|
||||||||||||||
|
ปัญหาทางโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยที่ก่อวิกฤต (1)
คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 06 ธันวาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3642 (2842) นักเศรษฐศาสตร์ใช้เวลาเป็นศตวรรษๆ ในการอธิบายเรื่อง "ค่าและราคาทางเศรษฐกิจ" (theory of value and price) อธิบายเรื่องนี้เพื่อให้คำตอบว่าราคาสินค้านี้ควรเป็นเท่าไร ราคาระหว่างสินค้าต่างๆ ควรจะเป็นเท่าไร หรือราคาสินค้าต่างๆ และราคาปัจจัยการผลิตต่างๆ (ที่ดิน แรงงาน ทุนและผู้ประกอบการ) ควรจะเป็นอย่างไรหรือควรจะเป็นเท่าไร (relative prices) และส่วนราคาสมบูรณ์ (absolute prices) ก็จะเป็นเรื่องของราคาตามภาวะเงินเฟ้อและภาวะเงินฝืด การคิดถึงหรืออธิบายเรื่องดังกล่าวข้างต้นเหล่านั้นเพื่อให้รู้ว่า "อะไรมีค่ามาก" และ "อะไรมีค่าน้อย" เพื่อจะหาวิธีจัดสรรทรัพยากรเพื่อผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อสนองความต้องการของ ผู้บริโภค/ผู้ซื้อ เพื่อให้เกิดค่า/ประโยชน์สูงสุดภายใต้ระบบเศรษฐกิจตลาด (market economy) "ตลาด" เป็นผู้กำหนด "ค่า" อันมาจากความคิดของ นักเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกที่บอกว่า "ค่า" มาจากใจ (subjective theory of value) คืออยู่ที่ใจของ ผู้บริโภคที่แสดงออกมาทางอุปสงค์ (demand) (โดยรายได้/ความมั่งคั่ง/รสนิยม/ความพอใจของผู้บริโภคเป็นสิ่งที่กำหนดให้) หรือแสดงค่าที่มีอยู่ในใจผ่านทางอุปสงค์ (สินค้าที่ต้องการเพื่อบริโภค) และเงินที่มีในการซื้อสินค้า (ability to pay) ซึ่งช่วยให้คำตอบหรือสัญญาณแก่ผู้ผลิต/ผู้ขาย/ ด้านอุปทาน (supply) ว่าสินค้าใดควรถูกผลิต (ผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการ) และขายให้แก่คนที่ให้ราคาดีที่สุด ผู้บริโภคที่เห็นค่า/ประโยชน์/มีความพอใจมากในสินค้าก็เต็มใจที่จะจ่ายในราคาสินค้าที่แพงได้ (willingness to pay) เพราะฉะนั้น ดังข้างต้นตามความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ "ค่า" และ "ราคา" สินค้ากำหนดโดยตลาดหรือโดยอุปสงค์และอุปทาน ไม่ใช่กำหนดโดยต้นทุนการผลิตทั้งในตลาดสินค้าและตลาดปัจจัยการผลิต พฤติกรรมในการแสวงหาความพอใจสูงสุด (utility optimization) ส่วนบุคคลและทุกคนมีพฤติกรรมอย่างเดียวกันก็จะทำให้สวัสดิการสังคมโดยส่วนรวมดีที่สุด (optimal social welfare) ภายใต้พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้การจัดสรรหรือการใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ยิ่งไปกว่านี้ถ้าประเทศยังมีปัญหาเรื่องสวัสดิการหรือเรื่องความเป็นอยู่ของคนยากจนอยู่อีกก็ถือเป็นเรื่องหรือปัญหาทางสังคม ไม่ใช่เรื่องทางเศรษฐกิจแล้ว (หรือไม่ใช่เรื่องประสิทธิภาพแล้ว) การแก้ปัญหาสังคมดังกล่าวก็อาจจะโดยการให้เงินช่วย เหลือและเงินอุดหนุนต่างๆ แก่คนยากจน ก็เป็น สิ่งที่ต้องทำกันไป ระบบเศรษฐกิจตลาดดังกล่าวจึงมองรัฐเป็นสิ่งไม่มีตัวตน ไม่มีชีวิตจิตใจ (inorganic view of state) แต่บุคคลที่รวมกันอยู่มีตัวตนมีชีวิตจิตใจ รัฐเพียงทำหน้าที่แทนชาวบ้าน ต้องให้แต่ละคนแสดงความต้องการของตนออกมา ไม่ใช่รัฐตัดสินใจแทนแม้ แต่ในเรื่องของสินค้าสาธารณะ และภายใต้ระบบเศรษฐกิจ ตลาดนั้นต้องเป็นตลาดแข่งขันตัวอย่างตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (perfect competition market) ถ้าตลาดไม่เป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (ซึ่งดังกล่าวการจัดสรรทรัพยากรภายใต้ตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะทำให้ผู้บริโภคได้รับหรือบรรลุถึงความพอใจสูงสุด ทำให้ผู้ผลิตได้รับกำไรสูงสุด