หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว    ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 27 ธันวาคม 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3648 (2848)

เห็นแต่อาการที่ปรากฏออกมาของปัญหา

ดูจากที่เราคนไทย (ไม่ว่าจะเป็นคนไทยระดับไหน ตั้งแต่หัวหน้ารัฐบาลและคนในรัฐบาล นักการเมือง นักวิชาการ/ปัญญาชน สื่อมวลชนและคนไทยอื่นๆ ) พูดกัน เขียนกันถึงปัญหาของบ้านเมืองทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และด้านอื่นๆ ที่ทำกันอยู่ตลอดเวลานั้น มันแสดงให้เห็นว่า เราเห็นแต่อาการ (symptoms) ที่ปรากฏออกมาของปัญหา เป็นต้นว่าปัญหาความยากจน การ เมืองที่แม้จะมีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว แต่ประชา ธิปไตยไทยก็ไม่ไปไหน (ยังเป็นการเมืองที่เป็นเรื่องของการแสวงหาอำนาจ การใช้อำนาจ และการดำรงรักษาอำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง) ปัญหาระบบราชการ ปัญหาการศึกษา

ปัญหาการขาดความโปร่งใสและการคอร์รัปชั่นที่ยังระบาดหนักและด้วยรูปแบบที่แยบยลและหลากหลายหนักข้อขึ้น การขาดศีลธรรมและปัญหาสังคมเสื่อมทรุดหนัก และการขาดความสัมพันธ์และความไว้วางใจกันระหว่างผู้คนในสังคม ตลอดจนการมีความคิดเห็นที่แตกแยกไปกันคนละทิศละทาง ตัวเลขชี้วัดระดับไอคิวและอีคิวของเด็กไทยที่ลดต่ำลงๆ และปัญหาเด็กและเยาวชนที่มีพฤติกรรมไปในทางทำร้ายและทำลายชีวิตของตนเองให้ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย การระบาดของยาเสพย์ติด ปัญหาโรคเครียดและโรคทางจิต และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ของผู้คนที่รุมเร้าเข้ามา การตายและการบาดเจ็บและพิการจากอุบัติเหตุทางรถยนต์และถนนที่น่าสยดสยองเพิ่มขึ้นทุกปี ปัญหาการใช้ความรุนแรงและฆ่ากันตายโดยง่ายๆ ของผู้คนที่หนักขึ้นทุกวัน การมีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ผิดปกติและผิดเพี้ยนไปจากที่ควรเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ของคนไทย แม้แต่ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่มีมาโดยตลอดอันยาวนาน จนกระทั่งปะทุรุนแรงให้เห็นในเวลานี้ และเห็นแต่อาการที่ปรากฏออกมาของปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งล้วนวิกฤตเต็มไปหมด

แต่เราไม่รู้ว่าอาการที่ปรากฏให้เห็นของปัญหาตรงปลายเหตุเหล่านั้น มันเป็นผลหรือมาจากสาเหตุของปัญหาที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ หรือปัญหาที่มองไม่เห็นอะไร หรือเราไม่มีวิธีคิด หรือเราไม่มีวิธีอธิบายกัน (หรืออธิบายกันแต่ไม่ได้ส่วนที่เป็นสาระสำคัญ) จริงๆ ว่า อาการที่ปรากฏออกมาของปัญหาเหล่านั้นมันเป็นผลของอะไรสักอย่าง หรือสาเหตุจากอะไร ทั้งสาเหตุทางตรงและสาเหตุทางอ้อม

และที่เป็นเช่นนั้นเพราะเราคนไทย/สังคมไทย โดยเฉพาะชนชั้นข้างบนมองไม่เห็นมุมที่ถูก มองไม่เห็นความจริง ไม่ยอมรับความจริง ยอมรับความจริงไม่ได้ หรือมีวัฒนธรรมที่ "ปิดบังความจริง" ตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศที่เป็นนักธุรกิจ/ นายทุน หรือที่เป็นปราชญ์/ปัญญาชนหรือนักวิชาการก็เหมือนกัน คือต่าง "ปิดบังความจริง" เพียงแต่ (มีวิธี) ปิดบังต่างกันเท่านั้น ผู้นำประเทศที่มาจากนักธุรกิจ/นายทุนก็ปิดบังในแง่ทำตนเป็นพวก "นักปฏิบัติ" (being practical) หรือทำตนเป็นพวก "ปฏิบัตินิยม" (practicism) ส่วนปราชญ์/ปัญญาชนหรือนักวิชาการก็ปิดบังในแง่ทำเป็นว่าเราต้องเป็น "สังคมอุดมคติ" (ideal society) หรือทำตนเป็นพวก "อุดมคตินิยม" (idealism) ซึ่งล้วนเป็น "จิตวิทยาแบบสองสลึง" (cheap psychology)

