หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002

แบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก ฉันทามติแห่งวอชิงตัน

และวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย 2540*

(The East Asian Development Model, Washington Consensus

and Asian Financial Crisis)

อนุวัฒน์ ชลไพศาล**  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  http://www.people.umass.edu/pokpongj/Interest/interest_acad_04.htm

 

1 บทนำ

 

The battle of economic ideas, as McCloskey (1998) has argued, is fought to a significant extent with rhetoric. The use of a term with dual meanings and strong ideological overtones can therefore pose serious dangers not only of misunderstanding but also of inadvertently prejudicing policy objectives.

John Williamson (2000: 252)

 

ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ทั้งด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่ากลุ่มประเทศอื่นๆ ประกอบกับภาวะการกระจายรายได้ที่ดีขึ้นในระหว่างปี 2508-2533 และวิกฤติการณ์การเงินของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียที่เริ่มต้นในปี 2540 เป็นสองปรากฏการณ์สำคัญในศตวรรษ 2500

ทั้งสองปรากฏการณ์ทำให้เกิดความพยายามในชุมชนวิชาการเศรษฐศาสตร์ที่จะแสวงหาคำอธิบาย และสร้างวิวาทะในชุมชนเศรษฐศาสตร์ เนื่องมาจากคำอธิบายสองปรากฏการณ์ดังกล่าวที่ต่างกัน

เมื่อพิจารณาคำอธิบายสาเหตุแห่งความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกระหว่างปี 2508-2533 อาจกล่าวได้ว่ามีคำอธิบายที่ต่างกันอย่างน้อย 3 ชุดคำอธิบาย คือ

คำอธิบายชุดแรก ผลิตจากชุมชนวิชาการเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก และองค์กรการเงินระหว่างประเทศอันได้แก่ ธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) เสนอคำอธิบายว่า ความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เป็นผลจากการดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ (Neo-Liberalism) ความมีประสิทธิภาพของนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ถูกต้องตามทรรศนะของฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) ประสิทธิภาพของตลาดเสรี และบทบาทอันจำกัดของภาครัฐบาล โดยมีวาระวิจัย World Bank (1991) และ World Bank (1993) เป็นงานศึกษาหลักตัวแทนคำอธิบายชุดแรก

คำอธิบายชุดที่สอง ผลิตจากชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักและผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาคเอเชียตะวันออก กลุ่มที่สองเสนอชุดคำอธิบายความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ที่แตกต่างจากกลุ่มแรกอย่างชัดเจน

ประเด็นเรื่องความล้มเหลวของระบบตลาด (Market Failure) ความมีประสิทธิภาพในการแทรกแซงจากภาครัฐบาล การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐบาลและกลุ่มธุรกิจเอกชน และระบบความเชื่อแบบเอเชีย (Asian Value) ถูกใช้เป็นเหตุผลหลักในการอธิบายถึงความสำเร็จ ขณะเดียวกัน ข้อเท็จจริงเรื่องการแทรกแซงจากภาครัฐ ทั้งในกรณีของการให้แรงจูงใจทางการเงินการคลังต่อบางภาคอุตสาหกรรมของกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (Ministry of International Trade and Industry: MITI) ในประเทศญี่ปุ่น และความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐบาลและกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรม (Chaebol) ในประเทศเกาหลีใต้ มักถูกหยิบยกมาเป็นกรณีโต้แย้งคำอธิบายชุดแรก

งานของ Chalmers Johnson (1995) เรื่อง Japan: Who Govern?: The Rise of the Developmental State และ Robert Wade (1990) เรื่อง Governing the Market: Economic Theory and the Role of Government in East Asian Industrialization ถือเป็นงานบุกเบิกตัวแทนคำอธิบายจากกลุ่มที่สอง ขณะที่ Peter Evans (1995) เรื่อง Embedded Autonomy และ Dani Rodrick (1993) เรื่อง Information Sharing จัดเป็นงานศึกษาหลักตัวแทนวิวาทะจากกลุ่มที่สอง

คำอธิบายชุดสุดท้าย เสนอโดย Paul Krugman จากบทความเรื่อง The Myth of Asian’s Miracle ในปี 2537 Krugman อธิบายปรากฏการณ์ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกผ่านแบบจำลองการเจริญเติบโตของกลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Neoclassical Growth Model) บทวิเคราะห์ลักษณะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกของ Krugman (1994) ชี้ความแตกต่างระหว่าง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอันมีผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Intensive Growth) และ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอันมีผลจากการเพิ่มปัจจัยการผลิต (Extensive Growth) โดย Krugman (1994) แย้งว่า อัตราการเจริญเติบโตที่สูงของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกหาใช่ “ความมหัศจรรย์” (Miracle) ดังที่ World Bank (1993) กล่าวอ้าง แต่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง สามารถอธิบายจากระดับการออมที่สูง การเพิ่มอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องของปัจจัยการผลิตที่เป็น แรงงาน และทุน (Extensive growth) โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกสนับสนุนจากการย้ายฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ คำอธิบายชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มปัจจัยแรงงาน และทุน โดยปราศจากการเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการผลิต (Total Factor Productivity) จะนำไปสู่การชะลอตัวของอัตราการเจริญเติบโตของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกในอนาคต

 

เมื่อพิจารณางานศึกษาช่วงหลังวิกฤติการณ์การเงินของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ถึงปัจจุบัน (เมษายน 2546) มีวิวาทะในชุมชนวิชาการเศรษฐศาสตร์ในประเด็นใหม่ที่หลากหลายมากขึ้น

เริ่มจากการพัฒนาแบบจำลองทางทฤษฎีเพื่ออธิบายสาเหตุของการเกิดวิกฤติการณ์การเงิน [1]

