป็นเวลาหลายปี ภาคอุตสาหกรรมถดถอย และลดบทบาทเป็นหัวจักรของระบบเศรษฐกิจ ภาคเกษตรก็มีปัญหา และไม่สามารถดูดซับแรงงานที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงทุกปี เศรษฐกิจไม่เป็นทางการ(informal secter) จึงกลายเป็นแหล่งจ้างงาน แต่การว่างงานก็ยังสูง คนฟิลิปปินส์จึงต้องอพยพไปทำงานต่างประเทศ เป็นจำนวนสูงถึง 7-8 ล้านคน หากเปรียบเทียบกันพูดง่ายๆ ได้ว่า ถ้าเศรษฐกิจไทยเลวร้ายเหมือนฟิลิปปินส์ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา พวกเราแต่ละคนจะมีรายได้เฉลี่ยน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ต่อหัว ณ ขณะนี้ เหตุไฉนเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จึงดูประหนึ่งตกหลุมโคลนดูด ฉุดไม่ขึ้นมาเป็นเวลานาน ทั้งที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ ล้วนแล้วแต่เฟื่องฟูขึ้น(ก่อนจะเกิดวิกฤตปี 1997) นักวิเคราะห์เสนอเหตุผลหลากหลาย แต่ที่น่าฟังมากที่สุดเป็นการศึกษาของ Paul Hutcroft ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เขาเขียนหนังสือชื่อ ทุนนิยมปล้นสะดม(Booty Capitalism) บอกให้เห็นว่าการเมืองที่ฟิลิปปินส์ตั้งแต่ช่วงมาร์คอสมาแล้ว ตกอยู่ในมือของคณาธิปไตย หรือกลุ่มเศรษฐีจำนวนหนึ่ง เป็นกลุ่มเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ซึ่งหันมาลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมและการธนาคาร พวกเขาเข้าครอบงำรัฐบาลดำเนินนโยบายที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วๆ ในระยะสั้น และหันเหนโยบายเศรษฐกิจไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับพวกเขาเป็นหลัก ไม่ให้ความสนใจกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปในแนวทางที่เป็นประโยชน์กับพวกเขาเป็นหลัก ไม่ให้ความสนใจกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อความเติบโตในระยะยาว ไม่สนใจกับปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ และไม่สนใจการปฏิรูปการเมืองให้มีความโปร่งใสให้ประชาชนมีส่วนร่วม และมีการบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้ ตัวอย่างของการปล้นสะดมระบบเศรษฐกิจโดยกลุ่มเศรษฐีธิปไตยเหล่านี้ ได้แก่การผันเงินทุนของธนาคารรัฐบาล รวมทั้งของธนาคารกลางเพื่อประโยชน์ของพรรคพวก นักการเมืองเช่นมาร์คอสและบุคคลใกล้ชิดคอร์รัปชั่นเงินประชาชน นำเงินไปฝากนอกประเทศเป็นจำนวนมหาศาล ระบบธนาคารอยู่ภายใต้อิทธิพลของเศรษฐีธิปไตย การจัดสรรเครดิตเป็นไปภายใต้ระบบพรรคพวกนิยม ที่ให้ประโยชน์กับตระกูลเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่และเจ้าของธนาคารจำนวนน้อยจำนวนหนึ่ง เจ้าที่ดินประสบความสำเร็จในการปิดกั้นไม่ให้มีนโยบายในการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งหมายความว่าระบบการถือครองที่ดิน ซึ่งอยู่ในมือของเศรษฐีจำนวนน้อย และซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาแต่สมัยที่ฟิลิปปินส์ตกเป็นอาณานิคมของสเปนในอดีต