(ผล) เราจึงไม่รู้ว่า ไม่มีวิธี ไม่มีกลไก ไม่มีกระบวนการ ไม่มีคน และไม่มีอื่นๆ ที่จำเป็นต้องมี เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุของอาการที่ปรากฏออกมาของปัญหารอบด้านที่วิกฤตของประเทศ เพื่อให้เกิดผล (outcomes) ใหม่ที่เราต้องการเห็นหรือต้องการให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น สุดท้ายแล้วเราก็ไม่ไปไหนกันเลย เราก็มาออกแรงแก้แต่ปัญหาตรงปลายเหตุ (นอกจากปัญหาจะไม่หายแล้ว อาการของปัญหายิ่งรุนแรงขึ้นทุกวัน) หรือเพราะฉะนั้น เราทำอย่างไรก็จะจบอยู่ขนาดนี้

แม้มีความคิดถูกต้องแล้ว ก็ยังมีปัญหา

อย่างไรก็ตาม แม้มีความคิดถูกต้องแล้ว ก็ยังมีปัญหาว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยทางด้านต่างๆ ได้อย่างไร (เพื่อให้ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ถูกต้อง) ปัญหาดังที่ว่าคือปัญหาดังเช่นต่อไปนี้

1. เราไม่วาดภาพคร่าวๆ ออกมาให้ได้ก่อนว่า "ประเทศไทยมีปัญหาอะไร ?" "ประเทศไทยต่างจากประเทศอื่นอย่างไร ?"

2. เรามองไม่เห็นหรือไม่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน (clear vision) จริงๆ ว่า สุดท้ายแล้ว "อยากให้คนไทย ครอบครัวไทย สังคมไทย และประเทศไทยเป็นอย่างไร ?"

3. มีปัญหาการขาด "ธรรมาภิบาล" (good governance) ระบบมันคอร์รัปชั่นกันหมด เพราะแม้แต่ประเทศที่ดีแล้ว เขาก็ยังมีปัญหากันอยู่เลย แล้วมันก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหานี้ของเรามันจะหนักหน่วงไม่เกินกว่าจะแก้ปัญหาโดยมนุษย์ (act of man) ได้อย่างไร ?

4. มีปัญหา "สภาพแวดล้อมทางสังคมวัฒนธรรม" ที่สร้าง "แบบอย่างมาตรฐาน" (standard norms) ที่บังคับความรู้สึกนึกคิดมาสู่การกระทำและการประพฤติปฏิบัติของผู้คนในสังคม (ดังกล่าวมาเสมอว่ามันทำให้คนไทยไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ หรือที่มันทำให้คนไทยตาย (spiritually dead)

5. ปัญหาการครอบ (งำ) คนไทยโดยแหล่งอำนาจในการทำลายผู้คนของสังคมไทยที่สำคัญเป็นต้นว่า

(1) กระทรวงมหาดไทย/สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ "อำนาจในการขี่คอคน" (2) กระทรวงศึกษาธิการ (บวกทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ) ที่ "ขายอวิชชา" และ (3) ในปัจจุบันซึ่งปรากฏชัดเจนในรัฐบาลทักษิณ (ที่มาจากนายทุนการสื่อสาร) ก็มาเพิ่ม "เทคโนโลยี" (โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศและการติดต่อสื่อสารหรือไอซีที) มาครอบงำเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ผล (result/outcome) แล้วจะไม่ให้ "เด็กไทย" มันแบนแต๊ดแต๋ได้อย่างไร

6. ปัญหาให้ความสำคัญกับ "เงิน" "ภาคการเงิน" มากเกินไป ในทางเศรษฐศาสตร์ เงินเป็นเพียงน้ำมันหล่อลื่น (โดยเฉพาะนายแบงก์และแบงก์ไทยทำตนเป็นเพียง "นักค้าเงิน" และ "โรงรับจำนำอันรุ่งโรจน์" เท่านั้น และไม่รู้เรื่องและขาดความรับผิดชอบต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ) และโดยเฉพาะในรัฐบาลทักษิณตอนนี้ที่แก้ปัญหาโดยใช้เงินแก้ และเอาฝรั่งเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ให้ฝรั่งเข้ามา "พัฒนาคนไทย" หรือปัญหาที่ผู้ปกครองไทยยังยืมมือฝรั่งมาขี่คอคนไทยไม่หยุดเลย