แบบจำลองรุ่นที่ 1 (The First Generation Model) เสนอโดย Krugman (1979) อธิบายสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินจากความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐานในระบบเศรษฐกิจ (Fundamental Weakness) และการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ผิดพลาด (Macroeconomic Policies Mismanagement) สู่แบบจำลองรุ่นที่สอง (The Second Generation Model) เสนอโดย Obstfeld (1994) อธิบายถึงสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินอันเกิดจากการคาดการณ์ต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจโดยปราศจากความอ่อนแอของปัจจัยพื้นฐาน (Self-fulfilling without Fundamental Weakness) อันนำไปสู่ความเป็นไปได้ที่ระบบเศรษฐกิจจะมีดุลยภาพมากกว่าหนึ่งจุด (Multiple Equilibria) และ แบบจำลองรุ่นที่สาม (The Third Generation Model) เสนอโดย Krugman (1996) พัฒนาแบบจำลองรุ่นที่สองโดยเพิ่มการพิจารณาเรื่องข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร (Asymmetric Information) ปัญหา Moral Hazard และ Herding Behavior

 

ในบริบทของสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย 2540 สามารถแบ่งแยกสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินเป็นสองมุมมองในประเด็นถกเถียงที่ต่างกัน

มุมมองแรก อธิบายสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินผ่านปัจจัยภายในภูมิภาคเอเชียที่ควบคุมได้ (Endogenous Factors) คำอธิบายมุมมองแรกเห็นว่า สาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินเอเชียเกิดจากลักษณะความสัมพันธ์ภายในประเทศของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก (Home Grown) การจัดสรรทรัพยากรที่ไร้ประสิทธิภาพอันมีสาเหตุจากระบบทุนนิยมพวกพ้อง (Crony Capitalism) และ ปัญหา Moral Hazard

มุมมองที่สอง อธิบายสาเหตุของวิกฤติการณ์การเงินผ่านปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ (Exogenous Factors) คำอธิบายมุมมองแรกเห็นว่า ประเด็นถกเถียงหลักควรเป็น เรื่องความสมเหตุสมผลทางวิชาการของฉันทมติแห่งวอชิงตัน ข้อจำกัดของยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ (Neo-Liberalism) ผลของกระบวนการโลกานุวัตร (Globalization) ต่อความตื่นตระหนก (Financial Panic) และการแพร่กระจาย (Contagion) ของวิกฤติการณ์การเงินจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง ความไร้เสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Instability) อันเนื่องมาจากการผ่อนคลายข้อจำกัดทางการเงินและแนวนโยบายเสรีนิยมทางการเงินระหว่างประเทศ ข้อเสนอเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศใหม่ (New International Financial Architecture: NIFA) ข้อเสนอเรื่องสถาปัตยกรรมการเงินเอเชีย (Asian Financial Architecture) Post-Washington Consensus บทบาทอันเหมาะสมขององค์กรการเงินระหว่างประเทศในการให้ความช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาวิกฤติการณ์การเงิน และท้ายสุดคือนัยของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกในอนาคต

 

งานศึกษาชิ้นนี้มีลักษณะเป็นการสำรวจสถานะความรู้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอ และทำความเข้าใจวิวาทะข้างต้น ทั้งในบริบทของช่วงก่อนและหลังวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ใน 6 ประเด็น ต่อไปนี้

ในช่วงก่อนวิกฤติการณ์การเงิน 2540

ประเด็นที่หนึ่ง คือ วิวาทะว่าด้วยแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก เสนอคำอธิบาย เหตุผลสนับสนุน และนัยเชิงนโยบายจากสองชุดคำอธิบายคือ ชุดคำอธิบายจากชุมชนเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก และชุดคำอธิบายโต้แย้งจากชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก

ประเด็นที่สอง คือ วิวาทะว่าด้วยฉันทมติแห่งวอชิงตัน เสนอสาระสำคัญของฉันทมติแห่งวอชิงตันในฐานะของ 10 เครื่องมือนโยบาย (10 Policy Instruments) วิวาทะระหว่างฉันทมติแห่งเคนส์ (Keynesian Consensus) กับฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) ว่าด้วยแนวคิดพื้นฐานในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาค และอิทธิพลของฉันทมติแห่งวอชิงตันต่อแนวนโยบายเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแนวทางเสรีนิยมทางการเงิน (Financial Liberalization)

ในช่วงหลังวิกฤติการณ์การเงิน 2540

ประเด็นที่สาม คือ วิวาทะว่าด้วยการพัฒนาตามแนวทางเสรีนิยมสมัยใหม่เป็นต้นเหตุของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 หรือไม่? วิวาทะพื้นฐานว่าด้วย Fallacy of Composition ความสัมพันธ์ระหว่างยุทธศาสตร์การพัฒนาตามแนวทางเศรษฐกิจเสรีนิยมสมัยใหม่ต่อวิกฤติการณ์การเงิน 2540 และสมมติฐานว่าด้วย Kicking Away the Ladder

ประเด็นที่สี่ คือ วิวาทะว่าด้วยกระบวนการโลกานุวัตรเป็นต้นเหตุของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 หรือไม่? เสนอประเด็นเรื่องความไร้เสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Instability) ข้อเสนอเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรมการเงินระหว่างประเทศใหม่ (New International Financial Architecture: NIFA) และข้อเสนอเรื่องสถาปัตยกรรมการเงินเอเชีย (Asian Financial Architecture)

ประเด็นที่ห้า คือ วิวาทะว่าด้วยระบบทุนนิยมเอเชีย เสนอวิวาทะระหว่าง Home-Grown Thesis และ Anti–Home Grown Thesis และวิวาทะว่าด้วยความสมเหตุสมผลของเงื่อนไขผูกพันเงินกู้ (Policy Conditionality) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

ประเด็นสุดท้าย คือ นัยของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 เกี่ยวกับยุทธศาสตร์การพัฒนา

บทสรุปเสนอนัยของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ต่อ 2 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรกคือ การเปิดเสรีทางการเงิน โดยให้ความสนใจเรื่องภาวะข้อมูลข่าวสารไม่สมมาตร (Asymmetric Information) ในตลาดการเงิน และตั้งคำถามในประเด็นของเงื่อนไข (Condition) ลำดับ (Sequence) และขนาดของการเปิดเสรีทางการเงินที่เหมาะสม (Optimal Degree of Openness)

ประเด็นที่สองคือ บทบาทของสถาบันและรัฐบาล (Role of Institution and Government) ในการกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ

 

2 วิวาทะว่าด้วยแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก

 

ช่วงก่อนเกิดวิกฤติการณ์การเงิน 2540 วิวาทะว่าด้วยแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก เกิดขึ้นเนื่องจากคำอธิบายที่ต่างกันถึงสาเหตุของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก [2] ระหว่างปี 2508-2533

ความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเริ่มต้นจากความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โดยเฉพาะช่วงปี 2493-2516 อันเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดโดยมีภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคเศรษฐกิจหลัก และเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของกลุ่มประเทศต่างๆ ระหว่างปี 2508–2539 พบว่า กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกมีอัตราการเจริญเติบโตในแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นและสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศอื่น (ดูตารางที่ 1)

ตารางที่ 1

การเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของกลุ่มประเทศต่างๆ

ระหว่างปี 2508-2539

กลุ่มประเทศ/ประเทศ

2508-2523

2523-2532

2533-2539

กลุ่มประเทศรายได้ต่ำ

4.8

2.9

1.4

จีน

6.8

10.2

12.9

อินเดีย

3.6

5.8

3.8

กลุ่มประเทศรายได้ระดับกลาง

6.3

2.2

0.2

ลาตินอเมริกา

6.0

1.7

3.6

เอเชียใต้

3.6

5.7

3.9

เอเชียตะวันออก

7.3

7.9

9.4

กลุ่มประเทศรายได้ระดับกลาง และต่ำ

5.9

3.1

1.9

กลุ่มประเทศรายได้สูง

3.8

3.2

1.7

สหรัฐอเมริกา

2.7

3.0

2.5

ญี่ปุ่น

6.6

4.1

1.2

เยอรมัน

3.3

2.2

1.1

โลก

4.1

3.1

1.8

ที่มา: Singh (1998a)

หมายเหตุ: การจัดกลุ่มรายได้ยึดตามรายได้ประชาชาติต่อประชากรในปี 2537 ดังนี้

กลุ่มประเทศรายได้ต่ำ หมายถึง กลุ่มประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อประชากร น้อยกว่าหรือเท่ากับ 725 ดอลลาร์สหรัฐฯ

กลุ่มประเทศรายได้ระดับกลาง หมายถึง กลุ่มประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อประชากร น้อยกว่าหรือเท่ากับ 8955 ดอลลาร์สหรัฐฯ

กลุ่มประเทศรายได้สูง หมายถึง กลุ่มประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อประชากร มากกว่าหรือเท่ากับ 8956 ดอลลาร์สหรัฐฯ

 

เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศภายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกด้วยกันเองพบว่า อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสิงคโปร์สูงที่สุด (ดูตารางที่ 2) ข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้ Milton Friedman เปรียบเทียบการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ ว่าเป็น “สวรรค์ของ Adam Smith” โดยมีนัยว่า สิงคโปร์เป็นตัวอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยปราศจากการแทรกแซงจากภาครัฐ

ตารางที่ 2

การเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก

ระหว่างปี 2513–2539

ประเทศ

2513-2522

2523-2532

2533-2539

ฮ่องกง

9.2

7.5

5.0

สิงคโปร์

10.4

8.2

8.3

ไต้หวัน

10.2

8.1

6.3

เกาหลีใต้

9.3

8.0

7.7

มาเลเซีย

8.0

5.7

8.8

ไทย

7.3

7.2

8.6

อินโดนีเซีย

7.8

5.7

7.2

จีน

7.5

9.3

10.1

ที่มา: Singh (1998a)

เหตุใดกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกจึงมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงอย่างมีเสถียรภาพระหว่างปี 2508-2533 คือคำถามหลักในช่วงก่อนวิกฤติการณ์การเงิน 2540

เพื่อทำความเข้าใจวิวาทะว่าด้วยแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียตะวันออก งานศึกษาส่วนนี้เสนอ คำอธิบาย เหตุผลสนับสนุน และนัยเชิงนโยบายจากสองชุดความคิดอย่างหยาบ [3] คือ

2.1 คำอธิบายจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Neoclassical Explanation)

วาระวิจัย World Bank (1991) และ World Bank (1993) เป็นงานศึกษาหลักตัวแทนคำอธิบายจากกลุ่มแรก

World Bank (1991; 1993) ยกย่องความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกทั้งในด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง และภาวะการกระจายรายได้ที่ดีขึ้นในระหว่างปี 2508-2533 เป็นความมหัศจรรย์แห่งเอเชียตะวันออก (The East Asia Miracle) โดยช่วงก่อนเกิดวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ก่อเกิดสมมติฐานว่า กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาอื่น เช่น ลาติน อเมริกา และ อัฟริกา จะสามารถนำยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก มาเป็นแบบจำลอง (Development Model) ในการพัฒนาเศรษฐกิจได้หรือไม่

World Bank (1991; 1993) เสนอคำอธิบายว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก สามารถอธิบายจากความมีประสิทธิภาพของตลาดเสรี นโยบายอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการส่งออก (Export-Oriented Industrialization) และการที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกดำเนินยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เรียกว่า Market Friendly Strategy [4] อันประกอบด้วยสาระสำคัญ 3 ประการ (Singh 1998a: 5) คือ

