หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
แนวโน้มความเสี่ยงด้านสุขภาพ ช่องว่างธุรกิจประกันกับคนไทย

มติชนรายวัน  วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9700

หมายเหตุ - บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด หรือเอไอเอ ได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง จาก 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และไทย ประเทศละ 500 คน เพื่อเปรียบเทียบเกี่ยวกับทัศนคติ ในเรื่องการคุ้มครองความเสี่ยงส่วนบุคคล และแนวโน้มพฤติกรรม ที่เพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพในภูมิภาคเอเชีย ชี้ให้เห็นแนวโน้มการเติบโตของการให้ความสนใจของคนไทยต่อการทำประกันด้านสุขภาพ

การสำรวจครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากผลการสำรวจเกี่ยวกับสถานะทางการเงิน ที่พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 55 สามารถเลี้ยงตัวเองได้ถ้าต้องประสบกับอุบัติเหตุหรือโรคร้ายแรง โดยขาดรายได้หลักในระยะประมาณ 1 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งหลังจากนั้นแล้วผู้ประสบอุบัติเหตุหรือโรคร้ายแรงดังกล่าวจะหาแหล่งสนับสนุนทางการเงิน นอกเหนือจากวงเงินคุ้มครองจากการทำประกัน โดยมุ่งหัวข้อหลักไปยังการสำรวจด้านแนวความคิด โดยมองถึงช่องว่างระหว่างแนวคิดและการรับรู้ถึงผลจากโรคร้ายแรงต่างๆ และการที่ต้องประสบอุบัติเหตุ

สำหรับข้อแรกของการสำรวจครั้งนี้ เมื่อถามถึงกลุ่มเป้าหมาย เกี่ยวกับข้อมูลการรับการตรวจสุขภาพประจำปี คนไทยกว่าร้อยละ 53 ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ว่าจะไม่มีอาการเจ็บป่วยแต่อย่างใด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความตระหนักและใส่ใจด้านสุขภาพเป็นอย่างดี เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

ในขณะเดียวกัน ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่างดังกล่าวยังได้มีการตรวจหาเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ซึ่งพบว่าคนไทยร้อยละ 37 ที่ได้รับการตรวจหามะเร็ง และเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มประเทศที่ทำการสำรวจ นั่นจึงสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความกังวลเกี่ยวกับโรคดังกล่าว

เมื่อสำรวจความรู้สึกของกลุ่มตัวอย่างคนไทยต่อการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือการได้รับอุบัติเหตุจนอาจถึงแก่ชีวิต กลุ่มตัวอย่างคนไทยจัดเป็นอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 17 ขณะที่สิงคโปร์คิดเป็นร้อยละ 4 ทั้งนี้ เนื่องจากสิงคโปร์ ประชากรส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าตนเองอยู่ในสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่ได้รับความปลอดภัย ซึ่งหากเทียบร้อยละ 17 ต่อจำนวนประชากรในกรุงเทพฯ 6 ล้านคนแล้ว ถือว่าเป็นสัดส่วนที่มากทีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งทั้งกับกลุ่มตัวอย่างเองและญาติพี่น้อง พบว่าไทยจัดเป็นประเทศอันดับที่ 4 ด้วยร้อยละ 42 ซึ่งก็ยังแสดงให้เห็นว่าโรคมะเร็งสามารถพบได้ทั้งกับตนเองและคนรอบข้าง ด้วยสาเหตุต่างๆ ทั้งด้านอาหารการกิน มลภาวะต่างๆ การดำเนินชีวิตที่ขาดการดูแลสุขภาพที่ดี ความเครียดจากการทำงาน จึงเป็นแนวโน้มและสัญญาณว่าคนไทยจะเริ่มหันมาใส่ใจความเสี่ยงที่อาจเกิดโรคดังกล่าว

ทั้งนี้ ผลจากการสำรวจเบื้องต้นดังกล่าวมีแนวโน้มถึงการแสดงให้เห็นอีกว่า เมื่อถามกลุ่มตัวอย่างว่ากำลังพิจารณาการเพิ่มวงเงินคุ้มครองประกันส่วนบุคคลหรือไม่ อย่างไรนั้น เพราะหลังจากที่มีการสอบถามถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ แล้ว คนไทยให้ความเห็นว่าพิจารณาซื้อประกันส่วนบุคคลเพิ่มถึงร้อยละ 63 เพื่อคุ้มครองโรคมะเร็งคิดเป็นร้อยละ 50 โรคหัวใจร้อยละ 42 และโรคหลอดเลือดในสมองร้อยละ 48 แต่หากพิจารณาถึงมุมมองของคนไทยที่กังวลต่อโรคร้ายแรงเรียงลำดับการให้ความสำคัญกลับพบว่า หลอดเลือดในสมองมาเป็นอันดับแรก ตามด้วยโรคมะเร็ง และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

