|
||||||||||
|
แก้หนี้เน่าเกษตรกร แก้ "ความเน่า" ตัวเองก่อน?
คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th มติชนรายวัน วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9746 เมื่อสัปดาห์ก่อน สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับสถาบันการเงิน 10 แห่ง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฯให้ชะลอการดำเนินคดีหรือการบังคับคดีกับสมาชิกเป็นการชั่วคราว จนกว่าสำนักงานจะเจรจารายละเอียดการปรับโครงสร้างหนี้(ลดดอกเบี้ยและเเงินต้น) ของสถาบันการเงินเจ้าหนี้แต่ละแห่งเสร็จเรียบร้อย ทั้งนี้ รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีนโยบายที่จะให้กองทุนฟื้นฟูฯซื้อหนี้ดังกล่าวของเกษตรซึ่งมาขึ้นทะเบียนไว้ 199,322 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 25,000 ล้านบาท โดยหนี้ที่มีหลักประกันกองทุนฯจะซื้อในอัตราร้อยละ 90 ของมูลหนี้ หนี้ที่ไม่มีหลักประกันจะซื้อในอัตราร้อยละ 50 จากนั้นจะให้เกษตรกรผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวต่อกองทุนฟื้นฟูฯแทนเป็นเวลานาน 25 ปี คำถามที่ติดตามมาจากมาตรการดังกล่าวคือ กองทุนฟื้นฟูฯจะเอาเงินจากที่ไหนมาซื้อหนี้เน่า 25,000 ล้านบาท เพราะกองทุนประเดิมของกองทุนฯมีเพียง 1,800 ล้านบาท แม้จะมีผู้เสนอแนวทางให้กองทุนออกพันธบัตรหรือตราสารหนี้เพื่อระดมทุน แต่เมื่อพิจารณาในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วพบว่ามีปัญหาค่อนข้างมาก เช่น พันธบัตรดังกล่าวกระทรวงการคลังค้ำประกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ก็จะมีปัญหาเรื่องความเสี่ยงที่จะไม่มีผู้รับซื้อและมีอัตราดอกเบี้ยสูงซึ่งจะกลายเป็นภาระต่อเกษตรกรเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องการออกพันธบัตรของกองทุนฯเพื่อระดมทุนมาซื้อหนี้เน่าจากเกษตรกรจะทำได้หรือไม่ อย่างไร อยากให้วางไว้ก่อน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับกองทุนฟื้นฟูฯนั้นแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารงานที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 4 ปี นับแต่การจัดตั้งกองทุนฯดังกล่าวขึ้น ที่สำคัญบ่งบอกให้เห็นว่ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เคยให้ความสำคัญแก่กองทุนฟื้นฯในการแก้ไขปัญหานี้สินของเกษตรกรแม้แต่น้อย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น กองทุนฟื้นฟูฯนั้นถือเป็นผลิตผลของรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ที่นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อต่อสู้กับนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยในช่วงปี 2543 เมื่อเป็นผลผลิตของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงเป็นธรรมดาที่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยทอดทิ้งไม่ให้ความสำคัญ การจัดตั้งคณะกรรมการ คณะกรรมการบริหาร และสำนักงานกองทุนฯ รวมถึงทุนประเดิม 1,800 ล้านบาท ก็ทำเพียงเพื่อให้ครบกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น คณะกรรมการกองทุนฟื้นฯนั้น ตาม พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542 มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ปรากฏว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนประธานคณะกรรมการกองทุนฯแล้วถึง 7 ครั้ง เพราะเมีการเปลี่ยนหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีเป็นว่าเล่น ตั้งแต่นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ เปลี่ยนเข้าเปลี่ยนออก 2 ครั้ง,นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เปลี่ยนเข้าออก 2 ครั้ง นอกจากก็มีนายสุวิทย์ คุณกิตติ และล่าสุดคือนายจาตุรนต์ ฉายแสง คณะกรรมการบริหารกองทุนฯเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 7 คณะ ลองนึกดูนะครับ การเปลี่ยนแปลงประธานคณะกรรมการ และคณะกรรมการบริหารบ่อยขนาดนี้แล้ว จะทำให้การบริหารเป็นอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร ใครที่ชอบโอ้อวดว่ารองนายกฯแต่ละคนมีความรู้ความสามารถและเรียนรู้งานของแต่ละฝ่ายอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาเป็นพวกขี้โม้ ที่สำคัญเลขาธิการสำนักงานกองทุนฯที่เป็นตัวจักรสำคัญในการบริหารเปลี่ยนมาแล้วถึง 11 คน เพราะนักการเมืองแต่ละคนพยายามผลักดันคนของตัวเองเข้ามาเสวยอำนาจ แม้แต่พวกที่ชอบอวดอ้างว่า เป็นคนเดือนตุลายังปูนบำเหน็จพรรคพวกจากบุคคลไร้อาชีพขายก๋วยเตี๋ยว ให้มาเป็นเลขาธิการสำนักงาน รับเงินเดือนเกือบแสนบาทอย่างไม่ละอาย ในช่วงที่นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มีนักการเมืองใหญ่บางคน บีบให้นายสุริยันต์ บุญนาคค้า ลาออกจากเลขาธิการ แต่นายสุริยันต์ไม่ยอม จึงยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจนเรื่องคาราคาซังอยู่จนทุกวันนี้ ปัจจุบันนายสมศักดิ์ดึงนายสากล สถิตวิทยานันท์ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการอยู่ นอกจากการเปลี่ยนผู้บริหารเป็นว่าเล่นแล้ว ยังเต็มไปด้วยระบบเล่นพรรคเล่นพวก การใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ในช่วง 4 ปีเศษ ใช้เงินสำหรับบริหารจัดการไปแล้วกว่า 500 ล้านบาท แต่ยังไม่มีผลงานช่วยฟื้นฟูเกษตรกรได้แม้แต่รายเดียว ฟื้นฟูแต่เงินในกระเป๋าของคนบางกลุ่ม บางพวกโดยเฉพาะผู้ใกล้ชิดนัการเมืองและคนเดือนตุลาในรัฐบาล ถ้าอยากจะแก้ปัญหาหนี้เน่าของเกษตรกรให้สำเร็จ ต้องแก้ "ความเน่า" ในกองทุนฯให้สำเร็จก่อน หน้า 20
|