หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ศักยภาพเศรษฐกิจไทย

นอกรอบ อ.นิตินัย  ศิริสมรรถการ   ประชาชาติธุรกิจ  หน้า 2  วันที่ 02 ธันวาคม 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3640 (2840)

อย่างที่ได้คุยกันในคอลลัมภ์นอกรอบฉบับที่แล้วนะครับว่า การบริหารเศรษฐกิจจำเป็นต้องทำภายใต้ความสมดุลระหว่างอุปสงค์กับอุปทานมหภาค การที่จะมุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการบริหารเศรษฐกิจจากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) เพียงอย่างเดียวอาจนำมาซึ่งความวิบัติทางเศรษฐกิจ ดังเช่นที่ประเทศไทยเคยประสบมาในปี 2540 การพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีคุณภาพที่แท้จริง จำเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนาทั้งอุปสงค์และอุปทานไปพร้อมๆ กันอย่างสมดุล โดยด้านอุปทานจำเป็นต้องเน้นการพัฒนาแก่นแท้ของพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจทั้งในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพควบคู่กันไป อย่างสมดุล ว่าแต่ว่าอะไรหรือครับ ที่คือแก่นแท้ของพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจกันแน่?

คำตอบที่ตอบได้อย่างเร็วๆ ก็คือคุณภาพ และปริมาณของปัจจัยการผลิตน่ะสิครับ ที่เป็นแก่นแท้ของการเติบโตของผลผลิต (GDP) ประเทศเราคงไม่สามารถมีผลผลิตออกมาได้ หากไม่มีคน (Labor) มาทำการผลิต หรือถ้าไม่มีเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต (Capital) โดยทั้งปัจจัยแรงงาน และปัจจัยทุนดังกล่าวหากเป็นปัจจัยฯ ที่มีคุณภาพด้วยแล้วหล่ะก็ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเราก็จะเป็นไปอย่างแข็งแรง แข่งขันได้ในยุคโลกาภิวัฒน์ จริงๆ แล้ว มิใช่เพียงการพัฒนาปัจจัยทุน และปัจจัยแรงงานเท่านั้นที่จำเป็นต่อการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ การลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ที่ในปัจจุบันอยู่ในอันดับสูงสุดประเทศหนึ่งของโลก (ราวร้อยละ 19 ของ GDP) และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ  และสังคมที่มั่นคงที่มีเสถียรภาพ ก็ยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอ ย่างมีคุณภาพเช่นกัน

ผมเห็นว่าเรื่องโลจิสติกส์มีผู้มีความรู้หลายท่านได้เคยเขียนกันไปมากแล้ว และเรื่องสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมก็คงจะเป็นเรื่องพื้นฐานที่ท่านผู้อ่านสามารถหาอ่านได้ทั่วไป วันนี้ผมจึงขออนุญาตยังไม่กล่าวถึงสองเรื่องดังกล่าว แต่หากจะฉายภาพศักยภาพการผลิตของไทยผ่านช่องปัจจัยทุนและแรงงาน ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพให้เห็นกันจะดีกว่านะครับ

ลองมาดูด้านปริมาณและคุณภาพแรงงานของเรากันก่อน สำหรับด้านปริมาณแรงงานของเรา ตอนนี้ (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ณ ก.ย. 2547) ประเทศไทยมีประชากร 65.21 ล้านคน เป็นคนแก่และเด็กเสีย 29.54 ล้านคน เหลือประชากรในวัยทำงานเพียง 35.67 ล้านคน โดยประชากรวัยทำงาน 35.67 ล้านคนนี้ มีงานทำกันมากถึง 35.04 ล้านคน (รวมคนงานผู้ที่รอฤดูกาล 5 หมื่นคน) หรือคิดเป็นร้อยละ 97.44 และทำงานกันเฉลี่ย 35.2 ชม. ต่อคนต่อสัปดาห์ จริงๆ แล้วถ้าดูสถิติตรงนี้แทบจะเรียกได้ว่าประเทศไทยมีงานทำกันเกือบหมดทุกคน (ว่างงานเพียงร้อยละ 2.56) โดยหากสมมติว่าทุกคนทำงานกันวันจันทร์-ศุกร์ หยุดวันเสาร์-อาทิตย์ ก็จะหมายความว่าแรงงานไทยทำงานกันเฉลี่ยประมาณวันละ 7 ชม. เศษๆ ต่อวัน ซึ่งถ้าไม่มีการแอบหลับกันในที่ทำงานมากนัก ก็ต้องเรียกได้ว่า แรงงานไทยที่ในปัจจุบันที่เรียกได้ว่ามีการจ้างงานเกือบเต็มที่แล้วนั้น โดยเฉลี่ยทำงานกันเต็มเวลาแล้ว

