หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
วาระสำหรับประธานาธิบดีบุชและสหรัฐ

อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์   โลกทรรศน์  มติชนสุดสัปดาห์  วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1265

หลังจากได้รับชัยชนะในการชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ต้องขอแสดงความยินดีด้วยกับประธานาธิบดีบุชในชัยชนะอันแข็งแกร่งของเขา ไม่ใช่จากชัยชนะทางด้านส่วนตัวและชัยชนะจากทั้งคะแนนเสียง popular และ electoral college vote แต่เป็นชัยชนะของพรรครีพับริกันที่ได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นเป็น 55 ที่นั่ง อันเป็นการเพิ่มคะแนนเสียงข้างมากของพรรคในสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย

แต่สิ่งที่อยู่นอกเหนือชัยชนะในรัฐสภา ต้องตั้งคำถามใหญ่ว่าต่อการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัยของท่านประธานาธิบดีบุชด้วยว่า

แล้วอะไรต่อไป ?

มีการตีความกันมากมายถึงชัยชนะของประธานาธิบดีบุชซึ่งสามารถกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 2 ได้ โดยมีการตีความกันว่า ชัยชนะในการเลือกตั้งและการดำรงตำแหน่งอีกครั้งของประธานาธิบดีบุช เป็นการมอบสิทธิอำนาจอันชอบให้เขาดำเนินนโยบายสำคัญของสหรัฐ 2 ประการคือ การดำรงอยู่ของสหรัฐต่อไปในประเทศอิรัก หรือจะมีการผลักดันการขาดดุลและการตัดทอนภาษีลงอีก

ไม่ว่าการดำรงตำแหน่งอีกสมัยจะเป็นการมอบสิทธิอำนาจอันชอบธรรมต่อผู้นำของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ต่อไปนี้คือ ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ การจัดการงบประมาณรายจ่ายเศรษฐกิจการเมืองว่าด้วยการจัดการภาษีอากรของประเทศและ นโยบายการค้าระหว่างประเทศ (International Trade Policy) ที่เป็นความจริงที่รอประธานาธิบดีบุชและประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ข้างหน้า

ความจริงเหล่านั้นคือสิ่งที่จะบอกแก่ท่านผู้นำและประเทศสหรัฐว่า แล้วอะไรต่อไป ?

ในเบื้องต้น ตลาดหุ้นได้มีปฏิกิริยาล่วงหน้าไปแล้วต่อนโยบายของประธานาธิบดีบุช ที่ได้แถลงเอาไว้ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีกล่าวคือ การตัดทอนอย่างถาวรต่อการจัดเก็บภาษีรายได้ส่วนบุคคล เงินปันผลและเงินรายได้จากการลงทุนในหุ้น รวมทั้งนโยบายที่ประธานาธิบดีสัญญาว่าจะมีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ (economic reform)

แต่ทว่าตลาดพันธบัตรและตลาดเงินของสหรัฐได้สะท้อนออกมาแล้ว ต่อนโยบายการขาดดุลงบประมาณและนโยบายการขาดดุลการค้า

ต่อไปนี้ คือความเป็นจริงที่ท่านประธานาธิบดีและประเทศสหรัฐต้องเผชิญ

คนอเมริกันจำนวนมากกำลังจะเกษียณอายุ

คนอเมริกันที่เติบโตของในยุคเติบโต (Baby boomer) จำนวนประมาณ 70 ล้านคน จะออกจากภาระการงบประมาณที่รัฐบาลสหรัฐจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ในจำนวนกว่าหมื่นล้านดอลลาร์ คนชราที่เกิดในปี ค.ศ.1946 จะเริ่มเข้าสู่โครงการประกันสังคมเมื่อพวกเขาอายุ 62 ปีในปี ค.ศ.2008 3 ปีหลังจากนั้น คนจำนวนมากจะเข้าร่วมโครงการรักษาพยาบาลทางการแพทย์

