หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
พลังแห่งเสรีภาพ

คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ  โดย นวพร เรืองสกุล  มติชนรายวัน  วันที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9769

หนังสือพลังแห่งชีวิต ที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งทางสื่อวิทยุและใบแทรกสิ่งพิมพ์ เปิดมุมมองที่น่าสนใจหลายประการ

มุมมองในที่นี้คือไทยมองไทย ที่อาจจะส่องไกลไปถึงอนาคตของสังคมที่เรียกกันว่า

สังคมไทย

เสรีภาพคืออะไร

สำหรับผู้เขียน เรื่องของเสรีภาพกับเรื่องของสิทธิ์แทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน ที่มองกันคนละแง่

เสรีภาพมิใช่เรื่องของการที่แต่ละคนจะทำอะไรได้ตามชอบใจโดยไม่มีขีดจำกัด และก็มิใช่การอ้างรัฐธรรมนูญมาเป็นข้อปิดปากห้ามถกเถียงหรือมีความเห็นที่แตกต่าง ทั้งๆ ที่การอ้างมักเป็นการอ้างฝ่ายเดียว มองประโยชน์ด้านเดียว คือด้านตามใจผู้พูด

เสรีภาพต้องมองสองด้าน คือ ด้านของผู้กระทำและด้านผู้ถูกกระทำพร้อมๆ กัน ไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเดือดร้อนหรือถูกรอนสิทธิ์ สังคมจึงจะอยู่ได้อย่างปกติสุข ยกตัวอย่างเช่นเสรีภาพในการดำรงชีวิต ต้องกำกับด้วยการเคารพในชีวิตของผู้อื่นด้วย ไม่ใช่ว่าแต่ละคนมีสิทธิ์จะไปฆ่าใครก็ได้ เพื่อการดำรงชีวิตของตนเอง

สิทธิ์ในทรัพย์สินของแต่ละคนได้รับการยอมรับ และทุกคนมีเสรีภาพที่จะใช้ทรัพย์สินของเขาเอง แต่ว่าสิทธิ์นั้นรองรับด้วยการปกป้องมิให้คนหนึ่งไปลิดรอนสิทธิ์ของคนอื่น หรือยื้อแย่งทรัพย์สินของผู้อื่น และในขณะเดียวกันก็ถูกจำกัดสิทธิ์ในการจะใช้ทรัพย์สินของตนในการรุกรานหรือรอนสิทธิ์และเสรีภาพของผู้อื่น

ขอยกตัวอย่างเรื่องใกล้ๆ ตัวสักสองเรื่อง

เรื่องแรก การใช้บาทวิถีเพื่อกิจกรรมต่างๆ นอกเหนือจากการเป็นบาทวิถี (คือทางเดินเท้า) ในสังคมตะวันตก เรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นการรอนสิทธิ์อันชอบธรรมของผู้ใช้ทางเท้า ซึ่งเป็นสาธารณะ เป็นสิทธิ์ของทุกคนที่เดินถนน ใครนำบาทวิถีไปใช้ส่วนตนถือว่าละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นและจะถูกฝ่ายรักษากฎหมายเข้ามา "ดำเนินการ" เพื่อรักษาสิทธิ์ของทุกคนที่เดินเท้า

ในสังคมของบ้านเรา หาบเร่ แผงลอยวางได้ มอเตอร์ไซค์ แม้กระทั่งรถยนต์ จอดได้ และยังมีกิจกรรมอื่นๆ เกิดขึ้นอีกหลากหลายบนบาทวิถี สิทธิ์อันชอบธรรมของผู้ใช้ทางเท้าถูกลิดรอน โดยเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็รู้เห็นเป็นใจ รวมทั้งมีส่วนเข้าไปกำหนดให้กระทำได้อีกด้วย

เรื่องที่สอง เรื่องของเสียง ใครอยู่ใกล้สถานที่ที่ชอบใช้ไมโครโฟนส่งเสียงลั่นออกไปนอกบริเวณงาน คงจะต้อง "อดทน" กับเสียงหนวกหูเหล่านั้น