1. รัฐบาลจะแทรกแซงการทำงานของระบบตลาดเฉพาะในกรณีที่ภาคเอกชนไม่มีความสามารถที่จะทำได้ (Intervention Reluctantly)

2. การแทรกแซงการทำงานของระบบตลาดมีการตรวจสอบและควบคุม (Check and Balance) และ

3. การแทรกแซงของรัฐบาลเป็นไปด้วยความโปร่งใส (Transparent)

รัฐบาลเป็นตัวละครที่มีบทบาทจำกัด (Night Watchman) ในความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก บทบาทอันพึงประสงค์ของรัฐบาลคือ การกำหนดกรอบกฎหมาย และอำนวยสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อการทำงานของตลาด คำอธิบายแสดงให้เห็นว่า ประสิทธิภาพของตลาดเสรี นโยบายอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการส่งออก (Export-Oriented Industrialization) และความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) สามารถนำมาซึ่งอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และภาวะการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น

คำอธิบายดังกล่าวสอดคล้องกับคำขวัญของธนาคารโลกในช่วงต้นทศวรรษ 2510 ที่ว่า การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นผลดีต่อคนจน (Growth is good for the Poor)

งานของ Bhagwati (1978) Krueger (1978) และ Balassa (1982) ถูกยกมาสนับสนุนความสมเหตุสมผลของคำอธิบายดังกล่าว

เหตุผลสนับสนุนคำอธิบายของกลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลักสามารถอธิบายจาก

1. สมมติฐานเรื่องการคาดการณ์อย่างสมเหตุสมผลของหน่วยเศรษฐกิจ (Rational Expectation Hypothesis) กล่าวคือ แนวนโยบายควบคุมอุปสงค์มวลรวมภายในประเทศของรัฐบาลไม่ว่าเรื่องการกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาการว่างงาน หรือการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ตามแนวคิดของ Keynesian สามารถประสบผลในระยะสั้นเท่านั้นแต่ไม่ประสบผลในระยะยาว เนื่องจากในระยะยาวหน่วยเศรษฐกิจมีการปรับตัวอย่างถูกต้องเนื่องจากการคาดการณ์ที่สมเหตุสมผล เช่น เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยการเพิ่มรายจ่าย หรือลดภาษี หน่วยเศรษฐกิจที่มีการคาดการณ์สมเหตุสมผลสามารถคาดการณ์ว่าจะต้องถูกเก็บภาษีชดเชยในอนาคต และตัดสินใจออมเงินในปัจจุบัน ทำให้นโยบายกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ประสบผลในระยะยาว

2. สมมติฐานว่าด้วยแรงจูงใจทางเศรษฐกิจของรัฐบาล (Private Interest Hypothesis) รัฐบาลในมุมมองของกลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหาใช่ Social Welfare Maximizer หากประกอบด้วยกลุ่มของปัจเจกที่มีความต้องการส่วนตัวทางเศรษฐกิจ และพยายามดำเนินกลยุทธ์อันนำมาซึ่งอรรถประโยชน์ส่วนตัวหรือของกลุ่มสูงสุด

3. ความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ (Dead Weight Loss) การที่รัฐบาลแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทนระบบตลาดทำให้เกิดการบิดเบือนราคา (Price Distortion) การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Rent Seeking) อันนำไปสู่ความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ

คำอธิบายข้างต้น ทำให้กลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเสนอนัยเชิงนโยบายโดยมุ่งแสวงหาประโยชน์จากความมีประสิทธิภาพของตลาดเสรี การทำราคาให้ถูกต้อง (Getting the Price Right) กล่าวคือ กลไกราคาและความมีประสิทธิภาพของตลาดเสรี ทำให้ราคาสามารถแสดงถึงต้นทุนและความหามาได้ยากของทรัพยากร อันนำไปสู่ภาวะการจัดสรรทรัพยากรที่ดีที่สุด (Pareto Optimal Allocation)

 

2.2 วิวาทะจากเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก (Non-neoclassical Counterargument) [5]

 

งานของ Johnson (1995) เรื่อง Developmental State และ Wade (1990) เรื่อง Governing the Market ถือเป็นงานศึกษาบุกเบิก ขณะที่งานของ Evan (1995) เรื่อง Embedded Autonomy และ Rodrick (1993) เรื่อง Information Sharing ถูกจัดเป็นงานศึกษาหลักตัวแทนคำอธิบายจากชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก

ชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักโต้แย้งคำอธิบายเรื่อง East Asian Miracle จาก World Bank (1993) โดยอธิบายว่า แท้จริงแล้วความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกหาได้เกิดจากความมีประสิทธิภาพของตลาดเสรี และหน้าที่อันจำกัดของรัฐบาล ในทางตรงกันข้าม ความสำเร็จดังกล่าวสามารถอธิบายได้จากลักษณะเฉพาะของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเอง โดยรัฐบาลของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกมีบทบาทสำคัญอันก่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Development State thesis) กล่าวคือ รัฐบาลของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ไม่ใช่ Night Watchman แต่มีบทบาทในการดำเนินนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ลำดับของนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมถูกให้ความสำคัญ เช่น ดำเนินนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศแล้วจึงส่งเสริมการส่งออก รัฐบาลสร้าง Commitment ต่อภาคเอกชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรม ความสามารถของรัฐบาลในการให้แรงจูงใจและลงโทษ (Carrot and Stick) การคัดเลือกอุตสาหกรรมที่ได้รับการเกื้อหนุนจากรัฐบาล (Picking the Winner) นอกจากนี้ค่านิยมแบบเอเชีย (Asian Value) และระบบสัญญาการจ้างงานตลอดชีพ ถูกใช้เป็นเหตุผลประกอบคำอธิบายความสำเร็จดังกล่าว

แม้ว่าคำอธิบายจากชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักจะมีความแตกต่างและแนวคิดพื้นฐานหลากหลายแต่จุดร่วมของข้อโต้แย้งที่ชัดเจนคือ การพยายามเสนอข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐบาลเป็นตัวละครหลักที่มีบทบาทในการอธิบายความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกระหว่างปี 2508-2533

