หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
เศรษฐกิจโลกปี"48 อันตราย (1)

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 30 ธันวาคม 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3649 (2849)

นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างกำลังวิตกว่า มีปัจจัยอย่างน้อย 5 ประการที่อาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกในปี 2548 มีอันตรายสุดขีด เพราะว่าปัจจัยแต่ละตัวล้วนเชื่อมโยงผูกพันกัน และส่งผลสะเทือนต่อกันและกัน

การขาดดุลแฝดของอเมริกา แนวโน้มของราคาน้ำมันที่มีราคาสูงขึ้นในอนาคต และการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้ดอกเบี้ยในประเทศสูงขึ้น จะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจทั่วโลก เกิดวิกฤต แม้ว่าตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศจะมีตัวเลขที่สวยงามมากก็ตาม

เข้าทำนอง เมื่ออเมริกาจาม ทั้งโลกก็พลอยติดหวัดไปด้วย

ไข้หวัดเศรษฐกิจจะเริ่มจากอเมริกา

การขาดดุลแฝดของอเมริกา คือ การขาดทั้งดุลการค้า ขาดดุลงบประมาณ และขาดดุลชำระเงินระหว่างประเทศ ในด้านดุลการค้า อเมริกาซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งถูกกว่าผลิตเอง (รวมทั้งน้ำมัน) คิดเป็น 2 เท่า ของสินค้าที่ขายให้ต่างประเทศคิดเป็นปีละประมาณ 6 แสนล้านเหรียญ

การขาดดุลงบประมาณอันเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายในสงครามอิรักเพิ่มขึ้นทุกวัน โดยเฉลี่ยเดือนละ 5 พันล้านเหรียญ หรือปีละ 6 หมื่นล้านเหรียญ งบประมาณทางทหารของอเมริกาคิดเป็นร้อยละ 4 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ หรือ 4 แสนล้านเหรียญต่อปี จากงบฯทั้งหมด 2.3 ล้านล้านเหรียญ

การทำสงครามในอิรักทำให้งบประมาณในปี 2003 ขาดดุล 3.75 แสนเหรียญ บุชเข้ามารับตำแหน่งครั้งแรกต่อจากคลินตันในปี 2000 ด้วยงบประมาณสมดุล คือ รัฐบาลคลินตันได้ล้างหนี้ของรัฐให้หมด ภายในเวลาเพียง 4 ปีให้หลัง บุชสร้างหนี้ขึ้นมาด้วยงบประมาณติดลบ ในปี 2004 4.77 แสนล้านเหรียญ และอาจจะถึง 6 แสนล้านเหรียญในปี 2005

การขาดดุลชำระเงิน อเมริกาขาดดุลชำระเงินในปี 1997 3 แสน 6 หมื่นล้านเหรียญ (5% ของจีดีพี) มาเป็น 2.65 ล้านล้านเหรียญ (24%) ในปี 2003 และ 3.7 ล้านล้านเหรียญในปี 2004 หรือคิดเป็นร้อยละ 28 ของจีดีพี ในขณะที่อัตราการส่งออกได้ลดลงจากร้อยละ 11 ในปี 2001 มาเหลือร้อยละ 9.5 ในปี 2003 หรือ รายได้ติดลบ 3 เท่า โลกทั้งโลกจึงตกอยู่ในกับดักของแชร์พีระมิดเงินดอลลาร์ คือเมื่อขายสินค้าให้อเมริกาแล้วก็ต้องนำเงินกลับเข้าไปให้อเมริกากู้ โดยการซื้อพันธบัตร ซื้อดอลลาร์มาเป็นเงินสำรอง หรือฝากธนาคารอเมริกัน เพื่อนำมาซื้อสินค้าใหม่อีก

เหตุผลที่รัฐบาลกลางทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่ส่งออกสินค้าไปขายในอเมริกาในสัดส่วนที่สูง เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์ เพราะว่า ค่าเงินของตนผูกกับเงินดอลลาร์ ถ้าไม่ช่วยอุ้มเงินดอลลาร์ไว้ หากปล่อยให้อ่อนตัวลงมากๆ ก็จะกระทบถึงการส่งออกและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของตน เพราะว่าสินค้าของตนที่ส่งไปขายจะขายได้น้อยลง หรือไม่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง ผลกระทบแบบบูมเมอแรง จะตีกลับมาที่ประเทศของตนคือ เกิดการเลิกจ้างงาน ปิดโรงงาน กำลังซื้อในประเทศขาดหายไป

