หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
เหลียวหลังแลหน้า อัปรียสภา

บทความ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง ผู้จัดการ Online  วันที่  10 พฤศจิกายน 2547

ผมเขียนเรื่อง "อัปรียสภา" ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 15 มีนาคม 2544 นานพอเพียงที่ผมจะหลงลืม เมื่อ "เซี่ยงเส้าหลง" อ้างบทความนี้ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 5 พฤศจิกายน 2547 ผมกลับไปอ่านบทความนี้อีกครั้งหนึ่ง

ผมประเมินบทความที่ผมเขียนนี้แล้ว ย่อมมีความเห็นเป็นอื่นไปมิได้ นอกเสียจากว่า บทความนี้ยังทันสมัยอยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อมิให้นาร์ซิสซัส (Narcissus) เสียความรู้สึก ในเมื่อนาร์ซิสซัสนับถือผมเป็นพี่

ในบทความดังกล่าว ผมกล่าวถึงความผิดพลาดในการออกแบบรัฐธรรมนูญ(Constitutional Design) บนพื้นฐานที่ไม่ตรงต่อสภาพความเป็นจริงของสังคมการเมืองและธรรมชาติมนุษย์ สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องการให้วุฒิสภาเป็นเสาหลักในกระบวนการปฏิรูปการเมือง ด้วยเหตุดังนั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จึงให้อำนาจวุฒิสภาอย่างล้นเหลือ มิเพียงแต่มีอำนาจกลั่นกรองกฎหมายที่ผ่านจากสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น หากทว่ายังมีอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้บริหารราชการแผ่นดินระดับสูงอีกด้วย

สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 วาดฝันว่า วุฒิสมาชิกต้องอุดมด้วยคุณสมบัติ ทั้งคุณวุฒิภาวะด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยวุฒิและธรรมวุฒิ ผมตีความทั้งด้วยข้อเขียนและด้วยวาจาในหลายกรรมหลายวาระ นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีผลบังคับใช้ว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ต้องการ "อรหันต์" เป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นการคาดหวังที่มองข้ามธรรมชาติของมนุษย์

การออกแบบรัฐธรรมนูญ โดยไม่คำนึงถึงธรรมชาติของมนุษย์ยังปรากฏให้เห็นอีก เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรค (มาตรา 126 (1)) มิหนำซ้ำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 ยังห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาหาเสียงอีกด้วย (มาตรา 91) ประดุจว่า การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็ดี และการหาเสียงเลือกตั้งก็ดี จะทำให้สูญเสีย "พรหมจรรย์" ของ "อรหันต์"

หนทางเดียวที่จะได้ "อรหันต์" มาเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็แต่โดยการกำหนดให้ "อรหันต์" เป็นผู้คัดสรร "อรหันต์" ด้วยกัน เพราะมีแต่ "อรหันต์" เท่านั้น ที่ล่วงรู้ความเป็น "อรหันต์" ของกันและกันชนิดไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ปัญหาพื้นฐานของการคัดสรรสมาชิกวุฒิสภาตามวิธีการนี้อยู่ที่การแสวงหา "อรหันต์" ในเบื้องต้น เพื่อทำหน้าที่คัดสรรดังกล่าว จะหา "อรหันต์" จากแห่งหนใดมาทำหน้าที่นี้

ในเมื่อการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเลือกหนทางแห่งการเลือกตั้ง และผู้มีสิทธิเลือกตั้งล้วนเป็นมนุษย์ปุถุชนผู้มีกิเลส ตัณหา และราคะ กระบวนการเลือกตั้งจึงมิอาจกรอง "อรหันต์" ให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาเฟีย ผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่นผู้ที่มีประวัติประกอบกิจกรรมเศรษฐกิจใต้ดิน สามารถเล็ดลอดเข้าไปเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ อันมิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกระบวนการปฏิรูปการเมือง นอกจากนี้ ยังมีการใช้ประโยชน์เครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีกับพรรคการเมืองในการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง แม้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีบทบัญญัติห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรค แต่การณ์ปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นวุฒิสมาชิกจำนวนมากมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองต่างๆ อย่างแน่นแฟ้น บางคนเคยมีประวัติเป็นสมาชิกพรรคการเมืองบางพรรคมาก่อน บางคนเคยเป็น ส.ส.ที่มีพรรคต้นสังกัด อีกบางคนเป็นสามีภริยา หรือญาติสนิท ส.ส.มิพักต้องกล่าวถึงการหาเสียง การซื้อเสียงและการทุจริตในการเลือกตั้ง ทั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจับได้ไล่ทัน และที่จับมิได้ไล่มิทัน

นับตั้งแต่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2543 เป็นต้นมา วุฒิสภา "พัฒนา ถึงขั้นมีการแตกกลุ่มอย่างชัดเจนหลายกลุ่ม มีทั้งกลุ่ม ส.ว.ที่สังกัดพรรคโดยพฤตินัย และกลุ่ม ส.ว.อิสระที่ไม่มีพรรคสังกัด ในกลุ่ม ส.ว.สังกัดพรรค มีทั้งที่สัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคไทยรักไทย

