|
||||||||||
|
อาเซียน - ที่พึ่งในยามยาก
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 02 ธันวาคม 2547 การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรืออาเซียน ซัมมิท ครั้งที่ 10 ที่ประเทศลาว ระหว่างวันที่ 28 - 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้มีการลงนาม "แผนปฏิบัติการเวียงจันทน์" (พ.ศ. 2547-2553) อันเป็นแผนการที่จะผลักดันให้อาเซียนพัฒนาเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ภายในปี 2563 ที่จะทำให้อาเซียนมีการค้าสินค้าและบริการที่เสรี มีการลงทุนและการเคลื่อนย้ายแรงงานในอาเซียนที่เสรี อันเป็นการเจริญรอยตามสหภาพยุโรป ขณะเดียวกัน การประชุมครั้งนี้ อาเซียนกับจีนได้ลงนามข้อตกลงที่จะก้าวไปสู่เขตเสรีทางการค้าอาเซียน-จีน ซึ่งจะเป็นเขตการค้าเสรีที่มีประชากรมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังได้มีการวางกรอบที่จะมีการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่ประกอบด้วย อาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ในปีหน้า กลุ่มประเทศอาเซียน เป็นการรวมกลุ่มของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ปี 2510 ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นเวลาหลายปี ได้มีข้อตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ตั้งแต่ปี 2535 และมุ่งหวังที่จะพัฒนาเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเพื่อแปรสภาพเป็นตลาดเดียว (Single market) แบบเดียวกับสหภาพยุโรป ลักษณะการรวมตัวนี้นับได้ว่าเป็นการรวมตัวแบบภูมิภาคนิยม (Regionalism) การรวมตัวกันแบบภูมิภาคนิยมที่ไทยได้เข้าร่วมอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ เอเปค หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งเริ่มก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ปี 2532 โดยมีประเทศสมาชิกจำนวน 21 ประเทศ และมีการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคครั้งที่ 12 ที่ประเทศชิลี เมื่อวันที่ 20-21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา การรวมกลุ่มของเอเปคเป็นการรวมกลุ่มประเทศที่มีความหลากหลาย และมีลักษณะหลวมๆ เน้นความร่วมมือที่มีลักษณะสมัครใจ ในปี 2540 กลุ่มเอเปคเคยมีการตกลงที่จะเร่งเปิดเสรีเร็วขึ้นโดยสมัครใจ (Early Voluntary Sectoral Liberalization) สำหรับสินค้า 15 กลุ่ม ซึ่งต่อมาก็ต้องยกเลิกความพยายามนี้ และในที่ประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคปีนี้ได้มีคำขวัญว่า "ประชาคมเดียวกัน อนาคตของเรา" (One Community, Our Future) ก็เป็นการเน้นที่จะผลักดันให้การเจรจาองค์การการค้าโลกรอบโดฮาประสบความสำเร็จ โดยไม่มีข้อตกลงทางการค้าของกลุ่มเอเปคเป็นการเฉพาะ นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงเห็นว่า การรวมกลุ่มของเอเปคเป็นภูมิภาคนิยมแบบเปิด (open regionalism) ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกชั่วคราวของแกตต์ (GATT) ตั้งแต่ปี 2521 และเป็นสมาชิกถาวรของแกตต์อันดับที่ 88 ตั้งแต่ปี 2525 ได้เข้าร่วมเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัย (พ.ศ.2529 - 2536) ซึ่งมีผลทำให้แกตต์แปรสภาพเป็นองค์การการค้าโลกเมื่อปี 2538 โดยมีสมาชิกเริ่มแรก 81 ประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) และเมื่อเดือนตุลาคมปีนี้ กัมพูชาได้เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกล่าสุดในอันดับที่ 148 เนื่องจากองค์การการค้าโลกมีประเทศสมาชิกจากทั่วทุกมุมโลกจำนวน 148 ประเทศ ในเวทีการเจรจาทางการค้าขององค์การการค้าโลกจึงมีสมาชิกเข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งเป็นการเจรจาแบบพหุภาคี ประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกาไม่สามารถใช้เวทีนี้ไปกดดันประเทศสมาชิกให้เปิดตลาดแก่ตนเองตามอำเภอใจ ในกรณีที่มีข้อพิพาททางการค้า องค์การการค้าโลกมีกลไกระงับข้อพิพาทที่เป็นระบบ ซึ่งประเทศมหาอำนาจก็ยอมรับระบบนี้ ดังนั้น จึงเชื่อกันว่า ไทยควรเน้นเข้าร่วมเจรจาทางการค้าแบบพหุภาคีขององค์การการค้าโลก เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันจากประเทศมหาอำนาจในเวทีการเจรจาการค้าแบบทวิภาคี นอกจากการเข้าร่วมข้อตกลงการค้าแบบพหุภาคี และแบบภูมิภาคแล้ว ไทยยังมีการเจรจาและข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคี เช่น ความตกลงการค้าเสรีไทย - ออสเตรเลีย (ลงนามเมื่อ 5 ก.ค. 2547) ความตกลงเปิดการค้าเสรีผัก และผลไม้ไทย - จีน การเจรจาทางการค้าแบบทวิภาคีไทย - สหรัฐ ซึ่งเป็นไปตามกระแสโลกที่มีความร่วมมือแบบทวิภาคีมากกว่า 170 ความตกลงแล้ว (เฉพาะที่รายงานต่อองค์การการค้าโลกแล้ว) รัฐบาลไทยได้ทุ่มเทกำลังคน และกำลังทรัพย์จำนวนมากเพื่อการเจรจาทางการค้าแบบทวิภาคีเหล่านี้ แม้ว่าความตกลงทางการค้าแบบพหุภาคี แบบภูมิภาค และแบบทวิภาคี ล้วนเปิดโอกาสให้ไทยได้ประโยชน์จากการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ (โดยมีข้อแลกเปลี่ยน) ก็ตาม แต่การรวมกลุ่มของอาเซียนมีจุดเด่นที่น่าสนใจหลายประการดังนี้ ประการแรก ประเทศสมาชิกของอาเซียนเป็นเพื่อนบ้านที่มีประวัติความร่วมมือมาเป็นเวลาช้านาน มีความใกล้ชิดกันทางวัฒนธรรมประเพณี การติดต่อและคมนาคมขนส่งก็สะดวก และในยามประสบวิกฤตการณ์ ก็ให้ความร่วมมือได้ง่าย ประการที่สอง เป้าหมายระยะยาวของอาเซียนที่ต้องการพัฒนาเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นการเลียนแบบการพัฒนาของสหภาพยุโรป นับเป็นเป้าหมายที่ดี สมควรได้รับการสนับสนุน ประการที่สาม กลุ่มอาเซียนมีการค้าขายกันเองมากพอสมควร ในปี 2547 การส่งออกของไทยไปอาเซียนคิดเป็นร้อยละ 21.77 ของการส่งออกรวมของไทย ในขณะที่การส่งออกไปสหรัฐมีเพียงร้อยละ 15.95 ของการส่งออกรวมของไทย ตลาดอาเซียนจึงนับเป็นตลาดที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะในยามที่ตลาดสหรัฐมีปัญหา ประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญต่อการรวมกลุ่มของอาเซียน และผลักดันให้อาเซียน พัฒนาไปสู่เป้าหมายระยะยาวที่ต้องการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
|