บ้านของผู้เขียนอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ตอนเช้าต้องฟังเพลงชาติ และเพลงประจำมหาวิทยาลัย วันกีฬาสี ต้องฟังเสียงเชียร์และเสียงประชาสัมพันธ์แสบหูตลอดวันกลางคืนเคยมีงานเลี้ยงที่ไม่เลิกราจนเที่ยงคืน พร้อมเสียงร้องเพลงของนักร้องสมัครเล่นที่สนุกเฉพาะคนร้อง แต่เป็นทุกข์ของคนฟัง

แม้แต่เพื่อนบ้านก็เคยทะเลาะกัน โกรธกันไปแล้วด้วยเรื่องทำนองนี้

ในประเด็นนี้ถือว่า สิทธิ์ในการอยู่อย่างสงบในบ้านของตนเองถูกลิดรอน โดยเพื่อนบ้านใช้เสรีภาพในการใช้เครื่องขยายเสียงในบริเวณบ้านของตน แต่เสียงนั้นรุกรานไปรบกวนผู้อื่นคงไม่ต้องบอกว่าในประเทศที่เข้าเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เขาจัดการอย่างไร

ผู้อภิปรายท่านหนึ่ง ในการสัมมนาเรื่อง "เสรีภาพสื่อไทยในยุคเศรษฐกิจการเมืองผูกขาด" ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในบ้านเมืองเรานี้ เสรีภาพมีอยู่ และเสรีภาพอยู่ที่เราจะสร้าง ในขณะที่คนส่วนหนึ่งฉวยโอกาสใช้เสรีภาพไปในทางลบจำเป็นจะต้องมีพลังของผู้ที่ใช้เสรีภาพในทางบวกขึ้นมาคาน

เสรีภาพในทางสร้างสรรค์ ต้องประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ และความรับผิดชอบที่บุคคลพึงมีต่อสังคม

เสรีภาพในการนับถือศาสนา

เป็นคนละเรื่องกับเสรีภาพในการโฆษณาศาสนา

ทุกคนมีเสรีภาพที่จะนับถือศาสนา หรือจะไม่นับถือศาสนาใดเลยก็ได้ แต่ว่าการเกลี้ยกล่อม โน้มน้าว ชักชวนให้คนที่ไม่ได้นับถือ หันไปสนใจรับนับถือศาสนานั้นๆ เป็นอีกประเด็นหนึ่งต่างหาก

การเผยแพร่ศาสนากระทำกันหลายรูปแบบ เช่น

*กีดกันผู้นับถือศาสนาอื่นด้านการงาน สังคม ฯลฯ ทั้งอย่างแนบเนียนและโจ่งแจ้ง ตามโอกาส

*ใช้กฎหมายมาเป็นตัวช่วยเพื่อให้ตนได้สิทธิ์บางประการ หรือรอนสิทธิ์ผู้อื่นทางอ้อม

*โจมตีศาสนาที่เป็นศาสนาหลัก เพื่อแย่งชิงศาสนิก ซึ่งวิธีนี้ต้องใช้ในยามที่ศาสนาอีกศาสนาหนึ่งอ่อนแอ

*แทรกซึมหรือสร้างเครือข่ายเพื่อให้มีส่วนมีเสียงด้านการเมือง การปกครอง การกำหนดนโยบายด้านสังคมที่สำคัญๆ เช่น นโยบายด้านการศึกษา เป็นต้น

*กระทำความดี ประกอบกับการเผยแพร่ศาสนาของตนเอง เช่น ให้ความรู้ให้งานการอาชีพเป็นต้น

การจะเผยแพร่ศาสนาด้วยการทำดีให้คนอื่นประทับใจ และอยากเอาแบบอย่าง เป็นสิ่งที่ทุกสังคมน่าจะยอมรับได้ เช่น การตั้งโรงเรียน และโรงพยาบาล ซึ่งหลายแห่งมีชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้ และเป็นสิ่งที่ทุกคนเลือกได้ว่าจะยอมตนเป็นเป้าหมายของการเผยแพร่ศาสนาหรือไม่