Developmental State Thesis เสนอโดย Chalmers Johnson ในปี 2538 Johnson (1995) ศึกษาประสบการณ์ความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศญี่ปุ่น โดยชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลมีบทบาทแทรกแซงและชี้นำภาคเอกชนในทิศทางการลงทุนอุตสาหกรรมที่เหมาะสม บทบาทของรัฐบาลมีส่วนส่งเสริมความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กและชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ มีผลทำให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่สองอย่างรวดเร็ว กรณีความสัมพันธ์ระหว่างภาคธุรกิจเอกชน ภาคการเงิน และกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม (Ministry of International Trade Industry: MITI) ถูกหยิบยกเป็นประจักษ์พยานยืนยันคำอธิบายดังกล่าว

Wade (1990) โต้แย้งคำอธิบายของชุมชนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเรื่องความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ซึ่งในที่นี้หมายถึง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน

Wade (1990) แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง 3 กรอบคำอธิบายความสำเร็จของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก คือ 1. The Free Market Approach (FM) 2. The Simulated Free Market Approach (SM) โดยเห็นว่า คำอธิบายโดย 2 กรอบความคิดข้างต้น ละเลยปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น ระบบความสัมพันธ์ทางการเมือง (Political System) และการเปลี่ยนแปลงทางสถาบัน (Institution Change)

Wade (1990) เสนอ Governing the Market Approach (GM) ในการอธิบายสาเหตุของความสำเร็จโดยชี้ให้เห็นว่า รัฐ [6] ของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกมีบทบาทส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม กำหนดทิศทางการลงทุน ออกใบอนุญาต (Licensing)คุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศผ่านการกีดกันทางการค้าทั้งรูปแบบภาษีและไม่ใช่ภาษี (Tariff and Non-tariff Barrier) พร้อมทั้งให้แรงจูงใจด้านภาษี (Tax Incentive) ขณะเดียวกัน ภาครัฐบาลสามารถสร้าง Commitment กับภาคธุรกิจเอกชนทำให้สามารถจำกัดการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ โดย Wade (1990)เห็นว่า ความมีประสิทธิภาพของภาครัฐในเอเชียตะวันออกถูกสนับสนุนโดยสมมติฐานที่ว่า รัฐในเอเชียตะวันออก ไม่มีลักษณะ Democratic State หากแต่มีความโน้มเอียงไปทาง Authoritarian State

ข้อสรุปเรื่อง Authoritarian State ของ Wade (1990) ก่อให้เกิดวิวาทะต่อมาว่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบใดที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความเชื่อที่ว่า ประเทศที่มีรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยจะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าประเทศที่มีรูปแบบการปกครองแบบอื่นเป็นจริงหรือไม่

Evans (1995) [7] เสนอ Embedded Autonomy thesis โดยศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของรัฐที่มีต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ของเกาหลีใต้ บราซิล และอินเดีย พบว่า บทบาทของรัฐในกรณีของเกาหลีใต้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของบราซิล และอินเดีย

บทวิเคราะห์บทบาทรัฐของ Evans (1995) เสนอกรอบแนวคิด ว่าด้วยความเป็นอิสระ (Autonomy) และการฝังตัว (Embeddedness) ของรัฐ โดยเริ่มจากความเป็นอิสระซึ่งหมายถึง การที่รัฐแสดงบทบาทในฐานะผู้กระทำ โดยการกระทำของรัฐอยู่เหนือแรงกดดันของกลุ่มผลประโยชน์ และมีจุดสนใจอยู่ที่ขีดความสามารถ (Capacity) ของระบบราชการ Evans (1995) อธิบายปัจจัยกำหนดขีดความสามารถของระบบราชการว่า เกิดจากการที่ระบบเอื้ออำนวยต่อการเป็นแหล่งรวบรวมข้าราชการที่มีความสามารถ เช่น การสอบคัดเลือกในระบบคุณธรรม (Meritocracy) ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการ ความสัมพันธ์เชิงกลุ่มของผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ระบบการจ้างงานที่มีความมั่นคงและค่าตอบแทนสูง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความสามารถของรัฐ

Evans (1995) เห็นว่า รัฐในกรณีของเกาหลีใต้ เป็นอิสระจากแรงกดดันของกลุ่มผลประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้นระบบราชการมีขีดความสามารถและสามารถจัดการกับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศได้ดีกว่า จึงสามารถประสบผลสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมได้ดีกว่าบราซิลและอินเดียซึ่งรัฐมีความเป็นอิสระและการฝังตัวน้อยกว่า

Rodrick (1993) เสนอ Strackelberg Thesis โดยอธิบายความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ และไต้หวัน ช่วงทศวรรษ 2500 ผ่านมุมมองของทฤษฎีเกม และการแบ่งปันข่าวสารข้อมูล Rodrick (1993) แสดงให้เห็นว่า การที่ภาครัฐบาลและกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมมีความสัมพันธ์ระยะยาว (Long term and repeated interaction) ทำให้เกิดการแบ่งปันข่าวสารข้อมูล และแรงจูงใจในการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐบาลและเอกชน อันนำไปสู่ความสามารถในการจัดสรรทรัพยากรระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ

เหตุผลสนับสนุนข้อโต้แย้งต่อคำอธิบายของชุมชนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักสามารถอธิบายจาก

1. วิธีการศึกษาของกลุ่มเศรษฐศาสตร์กระแสหลักละเลยปัจจัยสำคัญในการกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ เช่น ระบบการเมืองการปกครอง การเปลี่ยนแปลงทางสถาบัน [8]