ผมให้คำทำนายในรายงานวิจัยเรื่อง "เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ : บทวิเคราะห์รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540" ว่า พรรคการเมืองขนาดใหญ่จะคืบคลานเข้าไปยึดพื้นที่ในวุฒิสภา แม้จะมีข้อห้ามวุฒิสมาชิกสังกัดพรรคก็ตาม เพราะเป็นธรรมชาติที่พรรครัฐบาลจักต้องพยายามยึดกุมวุฒิสภาเพื่อเสถียรภาพของรัฐบาลเอง ความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิสมาชิกกับพรรครัฐบาลเป็นความสัมพันธ์สองทิศทาง ในด้านหนึ่ง พรรครัฐบาลย่อมต้องการวุฒิสมาชิกเป็นฐาน ในอีกด้านหนึ่ง วุฒิสมาชิกย่อมต้องการผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองจากพรรครัฐบาล ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ในช่วงเวลากว่า 3 ขวบปีที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทยรุกคืบเข้าไปยึดพื้นที่ในวุฒิสภาได้มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ จนสื่อมวลชนสามารถแยกแยะกลุ่ม ส.ว.ไทยรักไทยได้โดยชัดเจน แม้จะมิได้สังกัดพรรคไทยรักไทยโดยนิตินัย เนื่องจากมีข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็สังกัดพรรคไทยรักไทยโดยจิตวิญญาณ

การก่อเกิดกลุ่ม ส.ว.ไทยรักไทย นำมาซึ่งกระบวนการองครักษ์พิทักษ์ไทยรักไทย และองครักษ์พิทักษ์ทักษิณด้วย นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ อันเป็นผลจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ทั้งนี้ปรากฏว่า ก่อนการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกปี 2543 ไม่มีกลุ่มองครักษ์พิทักษ์พรรคในวุฒิสภา กลุ่มองครักษ์เหล่านี้มีเฉพาะแต่ในสภาผู้แทนราษฎร และนอกรัฐสภา

การก่อเกิดกระบวนการองครักษ์พิทักษ์ไทยรักไทย และองครักษ์พิทักษ์ทักษิณในวุฒิสภา สร้างความร้าวฉานอย่างรุนแรงในวุฒิสภา เพราะทุกครั้งที่มีการอภิปรายในวุฒิสภาเพื่อวิพากษ์รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี กลุ่มองครักษ์เหล่านี้จะปฏิบัติการก่อกวนการอภิปรายด้วยวิธีการนานัปการ เพื่อให้ "เข้าตา" นายที่นั่งอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ด้วยเหตุดังนี้ ความตึงเครียดภายในวุฒิสภาจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีตรีคูณ ภายใต้สภาวการณ์ดังกล่าวนี้ ประชาสังคมย่อมมิอาจคาดหวังได้ว่า วุฒิสภาจะเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการปฏิรูปการเมือง เพราะแม้แต่การทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลยังมิอาจทำได้ ในเมื่อมีกระบวนการทอนกำลังและทอนปัญญาภายในวุฒิสภาเช่นนี้

ในฐานะพลเมือง ผมติดตาม "พัฒนาการ" ของวุฒิสภาอยู่ห่างๆ กระนั้นก็ตาม ผมรู้สึกได้ถึงความตึงเครียดและความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงตามลำดับ จนสำเหนียกว่า ความขัดแย้งต้องถึงจุดแตกหักไม่วันหนึ่งก็วันใด การใช้กำลัง "ระงับ" ความขัดแย้งระหว่างวุฒิสมาชิกภายในรัฐสภาเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2547 เกิดขึ้นช้ากว่าที่ผมคิด ผมไม่ต้องการฟันธงว่า ใครถูกใครผิด แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า วุฒิสภาภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 อยู่ในโครงสร้างที่มีความรุนแรง จะระงับความรุนแรงนี้ได้ก็ต้องทำลายโครงสร้างแห่งความรุนแรงนั้นเสีย

กฎกติกาในรัฐสภามีส่วนโหมไฟแห่งความรุนแรง และทั้งทอนกำลังและทอนปัญญาของรัฐสภาเอง กฎกติกาที่กำหนดว่า ผู้ที่ถูกอภิปรายพาดพิงมีสิทธิอภิปรายตอบโต้โดยฉับพลันนั้น มีส่วนขับดันการก่อเกิดและเติบโตของกระบวนการองครักษ์พิทักษ์พรรค และองครักษ์พิทักษ์นาย และใช้กฎกติกาดังกล่าวนี้ก่อกวนการอภิปรายของฝ่ายตรงกันข้ามได้โดยง่าย น่าประหลาดนักที่เหล่านักเลือกตั้งไม่คิดแก้ไขกฎกติกาลักษณะนี้

ผมมีความเห็นว่า การอภิปรายเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่ของรัฐสภา กฎกติกาในรัฐสภาควรจะเกื้อกูลให้การอภิปรายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้อภิปรายควรจะสามารถอภิปรายได้อย่างเต็มที่จนจบสิ้นกระบวนความ ไม่ควรถูกขัดจังหวะ หากมีการอภิปรายพาดพิง ให้ผู้ที่ถูกพาดพิงสามารถใช้สิทธิในการอภิปรายได้ภายหลังจากผู้อภิปรายท่านแรกอภิปรายจบสิ้นกระบวนความแล้ว

การขัดจังหวะการอภิปรายโดยอ้างอิงสิทธิการถูกพาดพิง ส่วนใหญ่มีเป้าประสงค์ในการทำลายประสิทธิภาพการอภิปรายของฝ่ายตรงข้าม แต่การขัดจังหวะเช่นนี้ย่อมสร้างความขุ่นเคืองใจ และเป็นเหตุให้บรรยากาศในรัฐสภาระอุด้วยความขัดแย้ง

วุฒิสภาถูกออกแบบโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ให้เป็นจักรกลสำคัญในกระบวนการปฏิรูปการเมือง ผมเขียนไว้ในบทความเรื่อง "อัปรียสภา" ว่า "...ไม่เพียงแต่วุฒิสภามิอาจทำหน้าที่ตามความคาดหวังได้เท่านั้น หากทว่าความโสโครกภายในวุฒิสภาทำให้การชะล้างความโสโครกของวุฒิสภากลายเป็นงานสำคัญของกระบวนการปฏิรูปเสียเอง..."