หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
พม่าเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 01 พฤศจิกายน 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3632 (2832)

เมื่อเช้าวันที่ 19 ตุลาคม 2547 วิทยุ โทรทัศน์ต่างก็รายงานข่าวว่าเกิดปฏิวัติรัฐประหารในสหภาพพม่า ฟังดูแล้วเหมือนกับมีทหารอีกกลุ่มหนึ่งทำรัฐประหารล้มล้างคณะทหารที่ทำการปกครองประเทศอยู่ เมื่อตรวจดูข่าวจากสำนักข่าวของตะวันตก ข่าวก็สร้างความตกอกตกใจอย่างนั้น

ข่าวดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้ผมเป็นอันมาก เพราะเท่าที่ทราบ ระบอบการปกครองของพม่าเป็นระบอบการปกครองแบบคณะปฏิวัติทหารซึ่งไม่เคยเปลี่ยนไปเป็นแบบรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นสภาแบบเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง เมื่อไม่มีรัฐสภา ไม่ว่าจะแบบเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง จะมีรัฐประหารหรือปฏิวัติอย่างไร นอกเสียจากทหารกับทหารปฏิวัติกันเอง ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะคณะทหารของพม่าก็ปรองดองกลมเกลียวกันดี ลูกหลานก็แต่งงานข้ามกันไปมา หรือไม่ก็เป็นลูกน้องผู้บังคับบัญชากันมาก่อนทั้งสิ้น

ข่าวต่างๆ ก็เป็นอย่างที่คาดคือสภาปฏิวัติ หรือที่เขาเรียกว่าสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ หรือฝรั่งเรียกว่า "State Peace and Development Council" หรือ SPDC เหมือนกับตอนที่ประเทศเรามีการปฏิวัติและยังไม่ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เราก็มีสภาคณะปฏิวัติ กรณีของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หรือจอมพลถนอม กิตติขจร หรือคณะปฏิรูปของพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ หรือคณะปฏิวัติของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์

สภาปฏิวัตินี้ก็จะตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เหมือนกับจอมพลสฤษดิ์ ตั้งท่านพจน์ สารสิน ตอนปฏิวัติครั้งแรก หรือพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ตั้งท่านธานินทร์ กรัยวิเชียร หรือ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ตั้งท่านอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี สภาปฏิวัติ หรือสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐของพม่า ก็ตั้ง พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และเป็นเลขาธิการสภาปฏิวัติ เป็นนายกรัฐมนตรี

สภาปฏิวัติหรือสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐนี้มี พล.อ.ถ่าน ชเว (แปลเป็นไทยว่าสันต์ ทอง) หรือภาษาฝรั่งที่ถอดมาจากอักษรพม่าว่า Than Shwe ออกเสียงเป็นภาษาพม่าว่า ถ่าน ฉ่วย เป็นประธาน มี พล.อ.หม่อง เอ เป็นรองประธาน สำหรับขิ่น ยุ้นต์ ก่อนไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เป็นเลขาธิการของสภาปฏิวัตินี้ ต่อมา โซ วิน ก็เป็นเลขาธิการแทน

เมื่อ ขิ่น ยุ้นต์ ถูกสภาปฏิวัติพม่าถอดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็เหมือนกับสภาคณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ถอดท่านพจน์ สารสิน และตั้งจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วจอมพลสฤษดิ์ก็ปฏิวัติถอดจอมพลถนอมออก แล้วก็เป็นนายกรัฐมนตรีเอง หรือคณะปฏิรูป ถอดท่านธานินทร์ กรัยวิเชียร ออกจากตำแหน่ง แล้วก็ตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่กรณี พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ มีข่าวว่าถูกกักบริเวณไว้ที่บ้าน โดยมีรถทหารมา "อารักขา ดูแลให้ความปลอดภัย" ที่บ้าน ซึ่งจริงหรือไม่จริงก็ไม่ทราบ เพราะสำนักข่าวต่างประเทศมักจะกุข่าวขึ้นเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจหรือน่าตื่นเต้น อำนาจการปกครองที่แท้จริงก็ยังอยู่ที่สภาปฏิวัติ หรือสภาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา ซึ่งมี พล.อ.ถ่าน ชเว เป็นประธานตามเดิม ไม่มีฝ่ายต่อต้าน ไม่มีการสู้รบ ไม่มีอะไรเลย