มีงานทำกันเกือบทุกคน? แต่ละคนทำงานกันเต็มเวลา? แล้วเราจะขยายกำลังการผลิตขึ้นอีกได้อย่างไร? คำตอบคือ ได้ครับ แต่คงต้องมีการจ้างนอกเวลา (ทำโอที) กัน ซึ่งคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการนั้นๆ แพงขึ้น ราคาสินค้าและบริการก็แพงขึ้นตาม (เงินเฟ้อ) ความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกก็คงลดน้อยลงตามมา (เนื่องจากสินค้าเราแพงขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง)

แล้วจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรดีล่ะครับ? ภาวนาให้คนไทยมีลูกกันเยอะๆ อีก `15-20 ปีข้างหน้าจะได้ไม่ต้องขาดแคลนแรงงาน? หรือ รับคนต่างด้าวเข้ามาทำงาน? ซึ่งอันนี้ผมเห็นว่าไม่ใช่คำตอบ ปัญหาที่ต้องหาคำตอบที่แท้จริงคือ ด้วยแรงงานที่มีอย่างจำกัด ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้วันละ 7 ชม. ของการทำงาน สามารถผลิตสินค้าและบริการได้เยอะๆ มีคุณภาพสูงๆ มากกว่า ซึ่งตรงนี้เป็นการพูดถึงด้านคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ

สำหรับด้านคุณภาพแรงงานไทยนั้น ผมดูข้อมูลล่าสุดเมื่อไตรมาสที่ 2 ปี 2547 ของสำนักงานสถิติฯ ก็ค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อยที่ได้เห็นว่าผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานที่มีการศึกษาต่ำกว่า 12 ปี (ไม่มีการศึกษา-จบระดับมัธยมต้น) มีจำนวนมากถึง 26.46 ล้านคนจากคนที่มีงานทำในขณะนั้น 34.93 ล้านคน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 75.75 ของผู้มีงานทำทั้งหมด โดยในจำนวนนี้มีกำลังแรงงานที่ไม่มีการศึกษาเลยอยู่ร้อยละ 5.43 ในทางกลับกันอีกร้อยละ 24.25 ที่เหลือมีผู้ที่มีการศึกษาระดับอุดมศึกษามีจำนวนเพียง 4.34 ล้านคน คิดเป็นเพียงร้อยละ 12.43 ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด นอกจากนี้เมื่อดูโครงสร้างอายุแรงงานไทยแล้ว ยังเห็นได้ว่า แรงงานไทยมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 39.8 ปี ในปี 2544 เป็น 39.9 ปี ในปี 2547 และจะขึ้นเป็น 40.2 ปีในอีก 4 ปีข้างหน้า

ถ้าเงินเดือนสามารถเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงผลิตภาพแรงงานได้ ลองมาคิดเล่นๆ กันดูนะครับว่า ถ้าคนจบต่ำกว่า ม. 6 เงินเดือน 3,740 บาท (สมมติว่าได้เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำในจังหวัดที่สูงที่สุดคือแถบกรุงเทพฯ และปริมาณฑล 170 บาท/วัน ทำงานเดือนละ 22 วัน) แต่คนจบสูงกว่า ม.6 เงินเดือนสัก 5,500 บาท (อันนี้ผมเดา เพื่อเป็นตุ๊กตาในตัวอย่างที่จะอธิบายต่อไป) นั่นก็หมายความว่าคนจบต่ำกว่า ม.6 จำนวน 1.47 คน ทำงานได้ผลผลิตที่มีมูลค่าเท่ากับคนจบสูงกว่า ม.6 เพียงคนเดียว (ถ้าหากคนจบต่ำกว่า ม.6 จำนวนสัก 1.2 คน ทำงานเท่ากับคนสูงกว่า ม.6 1 คน นายจ้างก็จะจ้างคนจบต่ำกว่า ม.6 จำนวน 1.2 แทน เพราะต้นทุนต่ำกว่า)