ขณะที่การสำรวจในแง่มุมของด้านอุบัติเหตุ โดยพิจารณาถึงโอกาสการประสบกับอุบัติเหตุ พบว่าคนไทยส่วนใหญ่จะได้รับอุบัติเหตุเรียงตามลำดับ คือ จากอุบัติเหตุทางการจราจรร้อยละ 77 สุนัขกัดร้อยละ 49 และจากเหตุการณ์ไฟไหม้ตึกร้อยละ 42 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ เหล่านี้ เคยเกิดขึ้นจริงกับกลุ่มตัวอย่างในช่วงที่ผ่านมาด้วย โดยพบว่าคนไทยเป็นอันดับต้นๆ ในเรื่องของการประสบกับการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน การได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่บ้าน ไฟไหม้ตึก และสุนัขกัดหรืออุบัติเหตุจากสัตว์ชนิดอื่นๆ

ในส่วนของมุมมองของกลุ่มตัวอย่างต่อกิจกรรมที่มีความเสี่ยง พบว่า 3 อันดับแรกที่กลุ่มตัวอย่างคนไทยคิดว่ามีความเสี่ยง คือ การขับรถเร็วเกินกว่าความเร็วที่กำหนดไว้ถึงร้อยละ 92 รองลงมาคือความเสี่ยงจากเมาแล้วขับร้อยละ 90 และไม่ข้ามถนนในทางข้ามร้อยละ 88 นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านการไม่สวมเข็มขัดนิรภัยเมื่อโดยสารรถยนต์ การเดินทางทางอากาศ การตกเป็นเหยื่อของการโจรกรรมหรือเหตุการณ์ร้ายบนท้องถนน เป็นต้น

และสำหรับในช่วงที่ผ่านมาก่อนทำการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ได้เคยกระทำเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่มีความเสี่ยง โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างคนไทยเคยขับรถเร็วเกินกว่าความเร็วที่กำหนดร้อยละ 39 เมาแล้วขับร้อยละ 23 และไม่ข้ามถนนในทางข้ามร้อยละ 73 ซึ่งเป็นประเทศอันดับแรกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมอีกว่า จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับสาเหตุการตายที่สำคัญในปี 2544 พบว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ตามด้วยอุบัติเหตุและการเป็นพิษ ส่วนโรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ทั้งนี้ โรคมะเร็งและโรคหัวใจเป็นโรคที่ต้องการการรักษาอย่างทันท่วงที ในหลายๆ กรณีต้องได้รับการดูแลรักษาในระยะยาว หากเราสามารถตรวจพบอาการของโรคได้เร็วจะส่งผลให้อัตราการรอดชีวิตเพิ่มสูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ค่าผ่าตัดมะเร็งขึ้นอยู่กับระยะและขนาดของก้อนเนื้อ ส่วนค่าผ่าตัดหัวใจในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ เฉลี่ย 500,000-700,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลหลังการผ่าตัดโรคหัวใจในช่วงระยะเวลา 2 ปี ประมาณ 62,000-125,000 บาท

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้อาจกลายเป็นวิกฤตทางการเงินได้ หากการเจ็บป่วยนั้น ทำให้ต้องออกจากงาน และขาดรายได้ประจำ และหากมองในแง่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรไทยที่ 86,000 บาทต่อปี (จีดีพี/ยอดรวมประชากรไทยทั้งหมด) ผลสำรวจนี้บ่งชี้สัญญาณอันตรายทางการเงินที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญ หากขาดการทำประกันคุ้มครองโรคร้ายแรงด้วยทุนประกันที่เพียงพอ

-บทสรุป

ผลสำรวจครั้งนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่า ช่องว่างทางแนวความคิดระหว่างการรับรู้และความเข้าใจถึงความร้ายแรง ทั้งจากโรคต่างๆ และด้านอุบัติเหตุนั้น สามารถเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด และเป็นแนวทางในการป้องกันตนเอง และครอบครัวจากภาวะวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ

ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่า กลุ่มตัวอย่างคนไทยกว่าร้อยละ 53 แม้จะให้ความสนใจด้านสุขภาพ โดยมีการตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้จะไม่มีอาการของโรคก็ตาม แต่พบว่ามีเพียง 10% ที่ทำประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง ในขณะที่ 56% ของคนสิงคโปร์ 41% ของคนฮ่องกง และ 35% ของคนมาเลเซีย ต่างทำประกันคุ้มครองโรคร้ายไว้

ทั้งนี้ การทำประกันอันดับแรกๆ ที่คนไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญ และต้องการการคุ้มครองเพิ่มเติม คือ อุบัติเหตุ 63% โรคมะเร็ง 50% และโรคหลอดเลือดในสมอง 46%

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังเผยให้เห็นช่องว่างทางความคิดของกลุ่มตัวอย่างคนไทย เพราะขณะที่คนไทยตระหนักดีถึงพิษภัยของโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ แต่กลับมีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่วางแผนทางการเงิน เพื่อรองรับการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงนี้ โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 1 ใน 3 ระบุว่าตนเองหรือญาติมิตรเคยได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าโรคดังกล่าวเป็นโรคที่เกิดใกล้ตัวคนไทย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่ทำการสำรวจครั้งนี้ คนไทยกลับมีอัตราการทำประกันคุ้มครองโรคร้ายแรง และโรคมะเร็งน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 10 ซึ่งเป็นไปได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่มองเรื่องวิกฤตทางการเงินป็นเรื่องไกลตัว จึงยังไม่ได้วางแผนรองรับค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงนั้น

หน้า 20