|
||||||||||
|
ความยากจนในประเทศไทย
คอลัมน์ คนเดินตรอก โดย วีรพงษ์ รามางกูร ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 13 ธันวาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3644 (2844)เรื่องความยากจนในประเทศไทยมีการพูดกันมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการของไทยไปจนถึงนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศว่าจะขจัดความยากจนให้หมดไปจากประเทศไทยภายใน 6 ปี คือภายในวาระที่ 2 ของท่าน นอกจากปัญหาความยากจนแล้ว ยังมีการพูดกันมากอีกเหมือนกันว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีมากขึ้น จนจะกลายเป็นปัญหาสังคมที่หนักหน่วงมากยิ่งขึ้น และจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต ปัญหาความยากจนกับปัญหาความแตกต่างกันของรายได้ แม้ว่าจะเป็นปัญหาคนละอย่าง แต่ก็เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกัน ผมกลับมีความเห็นไม่เหมือนกับนักวิชาการส่วนใหญ่และท่านนายกรัฐมน ตรี ปัญหาแรก คือปัญหาความแตกต่างของรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจน หรือช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ซึ่งนับวันจะห่างกันออกไป จนเป็นปัญหาทางสังคม แบบเดียวกับประเทศละตินอเมริกานั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ ความคิดของนักเศรษฐศาสตร์มหภาคเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปมาก ขณะนี้เขากลับถือว่าความแตกต่างระหว่างรายได้ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่ได้เป็นตัวที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในสังคม ตัวที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในสังคม กลับเป็นฐานะความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน หรือการใช้จ่ายที่แตกต่างกันมากกว่า ถ้าหากว่าคนมีรายได้มากแต่มีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ฟุ่มเฟือย รายได้ส่วนใหญ่เก็บออมไว้ หรือไม่ก็ไปลงทุน ไม่ได้เอาความร่ำรวยไปกดขี่เอารัดเอาเปรียบคนยากจนแบบตรงไปตรงมาอย่างในสมัยโบราณ ขณะเดียวกันผู้คนในระดับล่างส่วนใหญ่ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ไม่แตกต่างกับคนชั้นกลางหรือคนชั้นสูง คนรวยมีรายได้สูงแต่มีระดับการออมสูง ไม่ฟุ่มเฟือย ผลประโยชน์จากทรัพย์สินก็ได้จากตลาดทุนตลาดเงินหรือตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้กดขี่เอารัดเอาเปรียบขูดรีดกันแบบสมัยก่อน เพราะมีสถาบันการเงินของรัฐและของเอกชนมาเป็นคนกลางให้ รูปแบบของการรีดนาทาเร้นจึงไม่เห็นชัดเจน ยกเว้นคนกลุ่มน้อย ความตึงเครียดของสังคมอันเกิดจากความแตกต่างของรายได้จึงเจือจางลงตามลำดับ จะเหลือก็เป็นคนกลุ่มน้อยที่ยังเข้าไม่ถึงสถาบันการเงิน ซึ่งมีทั้งคนในเมืองและคนนอกเมือง การเช่าที่ทำนาทำไร่ หรือทำการเกษตรจากนายทุนที่ดินก็มีน้อย ส่วนมากถ้าจะเช่าก็เช่ากันเองระหว่างเกษตรกรด้วยกันเอง และผู้ให้เช่าก็มักจะไม่ค่อยได้ค่าเช่า