จากตัวอย่างข้างต้น หากรัฐบาลส่งเสริมการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ในอนาคตจะมีแรงงานอีก 26.46 ล้านคน หรือร้อยละ 75.75 ของผู้มีงานทำที่มีผลิตภาพแรงงานมากขึ้น ซึ่งส่งผลเสมือนมีแรงงานมากขึ้นอีก 12.45 ล้านคน (เสมือนมากขึ้นร้อยละ 47 เท่ากับส่วนต่างผลิตภาพแรงงานร้อยละ 47 ตามตัวอย่างเงินเดือนข้างต้น) ซึ่งนอกจากการส่งเสริมการศึกษาจะช่วยขยายข้อจำกัดด้านแรงงานแล้ว แน่นอนที่นอกจากชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานไทยจะดีขึ้นเนื่องจากเงินเดือนที่สูงขึ้นและความมั่นคงทางการงานที่มากขึ้น แล้ว ปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด และปัญหาสังคมต่างๆ ก็จะน้อยลงเป็นผลตามมา

เมื่อพิจารณาทั้งปัจจัยด้านคุณภาพและปริมาณของแรงงานควบคู่กันแล้ว หากเชื่อตามผลวิจัยของสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลังที่ชี้ว่าปัจจัยด้านคุณภาพช่วยส่งเสริมผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) ได้ถึงครึ่งหนึ่ง (คุณภาพและปริมาณแรงงานมีส่วนช่วยส่งเสริมผลิตภาพแรงงานเท่ากัน อย่างละครึ่ง) หากรัฐบาลต้องการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนแล้วล่ะก็ การเร่งส่งเสริมผลิตภาพแรงงาน คงเป็นข้อสอบไล่วิชาสำคัญที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเร่งดำเนินการ หากต้องจากจะเรียนจบและออกไปแข่งขันกับชาวโลกเค้าได้ในยุคโลกาภิวัฒน์นะครับ

คราวนี้ลองมาดูด้านผลิตภาพของปัจจัยทุน (Capital Productivity) กันบ้างนะครับ สำหรับด้านปริมาณ คาดว่าสิ้นปี 2547 ประเทศไทยจะมีสินค้าทุนสะสมสุทธิ (Total Net Fixed Capital Stock) ทั้งสิ้นราว 9.6 ล้าน ล้านบาทโดยในปี 2547 โดยเฉลี่ยน่าจะมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณร้อยละ 74.2 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นระดับที่เต็มศักยภาพ ต้องการการลงทุนใหม่แล้ว และหากจะดูว่าปัจจุบันเราได้ใช้ปัจจัยทุนมากน้อยเพียงใด อาจดูได้จากค่าเสื่อมราคา (Depreciation) นั่นคือ ถ้าเราใช้เครื่องจักรมาก เครื่องจักรเหล่านั้นก็จะสึกหรอ หรือเสื่อมสภาพเร็ว ในช่วงที่ผ่านมา หลังจากเศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากราว 5.16 แสนล้านบาทต่อปีในปี 2544 เป็นราว 6.30 แสนล้านบาทต่อปีในปี 2547 หรืออาจพูดได้ว่าเครื่องจักรต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตได้ถูกใช้งานหนักขึ้นถึงประมาณร้อยละ 22 ในช่วง 3 ปีของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทย

สำหรับด้านคุณภาพปัจจัยทุนผมไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเอาตัวแปรตัวไหนมาเป็นตัวชี้วัดคุณภาพได้ชัดเจน ความเร็วของคอมพิวเตอร์ (CPU Clock)? เครื่องถ่ายเอกสารที่ปัจจุบันสามารถส่งแฟกซ์และเป็น Scanner ได้ในเครื่องเดียวกัน? โทรศัพท์มือถือที่สามารถรับจดหมายอิเล็คทรอนิค (Email) ได้? ไม่ว่าคุณภาพปัจจัยทุนจะวัดได้จากอะไรก็ตาม แต่การเร่งพัฒนาคุณภาพปัจจัยทุนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเร่งพัฒนาคุณภาพปัจจัยแรงงานเลย ทำอย่างไรถึงจะพัฒนาคุณภาพและปริมาณปัจจัยทุนไทย? มีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายอะไรบ้าง? ไว้ฉบับหน้าค่อยมาคุยกันต่อนะครับ