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน สภาปฏิวัติพม่า มีการปฏิรูปการปกครองโดยหันกลับไปใช้ระบบสหภาพตามเดิม คือตั้งท่าว่าจะให้รัฐต่างๆ ซึ่งมีประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่เชื้อชาติพม่า เช่น รัฐมอญ รัฐไทยใหญ่ หรือรัฐชาน (จิตร ภูมิศักดิ์ ว่าเป็นคำเดียวกับอัสสัม หรือเสียม หรือสยาม) รัฐยะไข่ รัฐชิน รัฐกะฉิ่น มีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น เปลี่ยนชื่อประเทศจากสาธารณรัฐพม่า ซึ่งเป็นชื่อเชื้อชาติ เป็นสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งเป็นชื่อแผ่นดิน เหมือนกับไทยกับสยาม เพื่อความปรองดองกับชนกลุ่มต่างๆ แล้วก็จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป

ในการเลือกตั้ง คณะทหารพม่าก็จัดตั้งพรรคการเมืองแข่งขันกับพรรค "สันติบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย" ของนาง อ่อง ซาน ซู จี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตะวันตก เคยมีสามีเป็นชาวอังกฤษ และเป็นลูกสาวของวีรบุรุษที่กู้ชาติจากอังกฤษชื่อ นายพล อ่อง ซาน ผลปรากฏว่า พรรคสันติบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยชนะถล่มทลาย มีคะแนนกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มาใช้สิทธิลงคะแนน คณะทหารก็เลยไม่เปิดสภาให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมาใหม่ นักศึกษาประชาชนก็เดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย คณะทหารก็เลยปราบปรามปฏิวัติใหญ่และเปลี่ยนชื่อสภาปฏิวัติจาก "สภารักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยแห่งรัฐ หรือ "State Law and Order Council" หรือ SLOC มาเป็นสภาเพื่อสันติภาพและพัฒนาแห่งรัฐมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีของสหภาพพม่าเป็นไปตามครรลองของคณะปฏิวัติของทหารเช่นนี้ ก็ไม่น่าจะเรียกว่ารัฐประหารหรือการปฏิวัติ นานาประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอยู่แล้ว อาจจะไม่ต้องประกาศรับรองรัฐบาลใหม่ของนายพลโซ วิน ด้วยซ้ำไป อยู่เฉยๆ ก็เป็นการรับรองโดยปริยายอยู่แล้ว

นอกจากนี้ พล.อ.ถ่าน ชเว ยังแสดงความมั่นคงของคณะทหารโดยการเดินทางไปเยือนอินเดียหลายวัน แสดงถึงความมั่นใจในการควบคุมสถานการณ์ในประเทศไว้ได้ หากการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมีความตึงเครียดจริง ผู้นำสูงสุดทางทหารคงจะไม่เดินทางไปต่างประเทศ

สื่อมวลชนตะวันตกก็ต้องถือโอกาสโจมตีคณะทหารของพม่าเป็นของธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา และยุโรป แต่กรณีสหรัฐอเมริกา บริษัทยูนิแคล ได้สัมปทานสำรวจและขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ เพื่อส่งมาขายเมืองไทยมีมูลค่ามหาศาล และเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐบาลทหารของพม่า ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี จีน สิงคโปร์ มาเลเซีย ก็เข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมากในพม่า ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ข้อมูลข่าวสารที่สื่อตะวันตกยัดเยียดให้เราจึงเป็นข้อมูลผิดพลาดบิดเบือนด้วยความตั้งใจ และเป็นเรื่องปากว่าตาขยิบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นของธรรมดา ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับการทูตสมัยนี้

สหภาพพม่าหรือเมียนมาร์นั้น บัดนี้เข้ามาอยู่เป็นสมาชิกอาเซียนซึ่งปฏิญ ญาอาเซียนสำคัญข้อหนึ่งก็คือ จะไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน สมัยประเทศไทยมีปฏิวัติรัฐประหาร ประเทศต่างๆ ในอาเซียนก็ให้การรับรองเสมอ

ด้วยแรงกดดันจากตะวันตก อาเซียนก็ต้องพยายามเกลี้ยกล่อมให้พม่าดำเนินการปฏิรูปการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างค่อยเป็นค่อยไป เรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า "Road Map to Democracy" หรือ "ถนนไปสู่ประชาธิปไตย" โดยมอบหมายให้ไทยเป็นหัวหน้าในการพูดจากับคณะทหารพม่า ให้เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยโดย ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ก็ทำได้ดี เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย รวมทั้งมหาอำนาจทางตะวันตกด้วย แต่ตะวันตกเขาก็ต้องเล่นบทของเขาต่อไป เพื่อเอาใจประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงของเขา

สหภาพพม่านั้นเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทยเป็นพันกิโลเมตร เหมือนกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และราชอาณาจักรกัมพูชา เราอยู่ติดกัน ย้ายไปไหนไม่ได้ ผู้คนตามชายแดนก็พี่น้องกัน ส่วนสหรัฐและยุโรปนั้นอยู่ห่างไกล ผลประโยชน์ของเขากับผลประโยชน์ของเรานั้นย่อมจะไม่เหมือนกัน

ปัญหายาเสพย์ติดก็เป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาสำคัญอีกอันหนึ่งที่อย่างไรเสียเราก็คงต้องมีการพูดจาติดต่อประสานงานกับรัฐบาลพม่าอย่างหนีไม่พ้น

ชายแดนก็ยังไม่ได้มีการปักปันกัน หลายแห่งก็ยังคลุมเครือ การสัมพันธ์กับรัฐบาลกันอย่างเป็นมิตร น่าจะเป็นนโยบายที่ดีที่สุด

อย่าสำคัญผิดว่าเราเป็นประเทศมหาอำนาจ ที่จะบันดาลหรือดำเนินการตามอุดมการณ์หรือความคิดเห็นของตนให้ประเทศอื่นทำตามได้ มีแต่เราถูกประเทศมหาอำนาจกดดันให้เราทำตามความคิดและผลประโยชน์ของเขา

บางทีพวกเราก็นึกไปว่า เราเป็นประเทศมหาอำนาจ เห็นประเทศเพื่อนบ้านรอบบ้านเราต่ำต้อยกว่า นึกว่าตนควรจะกดดันประเทศเพื่อนบ้านให้มีประชาธิปไตย ให้มีการเคารพในสิทธิมนุษยชน เดินตามกระแสความคิดความเขื่องของมหาอำนาจตะวันตก ซึ่งอาจจะสร้างต้นทุนทั้งในทางการเมืองและผลประโยชน์กับประเทศอย่างมากมาย เราไม่ค่อยตระหนักว่า เราไม่มีทางทำได้อย่างเขา เพราะเราไม่มีเครื่องมือ ไม่มีทุนรอนมากมายที่จะทำอะไรได้ บางทีอ่านความเห็นของพวกเราแล้วก็กลุ้มใจ

รัฐบาลทหารพม่าไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก เพราะมีจีนซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ให้ความช่วยเหลือทั้งทางด้านการทหาร เศรษฐกิจ และการเงินเสมอมา ผลประโยชน์ทางทหารในแง่ยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจมีมากมาย จึงไม่มีทางที่จีนจะละทิ้งพม่า อาจจะเป็นด้วยเรื่องนี้ก็ได้ ที่ตะวันตกยังกดดันและบีบคั้นพม่า คงไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ อุดมแกะ ประชาธิปไตยอะไรหรอก ที่ทำให้ตะวันตกกดดันพม่า ซึ่งสื่อมวลชนตะวันตกก็เข้าใจ ทำไมจะไม่เข้าใจ แต่ก็ว่าไปตามกระแสผลประโยชน์ของเขา

เราดูแลจัดการบ้านเราให้ดี ให้มีความสามัคคี สงบเรียบร้อย มีการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย ให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชน ให้สิทธิเสรีภาพของทุกชนทุกกลุ่มได้รับการปกป้อง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

ส่วนการจะเป็นตำรวจโลกก็ดี การจะกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในประเทศอื่น ให้เป็นหน้าที่ของมหาอำนาจเขาเถิด อย่าไปเบ่งตามเขาเลย

ถ้าประชาชนเขาเดือดร้อน ลำบาก หนีร้อนมาพึ่งเย็น เราก็ให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่กรณี ตามหลักมนุษยธรรมและพันธกรณีกับสหประชา ชาติก็น่าจะเพียงพอแล้ว

การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีในพม่าจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเท่านั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจอะไร นโยบายทั้งหลายจึงไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยน แปลง ผลประโยชน์ของไทยก็ไม่น่าจะมีอะไรกระทบกระเทือน

ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อการเปลี่ยนแปลงในพม่าจึงถูกต้องแล้ว ไม่เห็นมีอะไรจะต้องตื่นเต้นไปตามฝรั่งตะวันตก

ตอนนี้นโยบายการทูตกับประเทศเพื่อนรอบบ้านของเราดีแล้ว

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2