ถ้าให้เช่าจะต้องบอกก่อน 6 ปี เจ้าของที่ดินจึงปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างดีกว่าให้คนเช่า ถ้าจะ ให้ออกก่อน 6 ปี ก็ต้องชดเชยเป็นเงินจำนวนมาก ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ได้เปิดเสรีการส่งออกสินค้าเกษตร ราคาสินค้าเกษตรก็เข้าใกล้ราคาตลาดโลกมากขึ้น ระบบการชลประทานมีมากขึ้น เขตเกษตรก้าวหน้าก็มีมากขึ้น ในขณะเดียวกันระบบถนน การขนส่งสินค้าที่เสรี ไม่มีการผูกขาด ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศสามารถเชื่อมโยงกับตลาดโลกได้เกือบทั้งหมด ทำให้รายได้ของเกษตรกรดีขึ้นมาก ถนนเข้าถึงหมู่บ้านเกือบทั้งหมดของประเทศ ระบบไฟฟ้าของเราก็มีความทั่วถึงมากที่สุดประเทศหนึ่งในเอเชีย กล่าวคือไฟฟ้าเข้าถึงหมู่บ้านทั้งหมด กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เหลือที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึงก็หมู่บ้านที่ตั้งขึ้นใหม่ในเขตห่างไกลจริงๆ ระบบประปาหมู่บ้าน หรือบริการน้ำสะอาดก็ขยายตัวไปมาก แม้ว่าจะค่อนข้างช้ากว่าระบบไฟฟ้าก็ตาม ขณะนี้เกือบทุกครัวเรือนมีโทรทัศน์ดู วิทยุไม่ต้องพูดถึง มีทุกครัวเรือน รถมอเตอร์ไซค์กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนมีใช้ บางครัวเรือนมีหลายๆ คัน รถยนต์ปิกอัพกว่าครึ่งของครัวเรือนทั่วประเทศมีใช้ บริการสาธารณสุข ตั้งแต่อาสาสมัครสาธารณสุข โรงพยาบาล อำเภอ โรงพยาบาลจังหวัด บางจังหวัดมีหลายๆ โรงพยาบาล โรงเรียนมัธยม มีลงไปถึงเกือบทุกตำบลแล้ว คนในชนบทดูโทรทัศน์ก็ดูรายการละครเรื่องเดียวกัน ดูกีฬาพร้อมกัน อ่านหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและเดลินิวส์เหมือนกัน ฟังข่าววิทยุรายการเดียวกัน คนในเมืองนั่งรถเก๋ง ขี่มอเตอร์ไซค์ คนบ้านนอกนอกเมืองก็นั่งรถปิกอัพ ขี่มอเตอร์ไซค์เหมือนกัน รับประทานบะหมี่สำเร็จรูปยี่ห้อเดียวกัน ที่สำคัญการติดต่อเดินทางระหว่างหมู่บ้านกับในเมืองใหญ่ก็ใช้ระยะเวลาสั้นลง จากเมืองใหญ่ไปถึงหมู่บ้านรอบๆ รวดเร็วภายใน 2-3 ชั่วโมง เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าถือ เครื่องไฟฟ้า เครื่องใช้ในบ้านราคาก็ถูกลงมาก จนทุกบ้านแม้จะมีรายได้ต่ำเพียงใด ถ้าอยากมีก็สามารถซื้อหามาได้ การแต่งเนื้อแต่งตัวของผู้คนในเมืองหรือชนบทก็คล้ายๆ กัน ไม่ได้แตกต่างกันมาก เพียงแต่ยี่ห้อเท่านั้นที่แตกต่างกัน บ้านราคา 4-5 ล้านบาท มีอยู่ทั่วไปทุกตำบล หาบ้านมุงแฝกมุงจากไม่ได้แล้ว แม้แต่หลังคาสังกะสีก็มีไม่มาก การทำนาทำไร่ก็สะดวกสบายขึ้น เพราะมีเครื่องจักร เครื่องทุ่นแรง เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องไถนา แทร็กเตอร์สำหรับไถไร่ การใช้พลังงานต่อหัวก็สูงขึ้น เดี๋ยวนี้จะหาควายไถนาไถไร่ยาก คนไทยไม่อยากจะทำงานบางอย่างที่ใช้แรง งานมากหรือสภาพการทำงานไม่ดี ต้องนำเข้าแรงงานมาจากต่างประเทศแล้ว อีกทั้งผู้ประกอบการไทยที่ร่ำรวยก็ไม่มีวัฒนธรรมในการใช้ยี่ห้อที่ฟุ่มเฟือยหรูหรามาก เหมือนฝรั่ง เมื่อมีรายได้สูงก็เก็บออมไว้ให้ลูกหรือไม่ก็ลงทุนต่อขยายงานต่อจ้างแรงงานมากขึ้น