2. ความล้มเหลวของกลไกตลาด (Market Failure) อันเนื่องจากความไม่สมบูรณ์และไม่สมมาตรของข้อมูลข่าวสาร (Imperfect and asymmetric information) ปัญหาสินค้าสาธารณะ (Public goods) ปัญหา Free rider และผลกระทบภายนอก (Externalities)

คำอธิบายข้างต้น ทำให้ชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักเสนอนัยเชิงนโยบายโดยมุ่งเน้น ทำสถาบันให้ถูกต้อง (Getting the Institution Right) และทำการแทรกแซงให้ถูกต้อง (Getting the Intervention Right) กล่าวคือ การแทรกแซงของรัฐบาลในกาละและเทศะที่ลำพังกลไกราคาไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การแทรกแซงที่ถูกต้องนำไปสู่ภาวะการจัดสรรที่ดีที่สุดเป็นอันดับสอง (Constrained-Pareto Optimal Allocation)

 

ข้อเสนอเรื่องการออกแบบสถาบัน (Institution design) ของชุมชนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลักได้รับความสนใจในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน และแม้แต่วาระวิจัยของธนาคารโลก [9] ในระยะหลังเริ่มเบนเข็มสู่ข้อสรุปที่ว่า ความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจโดยมุ่งเน้นการทำราคาให้ถูกต้อง (Getting the price right) เพียงด้านเดียว หาใช่เงื่อนไขที่เพียงพอของความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจ หากแต่การทำราคาให้ถูกต้องจำเป็นต้องควบคู่ไปกับการออกแบบสถาบันที่ถูกต้องด้วย ซึ่งคือ พัฒนาการของแนวคิดเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เคลื่อนจากรุ่นที่หนึ่งสู่รุ่นที่สอง (The First versus the Second Generation of Economic Reform)

 

3 ฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) [10]

 

หลังปรากฏการณ์ Stagflation (ปัญหาการว่างงานและปัญหาเงินเฟ้อเกิดพร้อมกัน) ในปี 2511 และวิกฤติการณ์น้ำมันระหว่างปี 2516-2517 ฉันทมติแห่งเคนส์ (Keynesian Consensus) เริ่มหมดความสามารถในการอธิบายและเสนอแนวนโยบายเพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) เริ่มเข้ามามีบทบาทในการนำเสนอแนวนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศต่างๆ

คำว่า ฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus) มีนัยว่า เป็นความคิดที่มีความเห็นพ้องกันในเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจและแนวนโยบายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระหว่างองค์กรต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในนครวอชิงตัน อันประกอบด้วย

1. รัฐบาลและหน่วยราชการอเมริกัน โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์

2. ธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ในนครวอชิงตัน ส่วนที่อยู่นอกวอชิงตัน คือ องค์กรการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) อเมริกาก็สามารถเข้าแทรกแซงได้

3. สถาบันวิชาการในนครวอชิงตัน เช่น Institute for International Economics, Brooking Institution และ American Enterprise Institution

4. กลุ่ม Lobbyist ในรัฐสภาอเมริกัน โดยเฉพาะกลุ่มทุนการเงิน Wall Street

จุดเริ่มต้นของคำว่า Washington Consensus มาจากบทความเรื่อง “What Washington Means by Policy Reform” โดย John Williamson เสนอต่อที่ประชุมสัมมนาเรื่องการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจในลาตินอเมริกาในปี 2533 เมื่อครบรอบ 10 ปี Williamson เขียนบทความอีกครั้งหนึ่งชื่อ “What Should the World Bank Think about the Washington Consensus?” ลงใน The World Research Observer ปี 2543 ในช่วงเวลา 10 ปี Williamson พบว่ามีการใช้ศัพท์ Washington Consensus อย่างแพร่หลายโดยที่ความหมายของคำแตกต่างจากบทความเดิมในปี 2533 [11]

Williamson เสนอ 10 เครื่องมือนโยบาย (10 Policy Instruments) สำหรับการปฏิรูปเศรษฐกิจลาตินอเมริกา ในบทความปี 2533 ดังต่อไปนี้

เครื่องมือที่หนึ่ง ว่าด้วยวินัยทางการคลัง (Fiscal Discipline) โดยเน้นลดการขาดดุลทางการคลัง (Fiscal deficit) มิได้ใช้ในความหมายแคบซึ่งเจาะจงให้หมายถึงการใช้งบประมาณสมดุล (Balanced budget) อันเป็นแนวนโยบายงบประมาณที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศพยายามนำเสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการ เพราะการใช้งบประมาณขาดดุล (Balance deficit) มีข้อด้อยคือ นอกจากสร้างแรงกดดันของเงินเฟ้อและบั่นทอนความมั่นคงทางการคลังแล้ว ยังทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current account) ขาดดุล อันนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ Williamson เสนอว่าการขาดดุลทางการคลังที่ไม่เกิน 2 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเป็นเรื่องยอมรับได้ในทางทฤษฏี

เครื่องมือที่สอง ว่าด้วยการจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายรัฐบาล (A redirection of public expenditure priorities)

ประการแรก รัฐบาลควรยกเลิกหรือลดการให้เงินอุดหนุน (Subsidy) เพราะการให้เงินอุดหนุนเกื้อกูลให้ความไร้ประสิทธิภาพดำรงอยู่ และยังบิดเบือนความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลใช้ดุลยพินิจ (Discretion) ในการให้เงินอุดหนุนอาจนำไปสู่พฤติกรรมการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ

ประการที่สอง รัฐบาลควรให้ความสำคัญในการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุข ตลอดจนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Infrastructure) เพราะการใช้จ่ายด้านการศึกษาและการสาธารณสุขมีผลต่อการสะสมทุนมนุษย์ ส่วนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจมีผลเกื้อกูลการพัฒนาเศรษฐกิจ

เครื่องมือที่สาม ว่าด้วยการปฏิรูปภาษีอากร (Tax Reform)