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าใครส่งลูกหลานไปเข้าโรงเรียนคริสต์ มีคนป่วยไปนอนโรงพยาบาลคริสต์ แล้วได้รับการชักชวนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ยอมรับนับถือศาสนาคริสต์ ก็คงไม่ถือเป็นเรื่องน่ารังเกียจ เพราะสถานที่และเจ้าของกิจการได้แสดงแจ้งชัดแล้วว่า มีวัตถุประสงค์เช่นนั้น ถ้าไม่อยากฟัง ก็ไม่ต้องไปเข้าโรงเรียน หรือโรงพยาบาลนั้นๆ

เคยได้ยินมาว่า แพทย์(ชาวไทย ศาสนาพุทธ) รักษาคนไข้(ชาวต่างประเทศ ศาสนาอิสลาม) หาย คนไข้ไม่ได้ขอบคุณคุณหมอ ไม่ได้ขอบคุณคนไทย แต่ขอบคุณพระเจ้าของเขานั่นก็เป็นเรื่องที่รับได้ เพราะเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล

มาในยุคปัจจุบันเป็นยุคของการตลาด การโฆษณาที่ออกมาทางสื่อโทรทัศน์ ดูเป็นเรื่อง "ก้าวหน้า" สำหรับคนที่ชอบของแปลกใหม่ เมื่อหนังโฆษณาหนังสือเรื่อง พลังแห่งชีวิต ออกมาและมีผู้ท้วงติง หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องเสรีภาพ และบางคนก็แว้งกลับมากล่าวโทษว่า "ทำไมพุทธศาสนาไม่ทำบ้าง" "ไม่ทำแล้วยังไปว่าคนอื่นเขาอีก" ฯลฯ

ถ้ามองในแง่ของเสรีภาพตามที่กล่าวมาแล้ว ก็มีประเด็นน่าสังเกตดังนี้

1.สื่อสาธารณะ มีผู้รับชมทั่วไป ดังนั้นการเผยแพร่ศาสนาโดยการใช้สื่อเช่นนี้ออกอากาศในเวลาโฆษณา ไม่ใช่ในเวลาที่ระบุว่าเป็นเวลาของศาสนา เท่ากับบังคับให้ฟัง เป็นการลิดรอนเสรีภาพของผู้ที่นับถือศาสนาอื่นๆ ให้ต้องพลอยฟังเรื่องพระเจ้าด้วย

2.โฆษณาไม่ได้ระบุชัดว่าเป็นการโฆษณาสินค้า(คือศาสนา) แต่เป็นการชวนให้ขอหนังสือที่น่าสนใจมาอ่าน ถ้าเทียบให้เห็นชัดๆ ก็อยากจะเทียบว่า เหมือนโฆษณาเครื่องดื่มหนึ่งอย่าง บอกแต่ว่าดื่มแล้วมีความสุข และให้ทดลองขอมาชิม จะเปลี่ยนชีวิตได้ ผู้ฟังและผู้ขอยังไม่รู้ว่าจะได้อะไรมา รู้แต่ว่าได้น้ำหนึ่งขวดที่ดื่มได้ อาจจะเป็นเหล้า ยาดอง น้ำหวาน น้ำผลไม้ เครื่องดื่มสุขภาพ หรืออะไรก็ได้ทั้งนั้น

ในแง่นี้ การไม่ทำโฆษณาออกมาแข่งกัน น่าจะเป็นเรื่องที่งดงามกว่าการลงมือโฆษณายัดเยียดให้ฟัง