นายทุนไทยส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างนั้น เมื่อชีวิตความเป็นอยู่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ช่องว่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่ของคนรวยคนจนเข้าใกล้มากขึ้นอย่างนี้ ความตึงเครียดระหว่าง คนรวยคนจนจึงไม่มี ที่เคยมีก็ลดลงอย่างมาก นโยบายหลายประเทศเปลี่ยนไป ใครอยากรวยก็รวยไป แต่ถ้าใช้จ่ายจะถูกเก็บภาษี ขอให้ออมมากๆ ก็แล้วกัน การที่ภาษีทรัพย์สินมีอัตราไม่สูงนัก ทำให้คนรวยคนจนในเมืองอยู่ปนเปกัน ไม่มีการแบ่งเขตคนรวยคนจน คนจนอยู่ห้องแถวหน้าซอย มีคนรวยเป็นเพื่อนบ้านอยู่ลึกเข้าไปในซอย คนอยู่ในห้องแถวลูกเต้าเรียนหนังสือสูง รายได้มากขึ้น ก็ย้ายไปซื้อบ้านของหมู่บ้านจัดสรรในชานเมือง ไม่เหมือนยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกา ที่แยกเขตกันอยู่อย่างชัดเจน เพราะอัตราภาษีที่ดินที่สูงต่ำต่างกันเป็นเหตุ สำหรับความยากจน แบบที่เราเห็นเมื่อก่อนคือไม่มีอาหารรับประทาน เพียงพอ ไม่มีเครื่องนุ่งห่ม คนจนใส่เสื้อผ้าขาดวิ่น เหมือนผ้าขี้ริ้ว เจ็บป่วย ไม่มีบริการการแพทย์ดูแลแทบจะไม่มีแล้ว ทุกคนจะมีงานทำถ้าต้องการ เพราะมีสภาพขาดแคลนแรงงานทั่วไป ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร อัตราค่าจ้างก็สูงขึ้น เช่น รอบๆ เมืองใหญ่ในภาคอีสาน ค่าจ้างเกี่ยวข้าววันละ 300 บาท ห่างออกไป 200 บาท ฤดูตัดอ้อยค่าจ้างวันละ 300 บาท แรงงานกรีดยางแบ่งครึ่งกับเจ้าของสวนยาง แรงงานก่อสร้างหาแรงงานคนไทยทำไม่ได้ ผู้ช่วยแม่บ้านเงินเดือน 4,000-6,000 บาทพร้อมอาหารที่อยู่ก็หาคนทำได้ยาก หลายคนต้องใช้ผู้ช่วยแม่บ้าน คนสวนจากประเทศเพื่อนบ้าน ความยากจนแบบที่เคยเห็นเมื่อ 20-30 ปีก่อนจึงไม่ใช่ปัญหาหลักของพื้นที่ที่เรียกว่าชนบทไทยในทุกๆ ภาคอีกต่อไป แต่ที่พูดมานี้ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีความยากจนหลงเหลืออยู่ในประเทศไทย ความยากจนก็ยังมีอยู่และยังมีอยู่ตลอดไป อย่างไรก็ไม่หมด และไม่มีประเทศไหน รวมทั้งอเมริกา ยุโรป ก็ไม่หมด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะจะมีคนที่ย้ายไปไหนไม่ได้ แม้ว่าจะมีงานมีการรออยู่ในเขตเกษตรก้าวหน้าอยู่ในเมือง อาจจะเป็นเพราะอายุมาก หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือขาดการศึกษาเสียจนไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรที่ไหนได้ หรืออาจจะเป็นข้อจำกัดทางด้านวัฒนธรรม หรือสังคมที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่ หรือไม่ยอมทำงานหลายอย่าง แต่กระนั้นก็ยังรับหางานเล็กๆ น้อยๆ มาทำที่บ้านได้ เช่น งานเลี้ยงเด็ก งานตัดเย็บเสื้อผ้า ประกอบเครื่องวงจรไฟฟ้า เจียระไนเพชร พลอย ทำศิลปหัตถกรรมส่งให้พ่อค้า ถ้าไม่ขาดการศึกษาจนเกินไป ไม่เจ็บป่วย หรือแก่เฒ่าจนเกินไป หรือไม่ก็ไม่อยากทำงานอะไรเลยจนเกินไป การเข้ามาทำงานในที่มีงานทำก็ไม่ไกลจากบ้านมากนัก เพราะทุกวันนี้การคมนาคมไปมาก็รวดเร็ว โทรทัศน์ก็มีทั่วถึงทุกหมู่บ้าน ไม่นับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีกันมากแล้ว การวัดความยากจนโดยใช้รายได้เป็นเครื่องวัดจึงไม่น่าได้ผลที่ถูกต้อง การวัดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนก็ไม่น่าจะเป็นเครื่องชี้ที่สำคัญ ถ้าชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างคนรวยกับคนจนเข้าใกล้กันมากขึ้น ดร.