หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
นโยบายการเงิน- การคลัง กับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2005

เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 27 ธันวาคม 2547

ประเทศไทย แตกต่างจากประเทศใหญ่อื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่เข้มงวดมากขึ้นในปี 2005 แต่สำหรับไทยนั้นมีท่าทีว่า จะดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น แต่นโยบายการคลังนั้นมีความตั้งใจที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลที่อาจจะตามมา คือการปรับขึ้นของดอกเบี้ยในปี 2005 และปีต่อๆ ไป ที่จะสูงกว่าที่คาดการณ์กันในขณะนี้

ผู้อ่านบางคนที่ไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ อาจจะยังไม่เข้าใจชัดเจนว่า นโยบายการเงินและนโยบายการคลังแตกต่างกันอย่างไร กล่าวสั้นๆ ได้ว่า นโยบายการเงินนั้น คือการควบคุมปริมาณเงินในระบบ เพื่อกำหนดดอกเบี้ยระยะสั้น และควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับพอเหมาะพอดี สำหรับไทยนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบนโยบายการเงิน ได้กำหนดเอาไว้ว่า จะควบคุมปริมาณเงินและอัตราดอกเบี้ยให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานให้อยู่ที่ระดับ 0-3.5% ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างกว้าง

ดังนั้น จึงอาจประเมินได้ว่า เป้าหมายเงินเฟ้อน่าจะเป็นจุดกลางของกรอบเป้าหมายคือ 1.75-2.0% นั่นเอง ซึ่งขณะนี้ อัตราเงินเฟ้อรวมอยู่ในระดับ 3.0% แล้ว แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมพลังงานและอาหารสด) นั้น อยู่ในระดับต่ำกว่า 2%

อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานน่าจะต้องปรับอย่างเห็นได้ชัดในปีหน้า เมื่อรัฐบาลยกเลิกการตรึงราคาดีเซล และปล่อยให้ราคาสินค้าค่อยๆ ปรับตัวขึ้น นอกจากนั้น การที่ประเทศไทยใช้ทรัพยากรเต็มที่แล้ว และประเทศหลักอื่นๆ ก็กำลังปรับดอกเบี้ยขึ้น ทำให้นโยบายการเงินของไทยกำลังเข้มงวดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บริษัทหลักทรัพย์ภัทรมองว่า ธปท.จะปรับดอกเบี้ยขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีก 0.5-1.0% ในปี 2005 ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ต้องปรับให้ใกล้เคียงกัน

แต่ที่น่าสนใจคือ นโยบายการคลัง ซึ่งว่าด้วยการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล ไม่ว่าจะมาจากการเก็บภาษีมากขึ้น หรือการกู้ยืมเงินจากประชาชนมากขึ้น เพื่อการใช้จ่ายดังกล่าว ในกรณีของสหรัฐนั้น รัฐบาลบุช 2 มีความต้องการที่จะดำเนินนโยบายปรับลดภาษีอย่างถาวร แทนการลดภาษีอย่างชั่วคราวในอดีต แต่เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐมีปัญหาการขาดดุลงบประมาณจำนวนมาก (ราว 3.5% ของจีดีพี หรือกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์)

ดังนั้น รัฐบาลจึงกำลังถูกกดดันให้มีมาตรการลดรายจ่าย เพื่อให้การขาดดุลงบประมาณลดลงเหลือ 1.75-2.0% ของจีดีพี ภายใน 4 ปีข้างหน้า หากสหรัฐไม่สามารถรัดเข็มขัดได้ ก็มีความเป็นห่วงว่า นักลงทุนและธนาคารกลางของประเทศต่างๆ จะขาดความมั่นใจในนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ ทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์ลดลง ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ต้องอ่อนตัวลดไปอย่างต่อเนื่อง

ในกรณีของสหรัฐนั้นมีความชัดเจน ว่า ต้องใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่เข้มงวดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้เงินเกินตัว แต่สิ่งที่จะตามมาคือ การชะลอตัวลงอย่างมากของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งการบริโภคของสหรัฐในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่สำคัญ

ในทำนองเดียวกันรัฐบาลญี่ปุ่นก็ขาดดุลงบประมาณมากอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจอีก แม้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะชะลอตัวลงมากในปีหน้า (คาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจะเท่ากับ 2.1% ในปี 2005 เมื่อเทียบกับ 4.3% ในปี 2004) สำหรับยุโรปนั้นประเทศหลักๆ เช่น เยอรมนีและฝรั่งเศสก็ขาดดุลงบประมาณเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีสูงถึงจุดสูงสุดที่กำหนดเอาไว้แล้ว จึงไม่อยู่ในสภาวะที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แม้ว่าจีดีพีของยุโรปจะขยายตัวไม่ถึง 2% ในปี 2005 ก็ตาม

ไทยจึงแตกต่างจากประเทศหลักอื่นๆ คือ นโยบายการเงินของไทย จะมีความเข้มงวดขึ้นในขณะที่นโยบายการคลังของไทย มีเป้าหมายหลักที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย SML (ซึ่งคาดว่าต้องใช้เงิน 3 หมื่นล้านบาท) การออกมากล่าวว่า หากเก็บภาษีได้เกินกว่าเป้าเท่าไร ก็จะนำไปใช้จ่าย (ประมาณการว่าจะเก็บภาษีเกินเป้า 4-8 หมื่นล้านบาท) ตลอดจนความพร้อมที่จะมอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐอุดหนุน SME และให้เงินกู้เงื่อนไขพิเศษให้กับหน่วยงานของรัฐ ที่จะก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ เช่น การขยายรถไฟฟ้า และการสร้างถนน กล่าวคือรัฐบาลไทยนั้นคาดหวังว่า จะใช้ทั้งเงินในงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

เมื่อนโยบายการเงินเดินไปทางหนึ่ง แต่นโยบายการคลังเดินไปอีกทางหนึ่ง ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง (ในรูปของ IS-LM) ก็จะให้ข้อสรุปว่า ดอกเบี้ยจะต้องปรับขึ้นแน่นอน เพราะ ธปท.ต้องการลดสภาพคล่อง แต่นโยบายการคลังส่งเสริมให้ใช้สภาพคล่องเพิ่มขึ้น แม้ขณะนี้ ในประเทศจะมีสภาพคล่องมาก จึงยังไม่มีปัญหา แต่ในอนาคตอันใกล้ สภาพคล่องอาจเริ่มขาดแคลนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ดอกเบี้ยต้องปรับขึ้นไปมากกว่าที่คาดการณ์ขณะนี้

สำหรับผลต่อจีดีพีนั้น ทฤษฎีบอกว่า ไม่สามารถทราบได้แน่ว่า จีดีพีจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ หากนโยบายการเงินเข้มเกินไป แต่นโยบายการคลังไม่สามารถใช้จ่ายเงินได้ตามเป้า จีดีพีอาจขยายตัวช้าลงก็ได้

นอกจากนั้น อัตราดอกเบี้ยที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้ค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้น การแข็งตัวนี้อาจจะทำให้ไทยส่งออกได้น้อยลงและนำเข้ามากขึ้น ส่งผลให้จีดีพีขยายตัวในอัตราที่ลดลงก็ได้ครับ