หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
“การมีส่วนร่วมทางการเมือง”

คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา  โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2   วันที่ 23 ธันวาคม 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3647 (2847)

ในช่วงบรรยากาศการใกล้วันเลือกตั้งใหญ่ของประเทศไทยในอีกคำรบหนึ่ง ผู้เขียนก็ขอมีส่วนร่วม ในการสร้างบรรยากาศเชิญชวนประชาชนชาวไทย ไปร่วมใช้สิทธิ์เลือกตั้งของตนเองในวันเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วย

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าการสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้คนจะนำมาซึ่งคุณประโยชน์ต่างๆในหลากหลายแง่มุม ในทางเศรษฐศาสตร์การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่สูงขึ้นในสังคมประชาธิปไตยจะนำมาซึ่งการตัดสินใจทางการเมืองและสังคมที่ “ถูกต้อง” ได้

ในที่นี้คำว่า “ถูกต้อง” หมายถึง การตัดสินใจที่สามารถสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม ซึ่งการตัดสินใจในลักษณะดังกล่าวจะนำมาซึ่งนโยบายภาครัฐที่ทำให้สังคมส่วนรวมได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่พึงปรารถนา (ของนักเศรษฐศาสตร์)

จึงไม่น่าแปลกใจที่มีนักรัฐศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์การเมือง หันมาให้ความสนใจศึกษาปัจจัย ที่กำหนดระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของผู้คนในสังคมหนึ่งๆ อย่างกว้างขวาง บทความนี้จะเป็นการนำเอาแนวคิดบางประการที่น่าสนใจ เกี่ยวกับปัจจัยที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกัน มาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับทราบกัน

ด้วยสาเหตุในเรื่องความสามารถที่จำกัดและความถนัดของผู้เขียน บทความต่างๆ ที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาถ่ายทอดในบทความนี้ จะมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ จะมีกระบวนวิธีการศึกษาในลักษณะของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ซึ่งเน้นหนักไปที่การสร้างตรรกะหรือทฤษฎีในเชิงคณิตศาสตร์ และมีการศึกษาเชิงประจักษ์ โดยอาศัยเครื่องมือทางเศรษฐมิติ

เป็นที่ยอมรับกันในวงวิชาการอย่างกว้างขวางว่าระดับการศึกษาของผู้คนเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆ ในการกำหนดระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้คนในสังคม การศึกษานำมาซึ่งความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมือง

การศึกษายังสร้างผลกระทบภายนอกในทางบวก โดยส่งเสริมการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสาร และการถกเถียงกันในเรื่องราวต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ ระบบการเมืองการปกครองในสังคม การทุจริตคอรัปชั่น และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเมืองการปกครองในด้านอื่นๆ

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าแปลกใจว่าในสังคมสหรัฐอเมริกา ที่ระดับการศึกษาโดยรวมของทั้งสังคม อยู่ในระดับที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา แต่ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้คนในสหรัฐอเมริกา กลับมิได้เติบโตขึ้นในสัดส่วนเดียวกันกับระดับการศึกษา

เป็นไปได้ที่ความสัมพันธ์ระหว่างระดับการศึกษากับการมีส่วนร่วมทางการเมือง อาจจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ในลักษณะเส้นตรง นั่นคือ ระดับการศึกษาจะส่งผลให้ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในสังคมเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าหากสังคมดังกล่าวมีระดับการศึกษาตั้งต้นอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ผลกระทบจากการศึกษาต่อระดับการมีส่วนร่วมทางการเมือง อาจจะถูกลดทอนลงเมื่อระดับการศึกษาตั้งต้นของสังคมอยู่ในระดับสูงระดับหนึ่ง

แต่เราจะสามารถอธิบายเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทำไมสังคมที่มีการรับรู้ถึงระบบการทำงานของระบอบประชาธิปไตยที่สูงขึ้น มีการรับรู้ถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น มีการพูดคุยถ่ายทอดข่าวสารทางการเมืองการปกครองมากขึ้น กลับมีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ไม่เติบโตตามมากนัก

งานของ Norman Nie, Jane Junn, และ Kenneth Stehlik-Barry ในปี ค.ศ. 1996 ได้ให้คำอธิบายถึงผลกระทบของระดับการศึกษาต่อระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสังคมในลักษณะที่แตกต่างออกไป และมีความน่าสนใจ

พวกเขาได้มองผลกระทบของการศึกษาต่อการตัดสินใจมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้คนแต่ละคนออกเป็นสองรูปแบบ โดยรูปแบบแรกถูกเรียกว่าผลกระทบสัมบูรณ์ ซึ่งก็คือรูปแบบที่เราคุ้นเคย โดยการศึกษาจะสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมทางการเมือง และส่งเสริมให้ผู้คนต่างเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของตนขึ้น

ผลกระทบที่สองถูกเรียกว่าผลกระทบสัมพัทธ์ โดยผลกระทบดังกล่าวจะเป็นผลกระทบของระดับการศึกษาโดยเฉลี่ยของผู้คนรอบๆข้าง ต่อการตัดสินใจเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้คน ผลกระทบที่สองนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในทางบวกและทางลบ

ในทางบวกการศึกษาจะสร้างเสริมการพูดคุยถ่ายทอดข่าวสารทางการเมืองการปกครอง จะกระตุ้นบรรยากาศของการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ในขณะที่ผลกระทบในทางลบจะเป็นการที่ผู้คนต่างคาดหวังกับการกระทำของบุคคลอื่นๆ และลดทอนความคาดหวังในผลกระทบของบทบาทของตนเองลง

