|
||||||||||||||
|
เศรษฐกิจปี 2548
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 27 ธันวาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3648 (2848) มีหลายคนมาถามว่าเศรษฐกิจปี 2548 หรือปีหน้านี้จะเป็นอย่างไร เพราะเขาฟังมาจากหลายสำนัก รวมทั้งหน่วยราชการต่างๆ ก็ว่าปีหน้านี้เศรษฐกิจคงจะชะลอตัวจากปีนี้ หรืออย่างเก่งก็เท่ากับปีนี้ คือขยายตัวประมาณร้อยละ 6.5 ถามเขาว่าทำไมคิดอย่างนั้น เขาก็ตอบผมมาว่า ก็ฝรั่งเขาว่าอย่างนั้น เขาว่าเศรษฐกิจของจีนจะชะลอตัว น้ำมันที่แพงปีนี้จะมีผลไปถึงปีหน้า คืออัตราเงินเฟ้อก็จะเพิ่มขึ้น โรคไข้หวัดนกก็จะยังมีอยู่ ดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น มิหนำซ้ำค่าเงินบาทก็แข็งขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ฟังฝรั่งเขาว่าอย่างนั้น ผมกลับมีความเห็นตรงกันข้าม เมื่อปลายปีที่แล้วและต้นปีนี้ ผมเคยคาดการณ์เอาไว้ว่าเศรษฐกิจของบ้านเราจะขยายตัวสูงกว่าร้อยละ 8 แต่ไปไม่ถึง บังเอิญมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นหลายเรื่องพร้อมๆ กัน ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กันได้ยากมาก เริ่มตั้งแต่ไข้หวัดนกหลังจากที่โรคซาร์สหายไป ไข้หวัดนกความจริงไม่ได้มีผลร้ายแรงทางเศรษฐกิจมากกว่าทำให้ส่งไก่สดแช่แข็งออกไม่ได้ ความร้ายแรงของไข้หวัดนก อันตรายน้อยกว่าการระบาดของไข้หวัดใหญ่มากมาย เพราะไข้หวัดใหญ่ที่เรียกว่า "Hong Kong flue" ระบาดที่ยุโรป อเมริกามีคนตายเป็นหมื่นคน แต่ไม่เป็นข่าว เพราะเป็นเรื่องธรรมดา องค์การอนามัยโลกจะทำตื่นเต้น คนก็ไม่สนใจ พอไข้หวัดนกระบาดเที่ยวนี้ องค์การอนามัยโลกได้โอกาส ก็เล่นเป็นข่าวใหญ่ว่าจะกลายพันธุ์บ้าง แล้วก็จะระบาดจากคนไปสู่คนบ้าง สื่อมวลชนบ้านเราก็เล่นข่าวใหญ่ตามองค์การอนามัยโลก ตกใจกันไปทั่วโลก น้ำมันก็ขึ้นราคาอย่างต่อเนื่องจากปลายปีที่แล้ว บาร์เรลละ 28 ดอลลาร์ขึ้นไปถึง 56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กลายเป็นเรื่องใหญ่ สื่อมวลชนต่างประเทศลงข่าวว่าจะไปถึง 70 เหรียญต่อบาร์เรลบ้าง 100 เหรียญต่อบาร์เรลบ้าง ส่วนเรื่องความรุนแรงในภาคใต้ ก็เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนตะวันตกและของเราเอง โดยเฉพาะกรณีที่เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง คือ กรณีที่มัสยิดกรือเซะ และที่อำเภอตากใบ ปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ในปี 2547 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ เป็นปัจจัยที่เป็นลบเสียเป็นส่วนมาก ในหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ทั้งในและต่างประเทศ แม้กระนั้นเศรษฐกิจของเราก็ยังขยายตัวได้ถึงร้อยละ 6.5 ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะการส่งออกยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สูงทั้งปริมาณและราคาของที่ส่งออก รายได้จากการท่องเที่ยวก็ไม่ตก แถมยังมีการขยายตัวในอัตราที่น่าพอใจ การลงทุนภาครัฐบาลก็ยังขยายตัวไปได้ดี การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนก็ขยายตัวในอัตราที่เป็นปกติ จะมีก็แต่การลงทุนภาคเอกชนเท่านั้นที่ชะลอตัวลงไปบ้าง ซึ่งเหตุผลบางคนก็บอกว่าเป็นเพราะสถานการณ์ภาคใต้ของเราเป็นเหตุ บางคนก็ว่าเพราะราคาน้ำมันขึ้นแรงเกินไป เป็นเหตุให้ผู้ลงทุนต้องทบทวนแผนการลงทุนเสียใหม่ การลงทุนของภาคเอกชนก็เลยชะลอตัวตามไปด้วย เหตุที่การขยายตัวของเรายังไปได้ดี ที่สำคัญที่สุดก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถรักษาอัตราแลกเปลี่ยนไว้ให้มีเสถียรภาพได้ดีมาก ในอัตราประมาณ 41-42 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐมาจนถึงปลายปี เงินบาทจึงได้แข็งขึ้น ที่แย่หน่อยก็คือแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป สำหรับปีหน้าคือปี 2548 นี้ ที่ยังเห็นว่าเศรษฐกิจของเราอย่างน้อยก็น่าจะดีกว่าปีนี้ ก็ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ เศรษฐกิจของเอเชียจะยังคงขยายตัวในอัตราที่สูงอยู่ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐกิจของจีน อย่างน้อยก็ขยายตัวกว่าร้อยละ 9 ตามมาด้วยอินเดีย ก็ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อไป แถมยังมีรัสเซียซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจของไทย ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญเพิ่มขึ้นมาอีกแห่งหนึ่งที่สำคัญ การส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติน่าจะเพิ่มขึ้นได้อีก ราคาน้ำมันน่าจะถึงขีดสูงสุดแล้ว ปีหน้าราคาน้ำมันไม่น่าจะสะวิงอย่างน่าใจหายอย่างปีนี้ และน่าจะอยู่ราว 40-45 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งผู้ผลิตก็น่าจะพอใจแล้ว และถ้ารัสเซียสามารถแก้ไขปัญหาภายในประเทศได้ และสามารถส่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันออกได้มากกว่านี้อีก ราคาน้ำมันน่าจะลดลง และมีเสถียรภาพดีกว่าปีนี้ ถ้าราคาน้ำมันลดลงและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้คนหายตกใจเรื่องน้ำมันขึ้นราคา ก็น่าจะทำให้ความมั่นใจของผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกาดีขึ้น สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น ที่สำคัญถ้าราคาน้ำมันลดลงและมีเสถียรภาพ โครงการลงทุนของภาคเอกชนในบ้านเราก็น่าจะเดินหน้าต่อไปได้ หลังจากที่ชะลอตัวลงมาในปี 2547 นี้ ถ้าการลงทุนภาคเอกชนในประเทศของเราเดินหน้าต่อไปได้ในปีหน้านี้ บวกกับการส่งออกและการท่องเที่ยวของเรายังขยายตัวต่อได้ดีเหมือนกับปีนื้ เพราะการขยายตัวที่ดีของภูมิภาคเอเชีย โรคไข้หวัดนกแม้จะยังคงเป็นปัญหา แต่ก็เบาลงมา และที่สำคัญสื่อมวลชนเลิกให้ความสนใจแล้ว เพราะผู้คนรู้แล้วว่าไม่ได้เป็นอันตรายสาหัสสากรรจ์อะไร องค์การอนามัยโลกก็เลิกเล่นข่าวนี้แล้ว คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว สำหรับเรื่องนี้ ส่วนที่จะยังเป็นปัญหาอยู่ต่อไปก็คงจะเป็นเรื่องการก่อการร้ายในภาคใต้ก็คงจะเป็นปัญหา แต่จะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่สื่อมวลชนคงจะไม่ใช้ข่าวนี้เป็นข่าวนำที่สำคัญ เหมือนกับที่เป็นตั้งแต่ต้นปีนี้มา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะไม่มีเหตุการณ์ที่น่าสลด ที่ผู้ก่อการร้ายก่อขึ้นในกรณีมัสยิดกรือเซะกับที่อำเภอตากใบ เหมือนอย่างปีนี้ ที่สำคัญต้องไม่ลุกลามไปที่อื่นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเรา รวมทั้งเมืองหลวงคือกรุงเทพมหานครของเราด้วย ที่สำคัญไม่น่าจะมีปัจจัยลบมาเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในปีเดียวกัน อย่างที่เกิดขึ้นในปีนี้ ถ้าใครรู้วิชาสถิติ "ความเป็นไปได้" ที่จะเกิดเหตุการณ์ร้าย 4-5 อย่างในปีเดียวกันนั้นจะน้อยมาก ก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นพร้อมๆ กันเหมือนอย่างปีนี้ได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาน้ำมัน ไข้หวัดนก เงินบาทแข็ง ปัญหาทางภาคใต้ เหตุการณ์เลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน อย่างนี้นานๆ เราจะได้เห็นเสียทีหนึ่ง ส่วนปัจจัยบวกสำหรับปีหน้านั้น ก็มีหลายอย่าง ที่สำคัญปีหน้าเป็นปีเลือกตั้ง ก็อย่างที่รู้กัน การเลือกตั้งในบ้านเรานั้นก็ต้องมีการใช้จ่าย ไม่ว่ากฎหมายเลือกตั้งจะเขียนไว้อย่างไร การใช้จ่ายก็จะมีจนได้ แล้วก็เป็นการจัดลงไปที่รากหญ้าเหมือนๆ กับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนกันกับโครงการอื่นๆ ของรัฐบาลนั่นเอง แต่คราวนี้เป็นโครงการของพรรคการเมืองทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาล หรือพรรคร่วมรัฐบาล หรือพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรคร่วมฝ่ายค้าน สัญญาณที่ถือว่าสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยส่วนรวมดีขึ้นหมดเกือบจะทุกหมวด แม้ว่าราคาหุ้นจะดีไม่เท่าปีที่แล้ว แต่ผลประกอบการของบริษัทห้างร้านต่างๆ ในตลาดดีขึ้นมาก ราคาหุ้นต่อรายได้ของบริษัทปีนี้ต่ำกว่าปีที่แล้ว บริษัทหลายบริษัทที่ผมเป็นกรรมการอยู่ทุกแห่ง ผลประกอบการดีขึ้นหมดเมื่อเทียบกับปีกลาย แม้กระทั่งในหมวดอสังหาริมทรัพย์ซึ่งคิดว่าแย่ เพราะวัสดุก่อสร้างมีราคาแพงขึ้น ดอกเบี้ยเริ่มขยับขึ้น การจ้างงานโดยรวมดีขึ้น หลายบริษัทสามารถปรับค่าจ้างเงินเดือนให้สูงขึ้นได้ หลายบริษัทที่ไม่สามารถจ่ายโบนัสพนักงานได้มาเป็นเวลาหลายปีก็เริ่มจ่ายได้ จำนวนบริษัทที่จ่ายเงินปันผลมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี อีกอันหนึ่งซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีก็คือภาษีอากร รายได้ของรัฐเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย ทั้งๆ ที่เป้าหมายตั้งอยู่บนข้อสมมุติฐานซึ่งทำเมื่อปี 2546 ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของเราในปี 2547 จะขยายตัวในอัตราประมาณร้อยละ 7.0 ถึง 8.0 แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าเก็บภาษีน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม และไฟฟ้าได้สูงขึ้น เพราะราคาน้ำมันและพลังงานสูงกว่าสมมุติฐานทั้งที่ตั้งไว้มากก็ได้ แต่เอาเป็นว่าถ้ารายได้ของรัฐบาลเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี ถึงแม้ว่าปีนี้ฝนจะแล้ง ผลผลิตทางการเกษตรอาจจะไม่ดีนักสำหรับข้าวนาปีและข้าวนาปรังในหน้าแล้งปีนี้ และปีหน้า รวมทั้งอ้อย ข้าวโพด และอื่นๆ แต่ถ้าราคาสินค้าเกษตรปีหน้าดีอย่างปีนี้อีก และดูท่าจะดี เพราะฝนแล้งเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียด้วย ราคาสินค้าเกษตรก็น่าจะดีพอชดเชยกับผลผลิตที่ลดลง บางทีดีกว่ามีของล้นตลาด แล้วราคาตกเสียอีก ที่หลายคนเป็นห่วงก็คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย จะสามารถรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน หรือค่าเงินบาทไม่ให้แข็งไปกว่านี้ได้หรือไม่ ถ้าได้สัก 40 บาทต่อดอลลาร์ได้ทั้งปีก็คงจะดี แต่ถ้าแข็งกว่า 39 บาท ซึ่งเป็นอยู่ในขณะนี้ก็คงจะไม่ค่อยจะดี ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นขี้อาย เวลาแทรกแซงค่าเงินบาทโดยการเอาเงินบาทไปซื้อเงินตราต่างประเทศมาเพิ่มทุนสำรอง ก็มักจะแอบทำ ใครถามก็จะปฏิเสธซึ่งไม่รู้จะปฏิเสธทำไม ใครๆ เขาก็รู้ หรือจะกลัวนายกรัฐมนตรีรู้ก็ไม่ทราบ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีของเราท่านไม่ค่อยชอบให้เงินบาทอ่อน ปี 2547 อเมริกาขึ้นดอกเบี้ยมาตรฐานมาหลายยกแล้ว ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจอเมริกาก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไร ผมจึงคาดว่าปี 2548 ที่จะมาถึงนี้ อัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของอเมริกาคงไม่ดีขึ้นมากมายต่อไปแต่ดอกเบี้ยก็คงไม่ลง สำหรับประเทศเรา แม้ว่า ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแต่สภาพคล่องยังมีอยู่ ดอกเบี้ยคงจะขยับบ้างไม่มากนัก และไม่น่าจะเร็ว ถ้าดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลสักหน่อยก็จะดี เพื่อจะได้เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ บาทจะไม่อ่อนลงบ้าง ธปท.ซึ่งขี้อายจะได้ไม่ต้องซื้อดอลลาร์มาเก็บมาก ถ้าเป็นอย่างที่ว่านี้ ปีหน้าเศรษฐกิจของเราน่าจะขยายตัวได้ราวๆ 7-8 เปอร์เซ็นต์ พวกเราคงสบายใจกว่าปีนี้ ผมเห็นของผมอย่างนี้แหละ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|