หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ปั้นตัวเลขโอท็อป?

คอลัมน์ จอดป้ายประชาชื่น  โดย เศรษฐ์ สันติ psanti@matichon.co.th   มติชนรายวัน  วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9788

เป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยที่เรียกกันว่า เอสเอ็มอี รวมถึงผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่เรียกกันว่า โอท็อป (OTOP) ให้ลืมตาอ้าปาก และพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

แต่การสนับสนุนดังกล่าวต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และแยกแยะให้ชัดเจนว่าเป็นการสนับสนุนกิจการประเภทใด อย่างไร และด้วยวิธีการใด

ที่สำคัญคือต้องบอกความจริงแก่สาธารณะให้ทราบถึงผลพวงจากนโยบายดังกล่าว มิใช่มุ่งโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อหวังผลในทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว เพราะการบิดเบือนดังกล่าวจะนำไปสู่ความเสียหายอย่างมิอาจประมาณได้

ในช่วงปีแรกหลังจากที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศนโยบายโอท็อป มีการประกาศว่าตัวเลขสินค้าโอท็อปที่ขายได้ไม่ถึง 1,000 ล้านบาท พอปี 2545 หรือปีที่สองมีการประกาศว่าสินค้าโอท็อปพุ่งเป็น 16,700 ล้านบาท และตั้งเป้าที่จะขายให้ได้ในปี 2546 ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวในแง่มุมหนึ่งอาจสะท้อนให้เห็นความสำเร็จของนโยบายการสนับสนุนสินค้าโอท็อปของรัฐบาล

แต่อีกแง่มุมหนึ่งทำให้มองได้ว่า มีการปั้นตัวเลขเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อให้เห็นว่านโยบายของรัฐบาลประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่สินค้าโอท็อปจะเติบโตจากไม่ถึงพันล้านบาทในปีแรก เป็นกว่า 16,000 ล้านบาทในปีที่สอง หรือประมาณ 20 เท่าตัว พร้อมกับวางเป้าโตอีก 2 เท่าตัวในปีถัดไป

เพราะในการประกาศตัวเลขดังกล่าว นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่เคยมีการพูดถึงรายละเอียดของที่มาที่ไป ของสินค้าโอท็อปที่อ้างว่าตัวเลขยอดขายพุ่งหลายเท่าตัวในชั่วระยะเวลาสั้น

ได้เก็บความสงสัยและตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของตัวเลขดังกล่าวมาตลอด

เพิ่งมาถึงบางอ้อ! เมื่อหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติธุรกิจ" ฉบับวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา รายงานข่าวถึงเบื้องหลังการปั้นยอดตัวเลข ของการขายสินค้าโอท็อปที่คาดว่าในปี 2547 จะมียอดขายเกือบ 50,000 ล้านบาท และคุยว่าปี 2548 จะมียอดจำหน่ายทะลุ 1 แสนล้านบาท

เนื้อหาโดยสรุปคือ มีการกวาดต้อนธุรกิจเอสเอ็มอี และสินค้าที่ชาวบ้านประกอบการอยู่แล้วมาลงทะเบียนแล้ว นับรวมยอดขายที่ขายสินค้าดังกล่าว มาเป็นยอดขายสินค้าโอท็อป มีสินค้าที่ส่งเสริมให้กลุ่มชาวบ้านหรือชุมชนผลิตสินค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ไม่มากนัก

นอกจากนั้นแล้วยังมีความคลุมเครือในการนิยามว่าอะไรคือสินค้าโอท็อป ซึ่งหมายถึงเฉพาะสินค้าที่ผลิต โดยการรวมกลุ่มของชาวบ้าน-ชุมชน หรือรวมถึงที่ผลิตโดยเถ้าแก่ที่เป็นของธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม หรือการที่ธุรกิจเหล่านี้จ้างชาวบ้านในหมู่บ้านผลิตสินค้าโดยได้รับเฉพาะค่าแรงด้วย

ถ้าเหมารวมทั้งหมด แน่นอนตัวเลข(ที่ธุรกิจขายสินค้าได้อยู่แล้วก่อนลงทะเบียน) ยอมพุ่งกระฉูด แต่ถ้าแบ่งออกเป็นประเภทให้ชัดเจน เช่น สินค้าที่ผลิตโดยชุมชน สินค้าที่ผลิตโดยเถ้าแก่ สินค้าที่จ้างชาวบ้านเป็นผู้ผลิตจะทำให้เห็นภาพชัดเจน รัฐบาลจะได้ส่งเสริมสนับสนุนให้ต้องตรงวัตถุประสงค์

มิเช่นนั้นแล้วจะมีประเภทย้อมแมว อ้างว่าเป็นสินค้าโอท็อปของชาวบ้านเพื่อรับสิทธิประโยชน์แทนชาวบ้าน

นายประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งลงพื้นที่เพื่อรวบรวมข้อมูล และประเมินผลที่แท้จริงของโครงการโอท็อป กล่าวว่า ถ้าจะวัดความสำเร็จกันแค่ตัวเลขจากยอดจำหน่าย ไม่ใช่แค่แสนล้าน แม้แต่ 2 แสนล้านก็ทำได้ จากการสำรวจพบว่าในโครงการโอท็อปทั้งหมดเป็นเอสเอ็มอี ถึง 70% และกำลังมีเพิ่มมากขึ้น

นายประภาสบอกว่า จากการสุ่มตัวอย่างและลงเก็บข้อมูลในพื้นที่ 200 ชุมชน พบว่าสินค้าโอท็อปมีกลุ่มเอสเอ็มอีเป็นกลุ่มนำ มีเพียง 30% ที่เป็นสินค้าชุมชนที่แท้จริง และใน 30% นี้ยังมีกลุ่มเทียมอยู่ถึง 20% กลุ่มเทียมที่ว่าหมายถึงกลุ่มที่เป็นผู้ประกอบการอยู่ก่อนแล้วและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมให้จดทะเบียนในลักษณะกลุ่ม

ขณะที่อีก 10% ที่เหลือเป็นกลุ่มแม่บ้านในชุมชนจริงแต่เป็นลักษณะพิเศษ คือเป็นกลุ่มเครือญาติผู้บริหารในองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ลงมือทำเองเพื่อสนองนโยบายรัฐ กลุ่มแม่บ้านที่ได้รับการส่งเสริมจากกรมพัฒนาชุมชนก็ขายได้น้อยมากเช่นกัน ยอดขายโอท็อปจึงเป็นประเด็นที่เราถูกหลอกกันเยอะที่สุด

ตัวเลขสินค้าโอท็อป มิใช่โครงการเดียวที่มีการปั้นตัวเลขหลอกชาวบ้าน ยังมีอีกหลายโครงการที่กลวงโบ๋ในลักษณะเช่นนี้

หน้า 20