หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี : กับกฎหมายวิชาชีพบัญชีฉบับใหม่(เอี่ยม)

คอลัมน์ คลื่นความคิด  โดย สกล หาญสุทธิวารินทร์   มติชนรายวัน  วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9741

เมื่อกล่าวถึงผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ส่วนใหญ่จะเข้าใจและหมายถึงผู้ประกอบอาชีพหลักสองอาชีพคือ ผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี แต่ความจริงยังรวมถึงอาชีพที่เกี่ยวกับการบัญชีอีกหลายแขนง เช่น การเป็นผู้บริหารหรือวางแผนด้านบัญชี

แต่เดิมกฎหมายหลักที่ควบคุมกำกับการดูแลผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่เป็นอาชีพหลักใหญ่สองอาชีพดังกล่าวคือ ผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี คือ พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 และพระราชบัญญัติผู้สอบบัญชี พ.ศ.2505

ในปัจจุบัน มีกฎหมายที่ควบคุมกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีฉบับใหม่ออกใช้บังคับแล้ว นั่นคือ พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2547 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2547 ซึ่งถือเป็นวันดี เพราะตรงกับวันปิยมหาราช

หลักการของกฎหมายฉบับใหม่เปลี่ยนแปลงไปจากกฎหมายเดิมค่อนข้างมาก หลักการที่สำคัญอาจสรุปได้ ดังนี้

1.กำหนดให้มีสภาวิชาชีพบัญชี มีฐานะเป็นนิติบุคคล หลักการให้มีการควบคุมดูแลกันเอง คล้ายคลึงกับสภาวิชาชีพอื่นๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เช่น แพทยสภา สภาทนายความ เป็นต้น โดยสภาวิชาชีพบัญชี มีอำนาจหน้าที่โดยสรุป ดังนี้

-กำหนดมาตรฐานและจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

-ควบคุมการประกอบวิชาชีพโดยรับขึ้นทะเบียนออกใบอนุญาต ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีบางด้าน

-ออกข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี

-กำหนดคุณสมบัติ คุณวุฒิการศึกษาของผู้ประกอบวิชาชีพ

-กำหนดให้มีคณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีภายใต้สภาวิชาชีพ เพื่อพิจารณากำหนดมาตรฐานการบัญชีและจัดทำมาตรฐานการบัญชี

-ควบคุมความประพฤติ จรรยาบรรณของสมาชิกและผู้ประกอบวิชาชีพ

2.กำหนดให้มีคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชี

ในระยะเริ่มแรกให้คณะกรรมการสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชี จนกว่าคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติสภาวิชาชีพบัญชีจะเข้ารับหน้าที่ โดยให้นายกสมาคมเป็นนายกสภาวิชาชีพบัญชีไปก่อน

3.ถึงแม้จะจัดตั้งเป็นสภาวิชาชีพบัญชี ก็มิได้หมายความว่าจะอิสระปราศจากการกำกับดูแลของทางราชการโดยสิ้นเชิง เพราะสภาวิชาชีพบัญชียังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับดูแลการประกอบวิชาชีพบัญชี ซึ่งมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้แทนโดยตำแหน่ง และมีกรรมการประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และสถาบันภาคเอกชน 3 สถาบัน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 3 คน

4.การควบคุมการประกอบวิชาชีพบัญชี

4.1 ความหมายของการประกอบวิชาชีพบัญชี กฎหมายใหม่ให้ความหมายไว้ คือ การประกอบวิชาชีพด้าน (1)การทำบัญชี (2)การสอบบัญชี (3)การบัญชีบริหาร (4)การวางระบบบัญชี (5)การบัญชีภาษีอากร (6)การศึกษาและเทคโนโลยีการบัญชี (7)การบริการเกี่ยวกับการบัญชีด้านอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

4.2 วิชาชีพการบัญชีที่ถูกควบคุม

วิชาชีพการบัญชีที่ถูกควบคุมตามกฎหมายใหม่ มีดังนี้

(1) วิชาชีพด้านการสอบบัญชี ต้องได้รับอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชีก่อน จากเดิมที่ต้องขออนุญาตจาก ก.บ.ช.เป็นต้องขออนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี

สำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายเดิม ก็ให้ถือว่าเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมายใหม่ จนกว่าใบอนุญาตเดิมจะหมดอายุหรือถูกเพิกถอน คือยังปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้สอบบัญชีต่อไปได้

(2) วิชาชีพด้านทำบัญชี

เดิมผู้ทำบัญชีไม่ถูกควบคุม เพียงแต่ต้องมีคุณสมบัติ คุณวุฒิด้านการศึกษาตามที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 แต่ตามกฎหมายใหม่ผู้ทำบัญชีเป็นวิชาชีพที่ถูกควบคุมตามกฎหมาย

จากการควบคุมมีผลต่อผู้ทำบัญชี คือ

ก.ต้องไปสมัครเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี หรือ

ข.หากไม่อยากเป็นสมาชิก ก็ต้องไปขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชี

(3) การประกอบวิชาชีพด้านบัญชี นอกจากผู้สอบบัญชีและผู้ทำบัญชีแล้ว ต้องมีพระราชกฤษฎีกาออกมากำหนดว่าวิชาชีพด้านบัญชีด้านใดอีกที่จะต้องถูกควบคุม

5.การประกอบกิจการให้บริการวิชาชีพบัญชีด้านที่ถูกควบคุม จะต้องจดทะเบียนต่อสภาวิชาชีพบัญชี โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญ คือ ต้องจัดให้มีหลักประกันความรับผิดต่อบุคคลที่สาม กำหนดคุณสมบัติบางประการของผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล และความรับผิดของนิติบุคคล

ขณะนี้มีวิชาชีพด้านบัญชีที่ถูกควบคุมมีเพียงสองด้าน คือ ผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี ดังนั้นสำนักงานบัญชีที่เป็นนิติบุคคล รับทำบัญชี และสอบบัญชี ต้องจดทะเบียนต่อสภาวิชาชีพบัญชีด้วย โดยต้องจดทะเบียนภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2547

6.จรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี

ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีทุกด้านไม่ว่าจะเป็นวิชาชีพที่ถูกควบคุมหรือไม่ก็ตาม ต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณ และต้องปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานการบัญชี มาตรฐานการสอบบัญชี และมาตรฐานอื่นตามที่กำหนดในกฎหมาย

การไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณ มีโทษสูงสุดถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต เพิกถอนการขึ้นทะเบียน ขับจากการเป็นสมาชิก ถูกระงับการประกอบวิชาชีพ

=ผลกระทบในระยะแรกและระยะคาบเกี่ยวของการใช้กฎหมายใหม่

จากการพิจารณาบทบัญญัติของกฎหมายใหม่ รวมทั้งขั้นตอนการปฏิบัติ พบว่ายังมีความไม่สมบูรณ์ ตลอดจนผลกระทบที่พึงมี สรุปที่สำคัญคือ

(1) การดำเนินการสอบ ผลการสอบเพื่อขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของ ก.บ.ช.ที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ จนถึงขั้นออกใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ไม่ปรากฏว่ามีบทเฉพาะกาลรองรับโดยชัดแจ้งให้โอนไปให้สภาวิชาชีพบัญชีดำเนินการต่อไป แต่เมื่อพิจารณาจากหลักการของกฎหมายที่ต้องรองรับคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่มีอยู่แล้วตามกฎหมายเก่า จึงเป็นเรื่องที่ทาง ก.บ.ช.สามารถดำเนินการประสานงานทางด้านปฏิบัติกับสภาวิชาชีพบัญชี เพื่อดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปได้

(2) เรื่องการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพทำบัญชีที่จะต้องไปเป็นสมาชิก หรือขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชี ไม่มีบทเฉพาะกาลให้ระยะเวลาในการดำเนินการไว้ หากจะตีความตามตัวอักษร ผู้ทำบัญชีทุกคนจะต้องไปสมัครเป็นสมาชิกหรือขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชี ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2547 มิฉะนั้นจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในระหว่างนี้

กฎหมายกำหนดให้การขึ้นทะเบียนเป็นไปตามข้อบังคับของสภาวิชาชีพบัญชี จึงต้องรอให้ออกข้อบังคับก่อน ส่วนในปัจจุบันก็ให้กำหนดระยะเว้นวรรคให้ผู้ทำบัญชีมีเวลาเตรียมตัวและไปดำเนินการขึ้นทะเบียน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัด

(3) ตามพระราชบัญญัติบัญชี พ.ศ.2543 ก็ให้มีการกำหนดคุณวุฒิของผู้ทำบัญชีไว้ กฎหมายใหม่ก็มีการกำหนดคุณวุฒิการศึกษาของผู้ทำบัญชีไว้ ฉะนั้นคงต้องประสานกันในทางปฏิบัติ อย่าให้มีการกำหนดคุณวุฒิที่เหมือนกัน มิฉะนั้นจะมีปัญหาในทางปฏิบัติตามมา

(4) ควรทำความเข้าใจกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างผู้รับผิดชอบกฎหมายทั้งสองฉบับจะดีไหมว่า พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 มุ่งเน้นควบคุมกำกับดูแลการทำบัญชีของผู้ประกอบธุรกิจ ส่วนพระราชบัญญัติวิชาชีพการบัญชี พ.ศ.2547 มุ่งเน้นกำกับการดูแลผู้ประกอบวิชาชีพด้านบัญชี

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น เชื่อว่าผู้ประกอบวิชาชีพด้านบัญชี ซึ่งโดยธรรมชาติเป็นผู้ละเอียดลออ รอบคอบ จนเป็นที่เรียกขานกันว่า คุณหญิงละเอียด คุณนายลออคงจะมองเห็นประเด็นปัญหา และช่วยกันประสานทางปฏิบัติระหว่าง ก.บ.ช.เดิม กับสภาวิชาชีพแห่งใหม่ได้แน่นอน

หน้า 20