เสนาะ อูนากูล เคยเสนอให้ใช้ "ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน" หรือ จ.ป.ฐ. ซึ่งท่านคิดตอนนั่งรถไฟกลับจากภาคอีสาน ซึ่งวัดจากการได้รับบริการจากรัฐ และน่าจะเป็นเครื่องวัดที่ดีกว่ามาก การให้ความสนใจเรื่องปัญหาความยากจนนั้น นายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม โดยเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ดร.เสนาะ อูนากูล และคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ เป็นคนจุดพลุขึ้นมาจนสามารถมีแผนพัฒนาชนบทยากจน บรรจุไว้ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 4 โดยก่อนหน้านั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้ให้ความสนพระทัยมาก่อนเป็นเวลานาน บัดนี้ผลของการพัฒนาชนบทยากจนก็ปรากฏขึ้นมาอย่างมาก จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ปัญหาความยากจนจึงไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียวแล้ว แต่หนักไปทางปัญหาสังคม และวัฒนธรรม เช่น ปัญหาสุขภาพ การสื่อสารแหล่งที่มีงานทำ ปัญหาเรื่องวัฒนธรรม ปัญหาเรื่องโครงสร้างอายุ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในเขตนอกเมืองซึ่งจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน จะดีหรือไม่ดีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การวิเคราะห์ปัญหาที่ถูกต้องก็เป็นเรื่องสำคัญ การเอาเรื่องข้อยกเว้นส่วนน้อยเฉพาะที่ มาขยายใหญ่เป็นเรื่องทั่วไป บางทีก็ทำให้การวางนโยบายผิดพลาด สิ้นเปลืองงบประมาณแล้วก็ไม่เกิดผลอะไร เพราะเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด การแก้ไขปัญหาความแตกต่างของรายได้ ก็มักจะมุ่งไปที่โครงสร้างภาษีอากร ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด ความคิดสมัยใหม่กลับให้ความสำคัญกับภาษีทางตรงน้อยลง เพราะเป็นอุปสรรคขัดขวางการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญกับภาษีการบริโภคมากขึ้น เพื่อลงโทษคนจ่ายมาก แต่ยกเว้นภาษีรายได้ที่คนเก็บออมมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้คนรวยแต่ออมมากกลับจะรวยและขยันทำงานมากขึ้น ซึ่งขัดกับความคิดเรื่องภาษีอากรแบบเก่า การพูดถึงเรื่องความยากจนแบบทั่วไป รัฐบาลก็ชอบจะได้จัดงบประมาณลงไปช่วยแบบสูญเปล่าและรั่วไหลมากๆ รัฐมนตรีก็ชอบ ส.ส.ก็ชอบ แต่ถ้าเห็นว่าเป็นกรณียกเว้น ก็ควรจัดโครงการช่วยเหลือให้ตรงจุด และตรงกับความต้องการของคนยากจนจริงๆ ซึ่งใช้เงินไม่มากอย่างที่ทำกันอยู่ ขอระบายความอึดอัดใจสักวันเพราะฟังมามากแล้ว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|