ประการแรก การปฏิรูประบบภาษีอากรควรเน้นการขยายฐานภาษี (Tax base) มากกว่าการปรับอัตราภาษี (Tax rate)

ประการที่สอง อัตราภาษีส่วนเปลี่ยนแปลง (Marginal tax rate) ควรกำหนดให้อยู่ในอัตราต่ำ เพราะการเก็บภาษีส่วนเปลี่ยนแปลงในอัตราสูงมีผลลิดรอนสิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจ

เครื่องมือที่สี่ ว่าด้วยอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Liberalization)

ประการแรก อัตราดอกเบี้ยควรปล่อยให้เป็นเรื่องของกลไกตลาดการเงินภายในประเทศ รัฐบาลไม่ควรควบคุมอัตราดอกเบี้ย

ประการที่สอง ในกรณีที่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ย รัฐบาลควรดำเนินการให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real interest rate) มีค่าเป็นบวก ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real interest rate) หมายถึงอัตราดอกเบี้ยในนาม (Nominal interest rate) ลบด้วยอัตราเงินเฟ้อ (Inflation rate) เพราะอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่เป็นลบมีส่วนบั่นทอนแรงจูงใจในการออม และทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศ

เครื่องมือที่ห้า ว่าด้วยอัตราแลกเปลี่ยน (A Competitive Exchange Rate)

เสนอให้รัฐบาลดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่เกื้อกูลการส่งออก Williamson ไม่ได้เสนอให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่หรือลอยตัวอย่างสุดโต่ง (Two Conner Solution) ในทางตรงกันข้ามเสนอให้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ระหว่างกลางระหว่างสองระบบ ดังที่แสดงความเห็นในปี 2543 ว่า

My own preference remains an intermediate regime of limited flexibility, provided that excludes an old-fashioned adjustable peg, even if such a regime is more likely to spawn speculative pressures than a floating rate. Williamson (2000: 253)

เครื่องมือที่หก ว่าด้วยการเปิดเสรีด้านการค้าระหว่างประเทศ (Trade Liberalization)

ประการแรก รัฐบาลควรลดอัตราภาษีศุลกากรขาเข้าให้อยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะ อัตราภาษีศุลกากรระดับต่ำจูงใจให้เกิดการขยายตัวของการค้าระหว่างประเทศ

ประการที่สอง รัฐบาลไม่ควรเก็บอากรขาเข้าจากสินค้าขั้นกลาง (Intermediate goods) ที่ไปใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออก เพราะการเก็บภาษีอากรขาเข้าจากสินค้าขั้นกลางทำให้ผู้ผลิตแบกรับต้นทุนในการผลิต และลดแรงจูงใจในการส่งออก

เครื่องมือที่เจ็ด ว่าด้วยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Liberalization of Inflows of Foreign Direct Investment)

เสนอให้รัฐบาลกำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เพราะการลงทุนจากต่างประเทศนำไปสู่ผลประโยชน์ 2 ประการ คือ การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

เครื่องมือที่แปด ว่าด้วยการถ่ายโอนการผลิตจากภาครัฐบาลไปสู่ภาคเอกชน (Privatization)

เสนอให้ลดบทบาทของรัฐบาลในการผลิตสินค้าและบริการโดยตรง โดยถ่ายโอนหน้าที่การผลิตไปให้เอกชน เพราะในวิสาหกิจเอกชนไม่มีปัญหาเรื่องการแบ่งแยกระหว่างความเป็นเจ้าของและการควบคุม (Separation of ownership and control) ขณะที่รัฐวิสาหกิจประสบปัญหา อันนำไปสู่แรงจูงใจและประสิทธิภาพการผลิตในระดับต่ำโดยเปรียบเทียบ

เครื่องมือที่เก้า ว่าด้วยการลดการควบคุมและการกำกับ (Deregulation)

เสนอให้รัฐบาลลดการควบคุมและการกำกับระบบเศรษฐกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพราะการควบคุมและการกำกับของรัฐบาลล้วนแล้วแต่มีต้นทุน นอกจากนี้ยังเกื้อกูลต่อการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ

เครื่องมือที่สิบ ว่าด้วยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน (Secure Property Right)

เสนอให้รัฐบาลกำหนดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้ชัดเจน เพราะกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ชัดเจนสามารถแก้ปัญหา Tragedy of the common ทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ในช่วงก่อนวิกฤติการณ์การเงิน 2540 วิวาทะในวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาคเป็นวิวาทะในแนวคิดพื้นฐานที่แตกต่างกันระหว่าง ฉันทมติแห่งเคนส์ (Keynesian Consensus: KC) กับฉันทมติแห่งวอชิงตัน (Washington Consensus: WC) ทั้งด้านการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และอุดมการณ์ทางการเมือง ในประเด็นดังต่อไปนี้

 

การแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

Washington Consensus: WC ยึดมั่นในประสิทธิภาพกลไกราคา แต่ Keynesian Consensus: KC เชื่อว่า กลไกราคาไม่สามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปัญหาความยากจน การกระจายรายได้ และการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ KC จึงมีข้อสนับสนุนให้รัฐบาลเข้าแทรกแซงการทำงานของกลไกราคา แต่ฝ่าย WC เห็นว่า การแทรกแซงของรัฐบาลมีต้นทุนซึ่งอาจมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ ดังนั้น WC เน้นที่ความล้มเหลวของภาครัฐบาล (Government Failure) ขณะที่ KC เน้นความล้มเหลวของกลไกตลาด (Market Failure)

เสรีนิยมทางเศรษฐกิจ

WC สนับสนุนแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเสรีนิยมสมัยใหม่ (Neo-liberalism) ซึ่งมีข้อสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น เสรีนิยมทางการเงิน การค้า และการลงทุน แรงผลักดันนี้เกิดจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก กลุ่มทุน Wall Street และองค์กรการค้าโลก