และเมื่อแต่ละบุคคลบรรลุเป้าหมายสูงสุดของตนเองแล้วก็จะทำให้สวัสดิการสังคมโดยส่วนรวมดีที่สุดด้วย ทำให้ทรัพยากรถูกใช้ไปอย่างมีประ สิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่มีเทคโนโลยีอยู่ในขณะนี้) หรือแต่เมื่อตลาดเกิดปัญหาความไม่สมบูรณ์ของตลาด (market imperfections) ซึ่งอาจทำให้มีการผลิตมากไปหรือน้อยไปเพราะราคาไม่อาจจะให้สัญญาณได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น (รัฐบาล) จะแทรกแซงตลาดอย่างไรที่จะได้ผลลัพธ์ออกมาดังเช่นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ข้างต้น เมื่อสภาพการณ์ตลาดไม่อยู่ภายใต้การแข่งขันสมบูรณ์ ราคาจะถูกบิดเบือน (prices distorted) ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสัญญาณเพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นจึงต้องหาวิธีการแก้ไขตลาดให้ถูกต้องเพื่อให้ใกล้เคียงตลาดแข่งขันสมบูรณ์ดังกล่าว ปัญหาทางโครงสร้างเศรษฐกิจไทย (fundamental/structural problem) เป็นปัญหาที่ระบบเศรษฐกิจตลาด (หรือกลไกตลาดหรือพลังตลาด) มันไม่ทำงาน (disfunction) เพื่อช่วยในการจัดสรรทรัพยากรในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องดังเช่นที่นำเสนอมาทั้งหมดข้างต้น (หรือมันทำงานผิดๆ เพราะมีการบิดเบือนเกิดขึ้นมากในตลาด/ระบบเศรษฐกิจไทย) และที่ระบบเศรษฐกิจตลาดมันไม่ทำงานดังกล่าว เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมันเป็นโครง สร้างเศรษฐกิจผูกขาดมากกว่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจแข่งขันหรือเศรษฐกิจเสรี และเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจแข่งขันก็มาจาก "ความมั่งคั่งและการกระจายความมั่งคั่ง" (wealth and distribution of wealth) มันกระจุกตัวอยู่ในมือของคนข้างบนซึ่งเป็นคนเพียงส่วนน้อยของประเทศ โดย "ความมั่งคั่ง" หมายถึงทรัพยากรทั้งที่เป็นทรัพยากรหรือความมั่งคั่งทางกายภาพ ความมั่งคั่งในทรัพยากรธรรมชาติ ความมั่งคั่งทางการเงิน และความมั่งคั่งยังหมายความรวมถึง "อำนาจและการกระจายอำนาจ" (power and distribution of power) ด้วย เพราะ "อำนาจ" คือความสามารถในการบังคับคนอื่นให้ทำอะไรได้ ดังนั้นผู้มีอำนาจคือ ผู้มีอำนาจในการบังคับให้ใครทำอะไรได้ เวลามี อำนาจจึงบังคับให้ผู้อื่นยอมตามได้ บังคับทรัพยากร บังคับการผลิต บังคับคน และการมี "อำนาจบังคับทางเศรษฐกิจ" (economic power) คือการมีอำนาจบังคับให้เป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจต้องการได้ในเรื่อง (1) อำนาจบังคับกระบวนการทางเศรษฐกิจ (2) อำนาจบังคับพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของผู้เล่นในตลาด/ระบบเศรษฐกิจ (economic agents) (3) อำนาจบังคับกระบวนการตลาด และ (4) อำนาจบังคับกระบวนการทางการเงิน และโดย "อำนาจบังคับกระบวนการทางเศรษฐกิจ" (economic processes) ก็คือ (1) อำนาจบังคับกระบวนการการจัดสรรทรัพยากรทั้งทรัพยา กรทางกายภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรทางการเงิน และทรัพยากรมนุษย์ (2) อำนาจบังคับกระบวนการทางการผลิต (3) อำนาจบังคับกระบวนการการกระจายรายได้ (4) อำนาจการออกกฎและข้อบังคับของรัฐเพื่อกำกับและควบคุมการดำเนินธุรกิจของเอกชน และ (5) อำนาจบังคับกระบวนการเงื่อนไขตลาด จากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยข้างต้นซึ่งเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจผูกขาดมากกว่าจะเป็นโครง สร้างเศรษฐกิจแข่งขันหรือเศรษฐกิจเสรี การตัดสินใจเพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศดังกล่าวไม่ว่าจะในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรการผลิต การกระจายรายได้ กฎและข้อบังคับต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ เศรษฐกิจและเงื่อนไขของตลาดต่างๆ จึงกระทำและกำหนดโดยคนส่วนน้อยที่เป็นชนชั้นข้างบนซึ่งล้วนเป็นผู้มั่งคั่ง (ผู้ได้ครอบครองทรัพยากร พวกรัฐบาล/ข้าราชการที่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจรัฐและผู้ประกอบการธุรกิจใหญ่ที่รวมเป็นคนกลุ่มเดียวกัน) ที่เป็นผู้มีอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจมากกว่าจะโดยกลไกตลาดซึ่งใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และแน่นอนจึงมักเป็นไปในแนวทางเพื่อประโยชน์และเป็นประโยชน์กับท่านทั้งหลาย ที่มีอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจของประเทศ มาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นคนเพียงไม่เท่าไรเหล่านั้น ดังนั้นการที่เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตกันมานานมากแล้วจึงไม่ได้ทำให้ประชาชนไทย ธรรมดาโดยทั่วไปได้อยู่ได้กินอะไรกันมากนัก คนส่วนใหญ่ของประเทศจึงยังคงยากจนอยู่เช่นเดิม นอกจากนั้นแล้ว ปัญหาทางโครงสร้างเศรษฐ กิจไทยดังนำเสนอมาข้างต้น ได้เป็นสาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดขึ้นในปี 2540 (ปัญหาการบริหารเศรษฐกิจผิด/ ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรผิด) และโครงสร้างที่ผิดๆ นั้นยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ถูกต้องเลย ดังนั้นก็เชื่อว่า มันจะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศต่อไปดังที่จะนำเสนอการวิเคราะห์ในครั้งต่อไป ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 ปัญหาทางโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยที่ก่อวิกฤต (จบ) คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8 วันที่ 13 ธันวาคม 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3644 (2844) ดังวิเคราะห์ให้เห็นมาในครั้งที่แล้วว่า ปัญหาทางโครงสร้างเศรษฐกิจไทย (fundamental/structural problem) คือปัญหาที่ระบบเศรษฐกิจตลาด (หรือกลไกตลาด/พลังตลาด) มันไม่ทำงานเพื่อช่วยในการจัดสรรทรัพยากรในการผลิตสินค้า และบริการต่างๆ เพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้อง (หรือมันทำงานผิดๆ เพราะมีการบิดเบือนเกิดขึ้นมากในตลาด/ ระบบเศรษฐกิจไทย) และที่ระบบเศรษฐกิจตลาด (market economy) มันไม่ทำงานหรือมันทำงานผิดๆ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทย มันเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจผูกขาดมากกว่าจะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจแข่งขันหรือเศรษฐกิจเสรี การตัดสินใจเพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ของประเทศไม่ว่าจะในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากร การผลิต การกระจายรายได้ กฎและข้อบังคับต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจและเศรษฐ กิจ และเงื่อนไขของตลาดต่างๆ จึงกระทำและกำหนดโดยคนส่วนน้อยที่เป็นชนชั้นข้างบนซึ่งล้วนเป็นผู้มั่งคั่ง (ผู้ได้ครอบครองทรัพยากร รัฐบาล/ ข้าราชการที่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจรัฐและผู้ประกอบการธุรกิจใหญ่ซึ่งรวมเป็นคนกลุ่มเดียวกัน) ที่เป็นผู้มีอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจ มากกว่าจะโดยกลไกตลาดซึ่งใช้เพียงเล็กน้อย และแน่นอน จึงมักเป็นไปในแนวทางเพื่อประโยชน์ และเป็นประโยชน์กับท่านทั้งหลาย ที่เป็นผู้มีอำนาจผูกขาดทางเศรษฐกิจของประเทศ มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นคนเพียงไม่เท่าไรเหล่านั้น (ดังนั้นการที่เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบ โตกันมานานมากแล้ว จึงไม่ได้ทำให้ประชาชนไทย