โรงงานที่กู้เงินมาซื้อสินค้าทุน มาขยายโรงงานก็จะจ่ายหนี้ธนาคารไม่ไหว เกิดเป็นภาวะหนี้เอ็นพีแอล ธนาคารล้ม เป็นต้น

เฉพาะประเทศญี่ปุ่นและจีนได้ใช้เงินที่หามาได้อย่างยากลำบากในการผลิตสินค้า ประเภทรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเสื้อผ้า ไปขายให้คนทั่วโลก ได้ใช้เงินกำไรนั้นๆ มาซื้อพันธบัตรอเมริกันไว้เป็นจำนวนถึง 1 ล้านล้านเหรียญ โดยญี่ปุ่นซื้อ 6 แสนล้านเหรียญ จีนซื้อ 4 แสนล้านเหรียญ หรือร้อยละ 43 ของหนี้ต่างประเทศของอเมริกันทั้งหมด

รัฐบาลกลางประเทศอื่นๆ ซื้อพันธบัตรอเมริกันอีก 1.3 ล้านล้านเหรียญ เฉพาะปลายปี 2546-2547 รัฐบาลกลางญี่ปุ่นได้ซื้อพันธบัตรจากอเมริกาเป็นเงิน 2 แสนล้านเหรียญ หรือคิดเป็นงบประมาณค่าใช้จ่ายทางทหารทั้งหมดในอิรัก

ถ้าหากว่าเป็นประเทศอื่นที่ไม่ใช่อเมริกา หากว่าขาดดุลชำระเงินในระดับนี้ องค์การเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟก็จะต้องเข้ามาแทรกแซง แล้วออกใบสั่งยาที่สุดโหดอย่างที่เคยให้กับไทย และกลุ่มประเทศละตินอเมริกัน เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว

ในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ บุชได้ต่อรองกับนายอลัน กรีน สแปน ผู้ว่าการธนาคารกลางว่าจะต่ออายุให้เขาอีก 1 สมัย เป็นสมัยที่ 5 ถ้าหากว่าเขาจะใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อให้ตัวเลขเศรษฐกิจดูสวยงามจนกว่าการเลือกตั้งจะผ่านพ้นไป

นายกรีนสแปนได้ตอบตกลง และดำเนินนโยบายลดดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ เหลือร้อยละ 1 ซึ่งมาตรการนี้จะนำมาใช้ในกรณีเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเท่านั้น นอกจากนี้รัฐบาลบุช ยังได้ทุ่มงบประมาณเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล รวมทั้งการออกพันธบัตรดอกเบี้ยต่ำ

เงินกู้ดอลลาร์ราคาถูกหรือต้นทุนต่ำจึงปลิวว่อนไปทั่วโลก รัฐบาลกลางและกองเก็งกำไรจำนวนมากกู้เงินดอลลาร์ที่มีดอกเบี้ยต่ำ ไปซื้อพันธบัตรในประเทศอื่นที่ให้ผลกำไรมากกว่า เช่น พันธบัตรของประเทศบราซิล อาร์เจนตินา หรือตุรกี

ในด้านภายในประเทศ การลดอัตราดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อม เพราะทำให้ฝันของอเมริกัน (ในการมีบ้าน) เป็นจริง เมื่อประชาชนซื้อบ้าน ก็ต้องซื้อเฟอร์นิเจอร์ ซื้อเครื่องไฟฟ้าเข้าบ้าน การก่อสร้างบ้านเพิ่มทำให้เกิดการจ้างงานทุกอาชีพ เช่น ช่างก่อสร้าง ช่างไฟฟ้า วิศวกร ฯลฯ ตัวเลขเศรษฐกิจจึงดูดี

เมื่อมีความต้องการบ้านมากขึ้น ราคาบ้านก็สูงขึ้น เพราะดอกเบี้ยต่ำทำให้บ้านที่มีราคาสูงก็อยู่ในวิสัยซื้อและผ่อนไหว เงินกู้อสังหาริมทรัพย์ได้เพิ่มขึ้น 200% จากปี 1997 โดยมียอดทั้งหมดประมาณ 2.4 ล้านล้านเหรียญ เฉลี่ยครอบครัวละ 1 แสน 2 หมื่นเหรียญ หรือ 4.8 ล้านบาท