โดยผู้คนที่ถูกแวดล้อมด้วยเพื่อนบ้านที่มีการศึกษาสูงอาจตัดสินใจไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยหวังว่าเพื่อนบ้านของตนที่มีการศึกษาสูงจะเข้าไปใช้สิทธิ์ และการตัดสินใจของเพื่อนบ้านคนดังกล่าวอาจจะดีกว่าการตัดสินใจของตนเอง

นอกจากนั้นการใช้สิทธิ์โดยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นก็ลดทอนอำนาจในการตัดสินผลการเลือกตั้งของผู้คนคนหนึ่งด้วย ดังนั้นประโยชน์ที่บุคคลคนหนึ่งจะได้รับจากการใช้สิทธิ์จึงลดลงจนอาจจะต่ำกว่าต้นทุนที่ตนเองจะได้รับ

ความสัมพันธ์ในลักษณะไม่ใช่เส้นตรงระหว่างการศึกษา และระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองจึงเกิดขึ้น งานของ Norman Nie, Jane Junn, และ Kenneth Stehlik-Barry ได้ทดสอบทฤษฎีของตนในเชิงประจักษ์เช่นเดียวกัน และผลลัพธ์ที่ได้ก็สนับสนุนทฤษฎีดังกล่าว อย่างไรก็ตามงานศึกษาที่ติดตามมาในช่วงหลังก็มีทั้งงานที่สนับสนุนและคัดค้านกับทฤษฎีดังกล่าว

นอกจากปัจจัยในด้านระดับการศึกษาของผู้คนแล้ว ปัจจัยที่กระทบต่อประโยชน์ และต้นทุน ของการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้คน ก็เป็นสิ่งที่ถูกศึกษากันอย่างกว้างขวาง ดังเช่น งานศึกษาของ Claudio Bravo-Ortega และ Daniel Hojman ในปี ค.ศ. 2002 ก็เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจงานหนึ่ง

โดยงานดังกล่าวจะศึกษาถึงผลกระทบจากระดับการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาล ต่อระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้คนในสังคม โดยในงานดังกล่าวการทุจริตคอรัปชั่นในระดับที่สูงขึ้นย่อมส่งผลให้ผู้คนในสังคมเกิดความเบื่อหน่ายต่อการเมือง และลดทอนระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของตนเองลง

อย่างไรก็ตามในอีกทางหนึ่งระดับการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลก็ได้รับผลกระทบ จากระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้คนในสังคมเช่นเดียวกัน โดยถ้าหากผู้คนมีระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองต่ำรัฐบาลก็มีช่องทางในการทุจริตคอรัปชั่นเพิ่มสูงขึ้น

ดังนั้นระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองและระดับการทุจริตของรัฐบาลก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อกันและกัน โดยถ้าหากเราสามารถเสริมสร้างให้ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งอยู่ในระดับที่พึงปรารถนามากขึ้น ปัจจัยอีกด้านหนึ่งก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และส่งผลกระทบที่สนับสนุนกันต่อไปในอนาคต

สำหรับตัวอย่างของงานที่ศึกษาด้านต้นทุนของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง ได้แก่ งานของ J.G. Gimpel และ J.E. Schuknecht ในปี ค.ศ. 2003 ซึ่งศึกษาถึงผลกระทบของระดับความสามารถในการเข้ากล่องเลือกตั้ง ต่อระดับการเข้าใช้สิทธิ์เลือกตั้งของผู้คน

งานศึกษาดังกล่าวได้สมมติว่าผู้คนได้รับประโยชน์ (ในรูปของความพึงพอใจ) จากการเติมเต็มหน้าที่ทางการเมืองของตน อย่างไรก็ตามผู้คนมีต้นทุนต่อการเดินทางไปเลือกตั้ง ดังนั้นถ้าหากต้นทุนดังกล่าวอยู่สูงกว่าระดับผลประโยชน์ที่ผู้คนได้รับ เขาก็จะไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

จากการศึกษาเชิงประจักษ์ในงานดังกล่าว ต้นทุนในการเข้าถึงกล่องเลือกตั้งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อระดับการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งของผู้คน ถึงแม้ว่าจะควบคุมปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น ความแตกต่างในด้านแรงจูงใจ ข้อมูลข่าวสาร และความแตกต่างทางด้านทรัพยากรที่มีอยู่ของแต่ละบุคคล ไปแล้วก็ตาม

อย่างไรก็ตามระยะทางอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่เพิ่มต้นทุนในการเข้าถึงกล่องเลือกตั้ง จากการศึกษาดังกล่าว ผู้คนที่อยู่ในเขตเลือกตั้งที่กล่องเลือกตั้งอยู่ห่างไกล ก็ยังมีระดับการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สูงกว่าในบางเขตเลือกตั้งซึ่งกล่องเลือกตั้งตั้งอยู่ในระยะทางใกล้กว่า

ความซับซ้อนของเส้นทาง และต้นทุนในการเดินทาง เช่น ค่าน้ำมัน การหาที่จอดรถ เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากกว่าความยาวของระยะทางจากหน้าบ้านถึงกล่องเลือกตั้งของผู้คน

ถึงแม้จะมีเหตุผลมากมายที่อธิบายได้ถึงการไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งของผู้คน แต่ผู้เขียนก็ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประชาชนชาวไทยจะร่วมแรงร่วมกำลังกันไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่กำลังจะมาถึงนี้

 เอกสารอ้างอิง

- Claudio Bravo-Ortega and Hojman, Daniel (2002). Political animals and civic participation. Mimio.

- J.G. Gimpel and Schuknecht, J.E. (2003). Political participation and the accessibility of the ballot box. Political Geography, 22, pp. 471 – 488.

- Norman H. Nie, Junn, Jane and Stehlik-Barry, Kenneth (1996). Education and Democratic Citizenship in America. Chicago: University of Chicago Press.