สิ่งจำเป็นของการเปลี่ยนแปลง

ประเทศไทย

เบื้องแรกต้องหัดรู้จักสารภาพบาปกันบ้าง ว่าเราทำอะไรกันมา เราทำกันมาอย่างไร ถึงทำให้บ้านเมืองและผู้คนของเราต้องตกอยู่ในสภาพดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ต้องวาดภาพคร่าวๆ กันออกมาให้ได้ก่อนว่า ประเทศไทยตอนนี้อยู่ตรงไหน (มากันอย่างไร มาถึงไหนกันแล้ว/ปัจจุบันอยู่ในสภาพอย่างไร แล้วจะไปไหนต่อไปและเพื่ออะไร แล้วจะทำให้มันเกิดเป็นจริงได้อย่างไร และระบบเดิมตรงไหนต้องปล่อยให้ตายก่อน และตรงไหนที่มันพอจะหายใจได้อยู่ ทั้งนี้ เพื่อให้มีกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง (transformation process)

เบื้องแรกเช่นการต้องเปลี่ยนแปลงวิญญาณผู้นำ/ผู้มีอำนาจ (จะเปลี่ยนเองกันไม่ได้ ต้องเป็นการถูกบังคับกันให้เปลี่ยน) ถ้าวิญญาณ (spirit and soul) ไม่เปลี่ยน ก็จะไม่มี "ความตั้งใจที่จะเปลี่ยน แปลง" (will) หรือในทำนองเดียวกัน ก็คือ ถ้าทำโดยไม่แก้ตรง "ราก" (foundamental) หรือถ้าไม่มุ่งความสนใจไปที่ตรงส่วนที่เป็นรากของปัญหา มันก็จะไม่มีเหตุผล

หรือมันต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับการเปลี่ยนแปลงความเชื่อและค่านิยม หรือต้องเปลี่ยนถึงขั้นเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนสันดานคนไทยกันใหม่ (reborn)

เป็นการเปลี่ยนแปลงสถาบันต่างๆ ในประเทศไทยใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะสถาบันสำคัญๆ อันเป็นที่มาของรากวัฒนธรรมไทย (ให้คนอื่นทำตาม ใช้การบังคับและให้ระเบียบแบบแผนอย่างไร) ซึ่งวัฒนธรรมผ่านทางสถาบันต่างๆ ที่ใช้ปกครองกันมา มันไม่ได้ผลแล้ว

ต้องการสถาบันแบบใหม่ที่ต่างไปจากเดิม (สำหรับชีวิตใหม่) ตัวอย่างที่เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (เพราะการพัฒนาต่อไปต้องเป็นการพัฒนาเชิงคุณภาพ ต้องเป็นการขยายตัวเชิงคุณภาพ) ต้องเป็นสังคมอย่างไรถึงจะปลูกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นได้ (ดูประสบการณ์ของประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว เขาเป็นคนอย่างไร สังคมอย่างไร หรือสถาบันต่างๆ ในสังคมของเขาเป็นอย่างไร จึงมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้) ตัวอย่างสังคมเจริญก้าวหน้าเป็น "สังคมที่ใช้เหตุผล" (rational society) เป็น "คนที่ใช้เหตุผล" (rational man) ซึ่งตรงกันข้ามกับ "สังคมขั้นปฐม" (primitive society) ที่ยังเชื่อในเวทมนตร์คาถาและไสยศาสตร์และผู้คน "ผูกพันกันเชิงอารมณ์" (emotional tie)

นอกจากนั้นแล้ว ต้องมีคนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือมี "change agents" และปัจจัยสำคัญที่สุดอีกอย่างอยู่ที่ "ความเป็นผู้นำ" (leadership) เพราะถ้าต้องการให้ทันโลก รู้ว่าเราต้องเปลี่ยนแปลง ก็ต้องมี "ขีดความสามารถในการบริหาร" (management capacity) ที่จะบริหารการเปลี่ยนแปลงของสังคม บุคคล ครอบครัว ชุมชน และประเทศไทยโดยส่วนรวม

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6