ในช่วงปี 1998 ราคาบ้านในอเมริกามีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 50 และในปี 2003 ธนาคารได้ปล่อยกู้เงินซื้อบ้านใหม่เป็นจำนวน 1 ล้านล้านเหรียญ

นี่คือภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ราคาอพาร์ตเมนต์ในเมืองแมนฮัตตัน นิวยอร์ก ซิตี้ มีราคาสูงถึง 1 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 ในเวลา 5 ปี

เงินกู้ซื้อบ้านส่วนใหญ่คิดอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ดังนั้นเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น เจ้าของบ้านอาจจะผ่อนไม่ไหว และทำให้เกิดภาวะเอ็นพีแอลในระบบธนาคารทั้งระบบ

นอกจากหนี้ค่าบ้านแล้ว คนอเมริกันยังเป็นนักบริโภคตัวยง ซึ่งอัตราเฉลี่ยของการมีเงินออมสะสมของคนอเมริกันคิดเป็นร้อยละ 2 เท่านั้น และมีหนี้ทุกประเภท โดยเฉพาะเครดิตการ์ด เฉลี่ยครอบครัวละ 4 แสน 5 หมื่นเหรียญ หากดอกเบี้ยขึ้น ก็ต้องผ่อนมากขึ้นจนผ่อนไม่ไหว ทำให้เกิดวิกฤตการเงินไปทั้งระบบ

ภาวะเศรษฐกิจข้างต้นเป็นภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตเทียม ขาดรากฐานที่แท้จริงทางเศรษฐศาสตร์ ในด้านการมีเงินออมที่สูงของประชาชน การจ้างงานเต็ม ผลิตภาพที่สูงของคนงาน ฯลฯ เพื่อเป็นกันชนเศรษฐกิจไม่ให้ถูกกระทบแตกได้อย่างง่ายๆจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง

ภาวะข้างต้นนี้จะปล่อยไว้ไม่ได้เพราะเป็นสาเหตุของภาวะ "เงินเฟ้อ" ซึ่งมีอันตรายมหันต์ทางเศรษฐกิจเสียยิ่งกว่า มหันตภัยเศรษฐกิจอื่นๆ ทุกด้าน โดยเฉพาะในอเมริกา ซึ่งเป็นลูกหนี้ใหญ่ของโลก หากเกิดเงินเฟ้อ และค่าดอลลาร์อ่อนตัวลงมากๆ ยอดหนี้ก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณตามสัดส่วนของค่าเงินที่อ่อนตัวลง ส่วนประเทศเจ้าหนี้อย่างญี่ปุ่นและจีนก็จะพลอยพังไปด้วยเพราะไปอุ้มเอาแบงก์กงเต๊กสีเขียวไว้เต็มกระเป๋า

นอกจากนี้เมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อ หรือค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงมากๆ เงินก็จะไหลออกจากอเมริกาเพื่อไปซื้อเงินตราสกุลอื่น หรือไปลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนที่จะได้ผลตอบแทนมากกว่า และเมื่อนำผลตอบแทนมาแลกกลับเป็นดอลลาร์ ก็จะได้กำไรเป็นหลายต่อหลายเท่า (capital flight) ภาวะเช่นนี้จะมาซ้ำเติมให้วิกฤตเศรษฐกิจหนักหน่วงขึ้น เหมือนวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และเตกิลา เอฟเฟ็กต์ ในละตินอเมริกา

วิธีเดียวที่จะควบคุมเงินเฟ้อและรักษาค่าเงินไม่ให้ตกต่ำก็คือ การขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งอาจจะนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตก ภายในบ้าน และนำไปสู่ภาวะฟองสบู่แตกทั้งโลก ในไม่เกินปีสุดท้ายของประธานาธิบดีบุช

(อ่านต่อ "ปัจจัยเสี่ยงน้ำมันเหือดจากโลก" ฉบับหน้า)


เศรษฐกิจโลกปี"48 อันตราย (จบ)

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 03 มกราคม 2548  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3650 (2850)

ปัจจัยราคาน้ำมัน และน้ำมันเหือดโลก

ความฟุ่มเฟือยและมาตรฐานชีวิตที่สูงลิบของสังคมอเมริกันทำให้ต้องพึ่งพิงการสั่งเข้าน้ำมันเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งๆ ที่ผลิตเองได้ไม่น้อย การพึ่งพิงน้ำมันต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 43 ในปี 2532 มาเป็นร้อยละ 63 ในปี 2546