ธรรมดาได้อยู่ได้กินอะไรกันมากนัก คนส่วนใหญ่ของประเทศจึงยังคงยากจนอยู่เช่นเดิม และมันเป็นสาเหตุของวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดขึ้นในปี 2540 และจะต่อไป คือปัญหาการบริหารเศรษฐกิจผิด/ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรผิด) หรือมันสร้างโครงสร้างอะไรๆ ที่จะพากันหากินแต่ง่ายๆ เพราะพวกนายแบงก์ที่มีอำนาจ ทางด้านการจัดสรรทรัพยากรทางการเงิน (financial resource allocation) อันเป็นที่มาของกระบวนการการเกิด เอ็นพีแอล (หรือหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้) ในประเทศไทย ตัวอย่างทุกโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย เวลาเขาลงทุนเพื่อสร้างโรงงาน เพื่อทำการผลิต ราคาโรงงานที่สร้างเพียง 300 ล้านบาท แต่เขาจะใส่ต้นทุนเข้าไปเป็นส่วนโรงงาน 400 ล้านบาท โดยส่วนต่าง 100 ล้านบาทพวกแบงก์ (หรือพนักงานแบงก์) ก็เอาไปก่อนเลย เป็นที่มาของปัญหาเศรษฐกิจไทย คือปัญหาที่ต้นทุนการผลิตมันสูงจนเกินกว่าจะลงทุนทำอะไร ผลิตอะไรให้มีกำไรได้ ที่เป็นสาเหตุทำให้โอกาสการลงทุนของประเทศมันเหือดแห้งมากขึ้น และขณะ ที่ผลิตภาพ (productivity) ของธุรกิจ/อุตสาหกรรม ไทยก็ไม่ดีและทำให้ความสามารถในการทำกำไร (profitability) ก็ไม่ดี (ทำให้เจ้าของโรงงานก็หากินโดยการโกงแบงก์) เมื่อโรงงานที่สร้างมาเพื่อทำการผลิตหากินไม่ได้ (เอ็นพีแอลเกิดขึ้น) หรือพอเกิดปัญหาดังกล่าวก็ออกมาแสดงว่า "ทำงานโง่" "ทำงานไม่เก่ง" แต่ความจริงก็คือ "การโกง" โรงงานเกิดเอ็นพีแอลก็โยนให้แบงก์ แล้วแบงก์ก็โยนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็โยนให้กระทรวงการคลังต่อ (โยนให้รัฐแก้ปัญหาจากเงินภาษีของประชาชน) นอกจากนั้นแล้วดังกล่าวมันสร้างโครงสร้างอะไรๆ ที่จะพากันหากินกันแต่ง่ายๆ ดังตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น หรือไม่เคยเลยจะคิดหากินกันยากๆ หรือเป็นการถาวร (durable/sustainable growth) ไม่มีใครเลยคิดถึงเรื่องพวกนี้ และเมื่อมีแต่จะหากินกันง่ายๆ เพราะฉะนั้นผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ มันก็เป็นผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่หากินง่ายๆ และแค่ช่วงสั้นๆ กัน ตัวอย่างการปล่อยเงินกู้เพื่อซื้อรถ ปล่อยเงินกู้เพื่อการบริโภคต่างๆ หรือปล่อยเงินกู้เพื่อซื้อบ้าน ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เป็นต้น และจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่ก็ยังเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเกษตร (ที่ 50-60% ของประชากรของประเทศ ก็ยังมีชีวิตอยู่ในภาคเกษตร หรือชนบท และประเทศไทย ก็เป็นเพียงทำเลที่ตั้งของอุตสาหกรรมจากต่างประเทศ) พอคนไทยโดยทั่วไปมันมีรายได้หรือมันร่ำรวย มันก็จะเกิดมีความต้องการในสินค้า และบริการที่โยกย้ายไปจากเดิม (demand shift) กลายมามีความต้องการสินค้าจากต่างประเทศ (pattern of demand) ตัวอย่างรถปิกอัพ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า มือถือ และสินค้าต่างประเทศอื่นๆ หรือถ้าไม่เป็นสินค้าต่างประเทศดังกล่าวมา (foreign products) หรือถ้าเป็นสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ ก็เป็นสินค้าประเภทที่ผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ (imported substition goods) ซึ่งในการผลิตต้องใช้ปัจจัยนำเข้าสูง เพราะฉะนั้นจะไปหาผลิตภัณฑ์อะไรหรือจะผลิตสินค้าและบริการอะไรที่จะทำให้เราสามารถหารายได้เงินตราต่างประเทศ เพื่อให้พอเพียงกับความต้องการใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อเป็นค่าชำระสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศดังกล่าว