ท่านประธานาธิบดีมีนโยบายอนุญาตให้บุคคลทั่วไปจ่ายเงินภาษี 4% หรือมากกว่านั้นลงไปในบัญชีของตัวเอง เงินเหล่านี้ช่วยให้ประชากรที่ยังเป็นคนหนุ่มสาวสร้างเงินออมของตัวเองเอาไว้ได้ แต่รัฐบาลต้องใช้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯสมทบตามภาระผูกพันที่รัฐบาลมีต่อโครงการประกันสังคม

มีที่ปรึกษาของประธานาธิบดีบางคนเสนอให้รัฐบาลยืมเงิน แต่นั่นเป็นหนี้สินก้อนใหม่ที่ใหญ่มาก

อาจจะกล่าวได้ว่า วิกฤตการณ์ที่แท้จริงที่รออยู่ข้างหน้าและท้าทายอำนาจอันชอบธรรมและความสามารถของประธานาธิบดีคือ โครงการรักษาทางการแพทย์ ของคนอเมริกันเป็นจำนวนหลายล้านคนซึ่งเงินทุนเพื่อการใช้จ่ายโครงการดังกล่าวมีปัญหาอยู่ โดยส่วนหนึ่งปัญหาดังกล่าว มาจากโครงการรักษาทางการแพทย์เป็นของใหม่และมีการวางแผนนโยบายที่แย่มาก

ดังนั้น การปฏิรูปโครงการรักษาทางการแพทย์ควรจะเป็นเป้าหมายที่สูงกว่าเดิม

การขาดดุลงบประมาณอยู่เหนือการควบคุม

การให้สัญญาตอนหาเสียงเลือกตั้งว่าจะมีนโยบาย ปฏิรูปภาษี (Tax Reform) เป็นส่งที่น่าสนใจแต่มีการนโยบายปฏิรูปภาษีที่ผูกพันกับปัญหาทางด้านงบประมาณรายจ่าย เป็นสิ่งที่ท้าทายและสร้างปัญหามากกว่า

ในรายละเอียด การปฏิรูปภาษีของรัฐบาลสหรัฐหมายถึงการยุติการจ่ายภาษีที่เรียกว่า (Alternative Minimun Tax-AMT) ซึ่งภาษีดังกล่าวสร้างปัญหาอย่างมากให้กับคนชั้นกลางในประเทศสหรัฐ แต่การผูกโยงกับภาษี AMT จะมีมูลค่ามากถึง 600 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ยาวนานมากกว่าหนึ่งทศวรรษ

คำสัญญาของท่านประธานาธิบดีระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งเกี่ยวกับการปฏิรูปภาษีจึงเท่ากับมีการตัดลดภาษีอย่างถาวรคือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีจากการลงทุนในหุ้น เงินปันผลและภาษีที่ดินอันจะมีมูลค่าถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐมากกว่า 10 ปี

การใส่เงินจำนวน 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐโดยจัดตั้งเป็นบัญชีความมั่นคงทางสังคมซึ่งจะเป็นเงิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐบวกกับเงินจำนวน 2.7 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐที่คาดเอาไว้เพื่อการขาดดุลอีก ทั้งหมดจะเท่ากับตัวเลขติดลบ 7.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐมากกว่า 10 ปี

ไม่ช้าก็เร็ว จำนวนตัวเลขติดลบมากขนาดนี้จะสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดพันธบัตร

นโยบายดอลลาร์และนโยบายการค้ามีปัญหา

ช่วงต้นปีหน้า ประเทศจีนจะเริ่มต้นส่งออกเงินดอลล่าร์สหรัฐมูลค่าเป็นพันล้านดอลลาร์ ในรูปของสินค้าสิ่งทอเข้าไปในประเทศสหรัฐ เมื่อโควตาสิ่งทอโลกสิ้นสุดลง การขาดดุลการค้าซึ่งมากอยู่แล้วจะทำให้การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีการขาดดุลสูงเป็นประวัติการณ์คือ 5% ของจีดีพี