รองประธานาธิบดีดิ๊ก เชนนีย์ เคยคาดการณ์ไว้เมื่อปี 1998 ว่า อเมริกาจะต้องนำเข้าน้ำมันมากถึงร้อยละ 90 ภายในปี 2020

อเมริกาเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันได้มากเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่อเมริกาเองก็ต้องนำเข้าน้ำมันวันละ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากที่ต้องใช้วันละ 20 ล้านบาร์เรล ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 25 ของน้ำมันที่ใช้ในแต่ละวันในโลกร้อยละ 75 ของน้ำมันในอเมริกามาจากรัฐอแลสกา แคลิฟอร์เนีย เทกซัส และอ่าวเม็กซิโก น้ำมันจากแหล่งเหล่านี้คิดเป็นร้อยละ 37 ของน้ำมันที่ใช้อยู่ประจำวัน

บริษัทน้ำมันเพียง 5 บริษัท อันได้แก่ เอกซอน-โมบิล, เชลล์, บีพี-อาโมโค-อาร์โค, เชฟรอน-เทกซาโก, และโคโนโค ฟิลิปส์ ควบคุมการผลิตน้ำมันร้อยละ 14 ของโลก และร้อยละ 50 ของการผลิตในประเทศ รวมทั้งผูกขาดตลาด ค้าปลีกถึงร้อยละ 62 ในอเมริกา

การศึกษาของพับลิกซิติเซ็นระบุว่า ต้นทุนในการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันตกบาร์เรลละเพียง 3-4 เหรียญ ในขณะที่ค่าผลิตน้ำมันจากบ่อตกบาร์เรลละ 7-8 เหรียญ ค่าสัมปทานของเจ้าของบ่อน้ำมันในกลุ่มประเทศโอเปกตกร้อยละ 14 ต่อราคาตลาดต่อบาร์เรล

ดังนั้น หากราคาน้ำมันในตลาดโลกบาร์เรลละ 50 เหรียญ ต้นทุนของบริษัทผูกขาดน้ำมันทั้ง 6 ข้างต้น รวมทั้งโรงกลั่นอื่นๆ ด้วยจะตกไม่เกิน 20 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งมี 42 แกลลอน หรือ 105 ลิตร

ส่วนต่างคือ ผลกำไรอันมหาศาลบนความทุกร้อนของประชาชนทั้งโลก ตัวเลขผลกำไรของบริษัทน้ำมันยักษ์ 5 แห่งของอเมริกา จากปี 2544-2546 เพียง 3 ปีมียอดสูงถึง 125,000 ล้านเหรียญ

ในด้านความต้องการน้ำมันของประเทศอื่นๆ ปัจจุบันญี่ปุ่นต้องนำเข้าน้ำมันวันละ 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากจำนวนน้ำมันที่ต้องใช้วันละ 5.6 ล้านบาร์เรล เยอรมนีนำเข้าวันละ 2.7 ล้านบาร์เรล จากที่ต้องใช้วันละ 2.8 ล้านบาร์เรล ฝรั่งเศสนำเข้าวันละ 2.0 จากที่ต้องใช้วันละ 2.1 ล้านบาร์เรล อิตาลีนำเข้าวันละ 1.8 จากที่ต้องใช้วันละ 2.0 ล้านบาร์เรล

ภายในปี 2005 อียูจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 10 ประเทศ รวมประชากรเป็น 450 ล้านคน ซึ่งมากกว่าชาวอเมริกันร้อยละ 33 (ประชากรอเมริกันมีประมาณ 250 ล้านคน) จีดีพีจะเพิ่มจาก 7 ล้านล้านเหรียญ เป็น 9.6 ล้านล้านเหรียญ ดังนั้นอียูจะกลายเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก หรือผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโอเปก แน่นอนว่าอียูจะต้องผลักดันให้มีการซื้อขายน้ำมันเป็นเงินยูโร เพื่อว่าตนจะได้ไม่ต้องไปอุ้มเงินดอลลาร์

จีนซึ่งปัจจุบันบริโภคน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 รองจากอเมริกา และอาจจะต้องนำเข้าน้ำมันมากถึง 10 ล้านบาร์เรลเท่าๆ กับอเมริกาในอนาคตอันใกล้ ความต้องการใช้น้ำมันของจีนมีส่วนผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงถึงบาร์เรลละ 50 เหรียญในช่วง 6 เดือนหลังของปี 2004