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

WC เน้นการรักษาเสถียรภาพของราคา แต่ KC เน้นการแก้ไขปัญหาการว่างงาน ประเด็นนี้เกิดวิวาทะเนื่องมาจากการพยายามรักษาเสถียรภาพของราคาของ WC ซึ่งมีนัยเชิงนโยบายรักษาระดับเงินเฟ้อให้ต่ำ (Deflationary bias) ในวงวิชาการมีการประมาณค่าที่ต้องสละ (Sacrifice Ratio) ว่าถ้าต้องการลดเงินเฟ้อลง 1 เปอร์เซ็นต์ จะต้องแลกกับการสูญเสียการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกี่เปอร์เซ็นต์

ยุทธศาสตร์การพัฒนา

WC สนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบเปิด (Outward Orientation) อย่างชัดเจน ขณะที่ KC มีความเห็นสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบปิด (Inward Orientation) ซึ่งจากยุทธศาสตร์การพัฒนาข้างต้นทำให้ WC สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการส่งออก (Export Promotion) ขณะที่ KC สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import Substitution)

นโยบายรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

WC สนับสนุนการกำหนดกฎ (Rule) ให้ชัดเจน ภาครัฐบาลมีหน้าที่ดำเนินนโยบายตามกฎที่ประกาศไว้ ขณะที่ KC สนับสนุนให้รัฐบาลใช้ดุลยพินิจ (Discretion) ในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ข้อโต้แย้งของ WC และ KC ในประเด็นนี้เป็นวิวาทะในวงวิชาการสำนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกใหม่ กับสำนักเศรษฐศาสตร์เคนส์ว่าด้วย Rule Versus Discretion เสนอครั้งแรกโดย Kydland และ Prescott [12] ในบทความ Rule rather than Discretion: The Time Inconsistency of Optimal Plan ตีพิมพ์ใน Journal of Political Economy ปี 2520 ซึ่งมีคำอธิบายโต้ตอบเรื่องความสมเหตุสมผลของการใช้ดุลยพินิจจากชุมชนวิชาการ New Keynesian ในเวลาต่อมา

 

ความสมเหตุสมผลทางวิชาการของฉันทมติแห่งวอชิงตันช่วงก่อนเกิดวิกฤติการณ์การเงิน 2540 เข้ามีอิทธิพลต่อกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเชียอย่างน้อย 3 ทาง

ทางแรก พัฒนาการของเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลมีส่วนให้นักวิชาการ และผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจรับรู้ถึงความสมเหตุสมผลดังกล่าว

ทางที่สอง การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักวิชาการขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ กับนักวิชาการในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และ

ทางสุดท้าย เงื่อนไขผูกพันจากเงินกู้ (Policy conditionality) จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศซึ่งสนับสนุนแนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจโดยมีพื้นฐานทางวิชาการจากฉันทมติแห่งวอชิงตัน โดยเรื่องความเหมาะสมของเงื่อนไขผูกพันจากเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศต่อผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในบริบทของช่วงหลังเกิดวิกฤติการณ์การเงินเอเชีย 2540

 

อิทธิพลของฉันทมติแห่งวอชิงตันต่อแนวนโยบายเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกที่ชัดเจนคือ แนวทางเสรีนิยมทางการเงิน (Financial Liberalization) งานศึกษาสนับสนุนความสมเหตุสมผลของการเปิดเสรีการเงินเริ่มจาก McKinnon (1973) และ Shaw (1973) โดย McKinnon และ Shaw เห็นว่า ปรากฏการณ์ Financial Repression มีผลเสียต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจกล่าวคือ การที่รัฐบาลควบคุมอัตราดอกเบี้ยโดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยตลาด ส่งผลให้ระดับการออม การลงทุน และอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น

ข้อเสนอเชิงนโยบายคือ รัฐบาลควรเลิกควบคุมอัตราดอกเบี้ย ปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยถูกกำหนดโดยตลาด สนับสนุนการเปิดเสรีทางการเงิน ให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้าออกอย่างเสรี โดยเชื่อว่า การเปิดเสรีการเงินจะนำไปสู่การพัฒนาตลาดเงินและเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์ของแนวนโยบายทางการเงินของกลุ่มประเทศเอเซียตะวันออกในระหว่างช่วงปี 2516 (ปีที่ McKinnon และ Shaw เขียนบทความ) ถึงปี 2539 (1 ปีก่อนเกิดวิกฤติการณ์การเงินในประเทศไทย) พบว่า กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก ล้วนมีแนวนโยบายเห็นพ้องกับความสมเหตุสมผลของการเปิดเสรีการเงินทั้งสิ้น (ดูตารางที่ 3 และ 4)

ตารางที่ 3

การเปิดเสรีการเงินของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก

ระหว่าง 2516-2539

ประเทศ

การควบคุมสินเชื่อ

การควบคุม
อัตราดอกเบี้ย

การควบคุม
การไหลเข้าออกของเงินทุน

การควบคุม
การปริวัตรทางการเงิน

การถ่ายโอนหน้าที่
ทางการเงิน
จากรัฐบาลสู่เอกชน

ฮ่องกง        2516

                  2539

L

L

LL

L

B: R;NBFI: LL

L

L

L

L
L

อินโดนีเซีย   2516

                  2539

B: R

LL

B: R

L

R

LL

R

R

R

R

เกาหลี         2516

                  2539

R

LL

R

LL

R

B: PR; NBFI: LL

R

PR

R

LL

มาเลเซีย      2516

                   2539

R

LL

R

L

R

B: PR;NBFI: LL

LL

LL

LL

LL

สิงคโปร์       2516

                   2539

L

L

L

L

B: R; NBFI: LL

B: R; NBFI: LL

L

L

L

L

ไต้หวัน        2516

                 2539

R

PR

R

LL

R

B: PR; NBFI: LL

R

PR

R

R

ไทย            2516

                 2539

R

LL