นักลงทุนชาวต่างประเทศที่ได้ซื้อทรัพย์สมบัติของสหรัฐเอาไว้ ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินให้กับการขาดดุลงบประมาณ เป็นจำนวนมากนั่นเองกำลังประสาทรับประทาน นโยบายที่ไม่สนใจต่อค่าเงินดอลล่าร์มากนักไม่ได้ช่วยให้การขาดดุลการค้าดีขึ้นมากนัก

ทั้งนี้ เพราะว่าประเทศจีนเชื่อมโยงค่าเงินหยวนกับเงินดอลลาร์ บางสิ่งบางอย่างต้องยอมให้ตอบแทนบ้างคือ มูลค่าเงินหยวนต้องขึ้น ส่วนค่าเงินดอลลาร์ต้ออ่อนลงบ้าง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง นโยบายการค้าเสรี (Free Trade Policy) ของสหรัฐต้องเปลี่ยนอย่างถึงรากถึงโคน

ดังนั้น ความเป็นผู้นำอย่างแท้จริงของประธานาธิบดีต้องเกิดขึ้นตรงนี้

นโยบายต่อตะวันออกกลางต้องตรวจสอบความจริง

การเลือกตั้งในอัฟกานิสถานเป็นที่แน่ชัดว่าชัยชนะในการเลือกตั้งทำเพื่อประเทศสหรัฐ แต่เวลาที่ต้องตรวจสอบความจริงอยู่ที่ ประเทศอิรัก

ความฝันอย่างอุดมคติในการสถาปนาประชาธิปไตยในประเทศอิรักดูเป็นปัญหา เป็นความจริงที่ว่า ประเทศสหรัฐจะประสบชัยชนะในการทำสงครามต่อกลุ่ม ฟาลูจา (Fallujah) แต่คำถามสำคัญก็คือว่า แล้วอะไรต่อ

ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องถามว่า อะไรคือ การยอมรับได้ขั้นต่ำสุดเพื่อให้เกิดยุทธศาสตร์การถอนตัวออกจากอิรักของสหรัฐ คำตอบที่ปฏิบัติได้คือ เสถียรภาพในประเทศอิรัก ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกอาจจะต้องใช้เวลาในการรอคอย

เช่นเดียวกัน แนวทางที่ปฏิบัติได้มากที่สุดของความต้องการของรัฐบาลสหรัฐ ต่อความเกี่ยวข้องในการเจรจาเรื่อง การปลอดการแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ (nuclear nonprofiferation) ในอิหร่านและเกาหลีเหนือ ในยุคของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก รัฐบาลของประธานาธิบดีบุชได้ใช้การแบ่งบทบาทการผลักดันให้อิหร่านและเกาหลีเหนือ หยุดยั้งการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ไปที่กลุ่มประเทศยุโรปและประเทศจีน

แต่นโยบายนี้ก็ประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อย

ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องเป็นผู้นำในการประชุมเจรจาต่างๆ อีกทั้งยังถึงเวลาแล้วที่ต้องยอมรับแนวความคิดของประเทศมุสลิมต่อนโยบาย และการปฏิบัติการของสหรัฐในประเทศอิรักโดยผ่านแว่นแก้วใสของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

การกลับเข้าไปเกี่ยวข้องอีกครั้งในฐานะ "ผู้ไกล่เกลี่ย" (mediator) ระหว่างคู่ความขัดแย้งที่สองนี้ จะช่วยเร่งสร้างอิทธิพลของประเทศสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง อันจะทำให้สหรัฐแก่ปัญหาทั้งการแพร่กระจายของอาวุธนิวเคลียร์ และการถอนตัวออกจากสมรภูมิรบในประเทศอิรักอีกด้วย

ในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช นับเป็นโอกาสอันดีของท่านที่จะสกัดกั้นแนวความคิดหัวอนุรักษนิยม (conservative) ของตนเอาไว้

อีกทั้งยังสามารถเพิ่มความนิยมชมชอบต่อตัวท่านได้

หน้า 16