นักเศรษฐศาสตร์จะบอกว่า อะไรที่ทำคนเดียวพอไปได้ ลองทำพร้อมๆ กันดูซิ จะเห็นว่าไม่รอด ให้ลองจินตนาการว่า วันหนึ่งๆ มีโฆษณาทุกศาสนา 6-7 ศาสนา แล้วยังมีแต่ละนิกายในแต่ละศาสนา ออกอากาศทุกช่องโทรทัศน์ นี่คือสิ่งที่ต้องคิดก่อนจะเห็นดีเห็นงามกับการโฆษณาศาสนา

ในเสรีภาพมีวัฒนธรรม

และในวัฒนธรรมมีศาสนาแฝงอยู่

สหรัฐอเมริกาได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ แต่ใครก็ตามที่ก้าวเท้าเข้าไป คงไม่สงสัยว่าประเทศนั้นมีคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาหลัก ที่แทรกซึมอยู่ในกิจกรรมต่างๆ เสมอมา

นักเรียนอาจจะไม่ถูกบังคับรับฟังเรื่องศาสนาในห้องเรียน แต่ศาสนาไม่ได้ถูกละเลยไปโดยสิ้นเชิง มีวิชาว่าด้วยศาสนาให้เลือกเรียน ทั้งศาสนาคริสต์ และศาสนาเปรียบเทียบ มีการส่งเสริมให้ไปโบสถ์ในวันอาทิตย์ ฯลฯ

อีกประการหนึ่ง การเรียนการสอนหนีไม่พ้นต้องเข้าใจคริสตศาสนามากบ้างน้อยบ้างเพื่อให้เข้าใจ ภาษา วรรณคดี ศิลปกรรม ฯลฯ เพราะศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในสมัยหนึ่ง และยังเป็นพื้นฐานที่เกี่ยวโยงมาถึงวิธีมองโลก มองชีวิต มองพื้นฐานว่ามนุษย์เป็นอย่างไรและเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของกรอบแห่งกฎหมาย และกติกาในสังคม

ในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยหลายแห่ง มีโบสถ์คริสต์ แม้ในวันรับปริญญาบางแห่งก็ยังมีท่านสาธุคุณมากล่าว การสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี ก็เอามือวางบนไบเบิล

วิธีปฏิบัติ และวิธีคิดที่ปรากฏในข้อเขียนในคอลัมน์ต่างๆ ในหนังสือพิมพ์ในเมืองไทยในเวลานี้เป็นเช่นไร ท่านผู้อ่านก็คงจะเห็นได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว

ศาสนาไหนๆ ดีกว่าไม่มีศาสนา จริงหรือ

ในการสัมมนาที่สยามสมาคม มีผู้ถามว่าการพูดถึงเรื่องสังคม ปรัชญา และศาสนาในวันนี้ พูดแต่เรื่องภาคใต้ ไม่ได้พูดถึงเรื่องการเผยแพร่ศาสนาทางโทรทัศน์ และบทบาทของศาสนาที่จะมีต่อสังคมในอนาคตเลย ผู้อภิปรายท่านหนึ่งซึ่งระบุตนเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชนผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรม ได้แสดงความเห็นว่า ให้เยาวชนของเรานับถือศาสนาสักศาสนาหนึ่งดีกว่าเป็นวัตถุนิยม ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย แล้วประเด็นนี้ก็ผ่านเลยเหมือนเป็นประเด็นเล็กๆ ประเด็นหนึ่ง

คำตอบ ของผู้อภิปรายมีข้อชวนให้โต้แย้ง

1.คนที่นับถือศาสนาก็เป็นวัตถุนิยมได้ ไม่ใช่ว่านับถือศาสนาแล้วจะต้องไม่เป็นวัตถุนิยมหรือคนที่นิยมวัตถุจะต้องไม่มีศาสนา

2.คนไม่นับถือศาสนาอาจจะเป็นคนดีมากกว่าคนที่นับถือศาสนาก็ได้

เพื่อนๆ หลายคนของผู้เขียนบอกว่า ตัวเขาเป็นคนไม่มีศาสนา เพราะเขาไม่เชื่อในหลักสำคัญที่แต่ละศาสนาอ้างถึงว่าเป็นแก่นของศาสนานั้นๆ แต่เขาเชื่อในการทำความดี เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมเป็นปกติ และน่าอยู่