ก็ยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น ทำให้ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีแรงงานไร้ที่ดินเป็นจำนวนมากแห่งหนึ่งของภูมิภาค กอปรกับมีปัญหาการกระจายรายได้ที่เหลื่อมล้ำมากๆ อีกด้วย ปัญหาที่ดินและความยากไร้ เป็นมูลเหตุของขบวนการต่อต้านรัฐบาลหลายกลุ่มหลายพวก และมีหลายกลุ่มซึ่งจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ส่งผลให้นักลงทุนทั้งชาวฟิลิปปินส์เองและนักลงทุนต่างชาติถอนเงินลงทุนออก ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจอีกสถานหนึ่ง ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจถดถอย มีเพียงแต่แรงงานไร้ฝีมือที่ไปเสี่ยงโชคต่างประเทศ คนชั้นกลางที่มีการศึกษาจำนวนมากก็หางานทำไม่ได้ และพวกเขาก็เดินทางไปทำงานต่างประเทศเช่นกันพวกที่อยู่หลังจึงมีจำนวนลดน้อยลง พวกเขาเหนื่อยหน่ายกับชะตาชีวิต และดูเหมือนว่าจะปลงกันไปเสียหมด นักวิเคราะห์บอกว่าการเมืองของคนชั้นกลางที่ฟิลิปปินส์ขณะนี้ซบเซาเหลือเกิน และขาดพลังไปเสียแล้วที่จะผลักดันการปฏิรูปทางการเมืองที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น ดังนั้น นอกจากเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะซบเซาแล้ว การเมืองก็ยังไร้การปฏิรูปเสียอีก โดยสรุป เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ตกหลุมโคลนดูดเพราะว่า มีระบบการเมืองพรรคพวกนิยมสุดขั้ว(cronyism) แล้วเราจะได้บทเรียนอะไรจากฟิลิปปินส์? ที่น่ากลัวก็คือว่า ภายใต้ภาวะปัจจุบัน การเมืองไทยอาจจะกำลังถลำตัวเข้าสู่ระบบพรรคพวกนิยมสุดขั้วนี้ นักธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งได้เข้าควบคุมอำนาจรัฐ และดูเหมือนว่าจะจงใจใช้อำนาจรัฐเพื่อดำเนินการมาตรการและนโยบายที่เป็นประโยชน์กับกลุ่มตนและพรรคพวก แต่เป็นการสูญเสียของประโยชน์สาธารณะ และของนักธุรกิจที่อยู่นอกวงอำนาจ กรณีการทับซ้อนของผลประโยชน์(conflict of interests) ในบรรดานักการเมืองที่อยู่ในอำนาจ ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน ถี่ขึ้นและโจงแจ้งมากขึ้นเรื่อยๆ บอกให้เห็นแนวโน้มดังกล่าวการอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์กรณีต่างๆ เหล่านี้ในบรรดานักวิชาการและนักเขียน บอกให้เห็นความห่วงกังวลต่อแนวโน้มได้เป็นอย่างดี แต่ผู้ที่ห่วงใยเหล่านี้เป็นเพียงเสียงส่วนน้อยของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด สำหรับคนส่วนใหญ่ในเขตชนบท ให้ความสนใจกับประเด็นการทับซ้อนของผลประโยชน์และการก่อตัวของระบบเศรษฐีธิปไตยกันน้อยมาก ณ จุดนี้สภาพการณ์บ่งชี้ว่า ไทยรักไทย จะนำคะแนนเสียงเลือกตั้งในต้นปีหน้าและกลับมาตั้งรัฐบาลได้อีก ทั้งนี้ หากวิเคราะห์กันจริงๆ แล้วกล่าวได้ว่ามีปัจจัยหลัก 2 ประการ ประการแรก คือยังไม่มีพรรคทางเลือกที่จะดึงคะแนนเสียงจากพรรคไทยรักไทยได้ ประการที่สอง คือ ผลของการที่นายกฯ เดินทางไปแจกเช็คตามจังหวัดต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้ รวมทั้งการสัญญาที่จะแจกเพิ่มอีก ถ้าหากได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีก (ซึ่งการสัญญาและการใช้งบประมาณของแผ่นดินเช่นนี้ ในหลายๆ ประเทศถือว่าผิดกฎหมาย ไม่อาจทำได้) นี่หมายความว่า ระบบพรรคพวกนิยมสุดขั้วจะยิ่งฝังรากลึกลงในการเมืองไทย และอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญภาวะตกหลุมโคลนดูดเหมือนเช่นฟิลิปปินส์กระนั้นหรือ? ณ ขณะนี้เรายังไม่เห็นวี่แววชัดเจน เพราะว่าเศรษฐกิจยังไปได้สวย อัตราความเติบโตทางเศรษฐกิจยังดูสูงอยู่ แต่ที่ฟิลิปปินส์ในสมัยมาร์คอส เมื่อปัญหาเริ่มก่อตัวเศรษฐกิจก็เจริญเติบโตในอัตราสูง ชะตากรรมที่เลวร้ายเพิ่งจะสำแดงให้เห็นในอีกหลายปีต่อมา ถ้าหากไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งเป็นครั้งที่สอง ก็จะยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจ รู้สึกว่าอยู่ยงคงกระพัน และอาจหาญคิดว่าไม่มีใครจะท้าทายได้ ถ้าหากยิ่งได้เสียงข้างมากเป็นจำนวนมากด้วยแล้วก็จะยิ่งห้าวหาญ ยิ่งอยู่ยงคงกระพัน ยิ่งคิดว่าไม่มีใครล้มได้ และยิ่งเชื่อว่าแนวทางของพรรคถูกต้องและจะยิ่งไม่ฟังข้อวิจารณ์หรือข้อทักท้วงใดๆ มากยิ่งขึ้นไปอีก เมืองไทยมีเศรษฐีหลายรายที่ทะยานอยากจะสถาปนาเศรษฐีธิปไตย เหมือนกลุ่มเศรษฐีที่ฟิลิปปินส์ ยิ่งไทยรักไทยได้ชัยชนะมากเท่าใดก็ยิ่งมีโอกาสที่จะทำให้ความทะยานอยากนี้เป็นจริง ผู้ที่ต่อต้านไทยรักไทยบางกลุ่มชักชวนให้ผู้ออกเสียงเลือกตั้งในครั้งต่อไป ไปออกเสียงแต่ไม่เลือกพรรคใด ทั้งนี้ เพื่อสำแดงว่าต่อต้านพรรคไทยรักไทย และผิดหวังกับความล้มเหลวของพรรคฝ่ายค้าน กลยุทธ์นี้อาจจะสะใจ แต่คิดลึกๆ แล้วน่าจะส่งผลเสียกับเศรษฐกิจและสังคมไทยมากยุทธศาสตร์ดังกล่าว จะส่งผลเพิ่มสัดส่วนของคะแนนให้กับพรรคไทยรักไทยเทียบกับพรรคอื่นๆ ยิ่งขึ้นไปอีก จะหวังให้ประชาธิปไตยทำงานได้ผลก็ต่อเมื่อมีพรรคฝ่ายค้านที่มีเสียงและประสิทธิภาพตามสมควร ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ พรรคฝ่ายค้านต้องการแรงสนับสนุนและต้องการเวลาเพื่อพัฒนาตนเอง เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ระบบพรรคพวกนิยมแบบสุดขั้วเช่นเดียวกับของฟิลิปปิส์ลงรากปักฐานในเมืองไทยและส่งผลเสีย จะต้องคิดถึงกลยุทธ์การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแนวใหม่ ผู้ที่ต่อต้านพรรคไทยรักไทยต้องใช้คะแนนเสียงของตัวเองเพื่อสร้างพรรคฝ่ายค้านที่มีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบัน จะเป็นพรรคอะไรก็ได้ จะต้องปลงกับความจริงที่ว่าการออกเสียงครั้งนี้มิใช่เพื่อเลือกพรรคมาเป็นรัฐบาล แต่เป็นการเลือกพรรคที่จะไม่เข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับไทยรักไทย คือเลือกพรรคที่จะเป็นฝ่ายค้าน อาจจะยาก เพราะว่าปลาไหล หรือพรรคที่พร้อมจะเสียบกับพรรคไทยรักไทย กำลังแตกตัวเป็นดอกเห็ด แต่ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไทยน่าจะมีประสบการณ์มากพอที่จะเป็น "นักตกปลา" ที่ชาญฉลาดในการเลือกตั้งต้นปีหน้า หน้า 6
|