จีนได้ร่วมลงทุนเดินท่อก๊าซจากกลุ่มประเทศชายฝั่งทะเลสาบแคสเปียน และรัสเซีย รวมทั้งการทำสัญญาซื้อน้ำมันล่วงหน้า จากประเทศเหล่านี้

นอกจากนี้ จีนยังได้ซื้อสิทธิในบ่อน้ำมัน 2 แหล่งจากอินโดนีเซีย เป็นเงินประมาณ 1 พันล้านเหรียญ และเจรจาซื้อก๊าซเหลวธรรมชาติเป็นระยะยาว คิดเป็นเงินอีก 9 หมื่นล้านเหรียญ

ในปีหน้าคาดกันว่าจีน ซึ่งวิเคราะห์ออกว่าค่าเงินดอลลาร์ที่กำลังจะกลายเป็นแบงก์กงเต๊กในอนาคต ที่ตนแบกอุ้มไว้ไม่ไหวอีกต่อไป จึงเริ่มหันมาใช้เงินกำไรจากการส่งออกทยอยซื้อเหล็ก และน้ำมันมากักตุนแทน ทำให้ราคาวัตถุดิบที่สำคัญทั้ง 2 ราคาสูงขึ้นอย่างมากในปลายปีที่ผ่านมา

จากการศึกษาขององค์กรพับลิกซิติเซ็นของสหรัฐ และมูลนิธิไอบอน ของฟิลิปปินส์ได้ผลออกมาตรงกันว่า การผูกขาดของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของ โลกเพียง 6 บริษัท อันได้แก่ เอกซอน-โมบิล, เชลล์, บีพี, โทเทิล, เชฟรอน-เทกซาโก, และโคโนโค ฟิลิปส์ เป็นเจ้าของโรงกลั่นจำนวน 186 โรง จากจำนวน 744 โรงในโลก ผลผลิตของโรงกลั่นเหล่านี้คิดเป็นร้อยละ 19 ของโลก และกลั่นได้วันละ 112.4 บาร์เรลต่อวัน มียอดขายคิดเป็นร้อยละ 16 ของโลก

ตัวเลขภาวะการบริโภคน้ำมันบวกกับการผูกขาดของบริษัทน้ำมันยักษ์ 6 บริษัทที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น นอกจากตัวเลขผลกำไรของตน และการเก็งกำไรของบริษัท กองทุน สุ่มเสี่ยงต่างๆ ราคาน้ำมันในโลกนี้จึงยากที่จะมีราคาลดลงในระยะยาว

แต่สิ่งที่น่าตกใจ คือ ภาวะ "จุดการผลิตสูงสุด" (global peak oil หรือ hubbert"s peak) ซึ่งหลังจากนั้นน้ำมันในบ่อ ก็จะเริ่มเหือดแล้วสูบขึ้นมาได้น้อยลงๆ เหมือนเส้นกราฟรูประฆังที่เส้นเมื่อถึงจุดสูงสุดแล้วก็จะโค้งลง นายคิงส์ ฮับเบิร์ต เป็นนักธรณีวิทยาอเมริกันที่คำนวณไว้เมื่อปี 1956 ว่า การผลิตน้ำมันของอเมริกาจะถึง "จุดการผลิตสูงสุด" ในปี 1971 อย่างถูกต้อง ทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมา

นายฮับเบิร์ตกล่าวว่า บ่อน้ำมันทุกแห่งในโลกเหมือนกันหมด คือ การสูบน้ำมันขึ้นมาจะมีลักษณะเป็นรูปทรงระฆัง คือ ช่วงแรกจะสูบขึ้นมาได้น้อย แล้วเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด แล้วก็จะสูบได้น้อยลงไปเรื่อยๆ จนหมดบ่อ

นักธรณีวิทยาที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น นายริชาร์ด ไฮเบิร์ก นายคอลลิน แคมเบล และนายเคนเนท เดฟเฟเยส ได้ระบุว่า จุดการผลิตสูงสุดได้มาถึงแล้วในระหว่างปี 2005-2010 และน้ำมันจะเหือดโลกไปในปี 2050 หรือไม่เกิน 50 ปีข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจึงนับวันมีแต่จะรุนแรงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพราะว่าประเทศอุตสาหกรรมทุกประเทศ ล้วนขาดน้ำมันไม่ได้ และจุดการผลิตสูงสุดมิได้เป็นความลับแต่อย่างใด แม้แต่ญี่ปุ่นเองก็เริ่มสร้าง กองทัพของตนขึ้นมาใหม่ และเริ่มส่งทหารของตนออกหาประสบการณ์นอกประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี รัสเซีย และจีน ต่างเดินแถวเข้าหาประธานาธิบดีซัดดัมเพื่อซื้อสิทธิขุดเจาะน้ำมันในอิรัก ที่เชื่อกันว่ามีสำรองมากถึง 2 แสนล้านบาร์เรล หรือร้อยละ 15 ของน้ำมันทั้งโลก