ในทางตรงกันข้าม คนที่แก่ศาสนาบางคนกลับก็มีเจตนาอื่นแอบแฝง เช่น ลาภ ยศ การได้อำนาจ หรือแม้แต่การรุกรานแย่งชิงเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน(ทั้งในนามพระเป็นเจ้า หรือในนามที่เป็นนามธรรมอื่นๆ)

3.แต่ละศาสนาไม่เหมือนกัน แต่ละศาสนามีทิฐิของตนเอง(ทิฐิ แปลว่า ทฤษฎี) และแต่ละศาสนาต่างก็กล่าวหาว่าศาสนาอื่นๆ ทั้งหมดเป็นมิจฉาทิฐิ(คือผิด) ด้วยชื่อเรียกต่างๆ กัน

เรื่องนี้แล้วแต่ว่าแต่ละคนที่ได้รับฟังจะพิจารณาโดยใช้เหตุผล ศรัทธา ความเชื่อประการเดียว หรืออะไร ในการแยกแยะว่าทฤษฎีได้น่าเชื่อถือ และยอมรับนับถือ

บริบทของสังคมไทยที่อาจเปลี่ยนแปลง

ปฏิกิริยาของคนทั่วๆ ไปเป็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องการโฆษณาศาสนาผ่านการแจกหนังสือฟรี ท่านผู้อ่านก็คงได้สังเกตเห็นด้วยตนเองแล้ว

สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดจากการศึกษาเรื่องประวัติการเผยแผ่คริสตศาสนาในประเทศไทยก็คือ ในเวลานี้สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอันมาก ในสมัยที่คริสตศาสนาเผยแพร่โดยท้าทายต่อชาวพุทธ ฝ่ายปกครองใส่ใจในการปกป้องพระพุทธศาสนาและห้ามปรามการกระทำของคริสตศาสนิกบางรายที่ล่วงล้ำกระทำสิ่งที่ไม่งามเช่นนั้น

แต่บัดนี้ฝ่ายปกครองทุกระดับ เห็นว่าเรื่องพุทธศาสนาเป็นเรื่องปลีกย่อย ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ต้องใส่ใจ ในขณะที่ในสังคมก็ยังไม่มีองค์กรอื่นขึ้นมาทดแทนที่มีพลังเข้มแข็งพอ จึงเป็นเวลาของการรุกรานทุกศาสนา ทุกความเชื่อ เพื่อกินพื้นที่ของพุทธศาสนาที่ขาดผู้ปกป้องคุ้มครอง

ถ้าสิ่งที่กำลังเป็นอยู่นี้ดำรงอยู่ต่อไป และเป็นไปในแนวโน้มนี้เรื่อยๆ สังคมไทยในอนาคตจะมีทิศทางการเดินไปอีกทางหนึ่งที่หักเหไปจากปัจจุบัน โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว โดยเจตนาหรือไม่เจตนา โดยรู้เท่าทันหรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อ "ทิฐิ" ของคนในชาติแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เป็นการแตกต่างกันที่พื้นฐานความเชื่อ ซึ่งมีผลต่อไปถึงพฤติกรรม วัฒนธรรมและสิ่งต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคมไทย

พลังของ ดิน น้ำ ลม ไฟ ปล่อยไปตามลำพัง เป็นได้ทั้งคุณและโทษ ผู้ที่ฉลาดรอบคอบสามารถกำกับและนำพลังนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ชีวิตได้ แต่ถ้าไม่รู้จักใช้ หรือใช้ไม่เป็น โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พลังนั้นก็อาจจะเป็นพลังในทางทำลาย

พลังของเสรีภาพที่มีผลต่อสังคม ก็เช่นกัน

หน้า 6