เพราะฉะนั้นแบบแผนความต้องการหรือรูปแบบอุปสงค์ (pattern of demand) ของคนไทยดังกล่าวมันจึงไปสร้างความร่ำรวย ให้แก่ชาวต่างประเทศที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ ที่เป็นที่ต้องการของคนไทยเหล่านั้น เพราะฉะนั้นปรากฏว่าเมื่อคนไทยยิ่งรวย ก็ยิ่งอยากได้ของต่างประเทศ (ดังกล่าวมีอุปสงค์สำหรับรถยนต์ อุปสงค์สำหรับการท่องเที่ยวต่างประเทศ อุปสงค์สำหรับมือถือ และอุปสงค์สำหรับสินค้าต่างประเทศอื่นๆ) หรือแบบแผนอุปสงค์ที่เป็นสินค้าและบริการของคนในประเทศไทยเวลามีรายได้มากขึ้น ร่ำรวยมากขึ้น มันก็เป็นไปในแนวทางเดียว กับแนวโน้มของอุปสงค์ของสินค้าในที่ต่างๆ ในโลก (pattern of demand of world economy) เมื่อเป็นเช่นที่กล่าวมานี้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะผลิตอะไร เพื่อให้มีรายได้หรือที่เป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งตลาดภายในประเทศ และตลาดโลก ก็จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์แบบของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งผลิตภัณฑ์ของประเทศพัฒนาแล้วก็เป็นผลิตภัณฑ์ความรู้ (knowledge products) ซึ่งผลิตโดยคนทำงานด้วยความรู้พิเศษ (knowledge workers) ซึ่งเราก็ตามโลกเขาไม่ทัน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว (อะไร) ที่เราพอจะทำ มาหากินได้มันจึงตีบตัน อย่างมากเราก็เป็นเพียง เป็นที่ตั้งของ "โรงงานประกอบ" สินค้าของต่างประเทศได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้วที่พยายามส่งเสริม "สินค้า โอท็อป" จะขายกันได้สักเท่าไร หรือมันจะหาตลาดมาจากที่ไหนได้ (ซึ่งข่าวสารข้อมูลที่ออกมา ผู้ผลิตสินค้าโอท็อปก็ไม่รู้เจ๊งกันไปเท่าไรแล้ว) เพราะฉะนั้นเมื่ออุปสงค์ทั้งในประเทศ และอุปสงค์ต่างประเทศมันโยกย้ายไปในทางเดียวกันดังกล่าว จะผลิตแต่เฉพาะที่เราถนัดแล้ว มันจะไปกันไหวหรือ (เพราะดังกล่าวแม้แต่ชาวบ้านก็ต้องการซื้อของจากต่างประเทศ) และขณะเดียวกันเราก็ถูกจีนและอินเดีย แย่งการลงทุนจากต่างประเทศไปหมด เพราะฉะนั้นจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยดังที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น เพราะฉะนั้นจะหากินอย่างเก่า จะทำอย่างเก่าๆ (หากินกันแต่ง่ายๆ หรือทำแต่เฉพาะที่เราถนัด) หรือที่บอกว่าเราจะเป็น "ครัวของโลก" (ขณะที่ทั้งไก่ หมู กุ้ง หรือพวกพืชจีเอ็มโอ ก็เป็นโรคระบาดกันหมดแล้ว) จะเป็น "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" (อุตสาหกรรมรถยนต์มันเป็นของเราจริงๆ ที่ไหน และเป็นอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันมากจึงหากินได้ยาก) หรือจะเป็น "กรุงเทพฯเมืองแฟชั่น" (จะเป็นอย่างอิตาลี อย่างฝรั่งเศส หรืออย่างอเมริกา ได้อย่างไร และเช่นเดียวกันก็หากินยาก และมีปัญหาสินค้าถูกลอกเลียนแบบมาก) เพราะเราไม่ได้สร้างให้นักธุรกิจไทย/ผู้ประกอบการไทยมี "นวัตกรรม" (innovation) แล้ว "รัฐ" จะเป็นผู้ให้ "นวัตกรรม" อย่างที่ นายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้องการได้หรือ (ขณะที่ข้าราชการไทย/ ระบบราชการไทย ติดอยู่ในกล่อง/ติดอยู่กับระเบียบแบบแผนประเพณี หรือโบราณมากและมีปัญหาเรื่องขาด "ความสามารถ" และ "ไม่ดี") จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าไม่เป็น "มนุษย์พันธุ์ใหม่" (reborn) จากเดิมกันหมด (ดังเคยพูดมาแล้วเสมอว่า ปัญหาทุกด้านของประเทศไทยมันเกินกว่าจะแก้ได้โดยมนุษย์หรือเป็น "act of man" แต่จะต้องเป็นการดลบันดาล โดยพระผู้เป็นเจ้าหรือเป็น "act of God") เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจากเดิมกันหมด ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8
|