แต่นายดิ๊ก เชนนีย์ ประธาน บริษัทแฮริเบอร์ตัน ซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในวงการขุดเจาะน้ำมันทั่วโลก ซึ่งต่อมาได้เป็นรองประธานาธิบดีของบุช 1 (ประธานาธิบดีตัวจริง) จึงไม่รีรอที่จะสกัดฝรั่งเศส เยอรมนี รัสเซีย และจีนให้พ้นไปจากอิรักด้วยข้ออ้างว่า ซัดดัมมีอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธเคมี โดยการส่งกองทัพเข้ายึดอิรัก และยกเลิกสัญญาที่ซัดดัมทำไว้กับประเทศอื่นๆ ทั้งหมด แต่อิรักมิได้เคี้ยวง่ายอย่างที่คาดการณ์ไว้บนกระดาษวางแผน (จออิเล็กทรอนิกส์) สงครามนอกแบบที่ยืดเยื้อในอิรัก รวมทั้งการลอบระเบิดทำลายท่อส่งน้ำมันแทบทุกวัน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นอย่างรั้งไม่อยู่

เป็นครั้งแรกที่เกิดความแตกแยกในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงขององค์การสหประชาชาติ ที่ลงมติคัดค้านสหหรัฐในการทำสงคราม ยึดครองอิรัก ทั้งๆ ที่มีสงครามอีกหลายๆ แห่งในโลก เช่น ในทวีปแอฟริกา และในปาเลสไตน์ที่เป็นเช่นนี้มิใช่ว่าสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงขององค์การสหประชาชาติ อันได้แก่ เยอรมนี ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน นั้นรักความเป็นธรรม หรือรังเกียจสงครามก็หาไม่ สิ่งที่ประเทศเหล่านี้รังเกียจ คือ การที่สหรัฐผูกขาดยึดครองแหล่งสำรองน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำมันแพงย่อมส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ต้นทุนการขนส่ง ฯลฯ แพงขึ้น และตรึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของทุกประเทศ ให้ชะงักงันต่ำกว่าราคาสินค้าที่พุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน กำลังซื้อของประชาชนทุก ประเทศจะต่ำลงเมื่อสินค้าขายได้น้อย ราคาหุ้นของบริษัทก็จะตก ตลาดหุ้นจะตกต่ำทั่วโลก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำนักงบประมาณสภาคองเกรสอเมริกัน (Congressional Budget Office - CBO) ประเมินว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก จะลดลงในปี 2005 โดยอเมริกาจะลดลงจากร้อยละ 4.5 ลงเหลือ 3.3 ญี่ปุ่นจะลดลงจาก 4.1 ลงเหลือ 2.2 ประเทศในเอเชียจะลดลงจาก 7.00 ลงเหลือ 6.2 ละตินอเมริกาจะลดลงจาก 4 ลงเหลือ 3.75 ส่วนยุโรปจะคงที่ 2

แต่นักเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ต่างมองว่านั่นเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปโดยปราศจากการพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ตามที่วิเคราะห์มาข้างต้น เช่น ธนาคารกลางของอเมริกาไม่มีทางเลือกนอกจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ นำเงินเข้ามากอบกู้การขาดดุลแฝด และภาวะเงินเฟ้อเพื่อซื้อเวลาฟองสบู่แตก แต่จะมีผลกระทบต่อความสามารถในการใช้หนี้ของประชาชนและลดผลกำไรของบริษัทลง

ปีหน้าจึงเป็นปีที่เราจะเห็นความผันผวนทั้งเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น และสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมือง ที่มีรากเหง้ามาจากสงครามแย่งชิงทรัพยากร เพื่อความอยู่รอดของแต่ละประเทศนั่นเอง ประเทศเล็กๆ ก็จะพลอยติด ร่างแหหรือเป็นเหยื่ออย่างเช่น อิรัก และปาเลสไตน์ ตามเหตุปัจจัยของโลกที่ไร้ความเป็นธรรมลูกนี้

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2