|
||||||||||
|
โหมโรงคอร์รัปชั่น
โดย สันต์ หัตถีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9700 หลายฝ่ายกำลังตื่นเต้นต่อ "การประกาศสงครามปราบคอร์รัปชั่น" ครั้งใหม่ของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังเลื่อนจากวันที่ 3 ตุลาคม เป็น 30 กันยายน เพราะการประกาศสงครามฯครั้งก่อนๆ ตั้งแต่เข้าบริหารราชการแผ่นดินเกือบ 4 ปีก่อนได้ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง มิหนำซ้ำ รัฐบาลยังกระทำการทุจริตคอร์รัปชั่นเองอย่างมหาศาล ตั้งแต่ 1."ทุจริตเชิงนโยบาย" อาทิ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้พรรคพวกได้กำไรหลายหมื่นล้านบาท(เช่น การแปรรูป ปตท.) การออกพระราชกำหนดเปลี่ยนสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษี ทำให้บริษัทโทรคมนาคม ได้กำไรเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท เป็นต้น 2."ผลประโยชน์ทับซ้อน" อาทิ การเดินทางไปต่างประเทศด้วยภาษีอากรของประชาชนไทยและในนามของรัฐบาลไทย แต่กลับไปทำธุรกิจและแสวงหาประโยชน์ส่วนตน(เช่น โครงการดาวเทียมและโทรคมนาคม การไปช่วยเหลือญาติที่ถูกจับด้วยข้อหาร้ายแรงในยุโรป เป็นต้น) 3.ทุจริตแบบเดิมๆ อาทิ การกิน "ตามน้ำ" และ "ทวนน้ำ" ที่ดื่มด่ำใน "สันดาน" มานาน เช่น โครงการรับจำนำข้าวของ อ.ต.ก. โครงการขายข้าวล็อตใหญ่ให้เอกชนของกระทรวงพาณิชย์ โครงการประมูลคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข โครงการ "งาบ" และซื้อเครื่องบินในการบินไทย โครงการทุจริตนานาประการในสนามบินหนองงูเห่า โครงการเหมืองแร่โปแตซ โครงการรีบต่อสัญญาเช่าที่ดินรถไฟของเครือข่ายห้างสรรพสินค้าแล้วยังมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการปั่นหุ้น เป็นต้น จน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิเมืองไทยใสสะอาด ได้กล่าวว่า มีการทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการของรัฐต่างๆ ถึง 1.2 ล้านล้านบาท ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดร.สุเมธเคยกล่าวถึงพระราชดำรัสต่อผู้ว่าราชการจังหวัดฯซีอีโอ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ว่า "ในฐานะที่ถวายงานมากว่า 20 ปี ไม่เคยได้ยินพระราชกระแสรับสั่งครั้งใดจะรุนแรงเท่ากับครั้งนี้ เมื่อทรงรับสั่งถึงปัญหาทุจริตว่า ถ้าทุจริตแม้แต่เพียงนิดเดียว ก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าต้องให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าไม่ทุจริต คือสุจริตและมีความตั้งใจมุ่งมั่น สร้างความเจริญ ก็ขอต่ออายุให้ถึง 100 ปี ใครมีอายุมากอยู่แล้วก็ขอให้แข็งแรง ความสุจริตจะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นอันตราย ภายใน 10 ปี เมืองไทยน่าจะเจริญ ข้อสำคัญต้องยึดความสุจริตให้สำเร็จและไม่ทุจริตเสียเอง" ภาวะ "ขาลง" ของรัฐบาลและพรรคไทยรักไทยกำลังชัดเจนเพราะการถูกกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่น เพราะ "การโหมโรงเพื่อปราบคอร์รัปชั่น" ของรัฐบาลในเวลาเกือบ 4 ปีที่ผ่านมาเป็นสัญญาที่ว่างเปล่าและ "สร้างภาพ" เพื่อกลบเกลื่อนการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมหาศาลของรัฐบาลเท่านั้น พฤติการณ์ "โหมโรง" ในช่วงไม่กี่วันนี้ยิ่งทำให้เห็น "เจตนา" ของรัฐบาลในการปราบปรามคอร์รัปชั่นมากขึ้น อาทิ 1.การกล่าวหามูลนิธิ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ว่าบุกรุกและยึดครองที่ดิน ส.ป.ก.ในเขตอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยข้อมูลที่เกินจริงและบิดเบือนอย่างมาก โดยไม่กล่าวถึงที่ดิน ส.ป.ก.อื่นที่พรรคพวกรัฐบาลยึดครองอยู่เป็นสิบๆ เท่า เช่นที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่า บริษัทวนาวาส จำกัด ที่มี นายโอภาส จึงรุ่งเรืองกิจ พี่ชายของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ(ร.ม.ว.คมนาคมและเลขาธิการพรรคไทยรักไทย) ยึดครองอยู่ 5,200 ไร่ ที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น การ "โหมโรง" ครั้งนี้ จึงกลายเป็น "บูมเมอแรง" ซัดใส่พรรคไทยรักไทยโดยตรง และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เป็นการใช้อำนาจกลั่นแกล้งผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล 2.การ "ฮั้ว" กันเพื่ออำนาจ โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2547 โดยข้อตกลงที่น่าวิตก คือ ให้ ป.ป.ช. และ ปปง. แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ และเรื่องที่อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงของ ป.ป.ช. ที่ ป.ป.ช.เห็นว่าจะต้องดำเนินการยึด อายัดทรัพย์ ให้ ป.ป.ช. แจ้ง ปปง.ดำเนินการโดยเร็ว ทั้งที่รัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติให้ ป.ป.ช.ทำเช่นนี้ได้ ให้แต่ ป.ป.ช.ส่งสำเนาการไต่สวนให้อัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาส่งฟ้องศาลต่อไปเท่านั้น ไม่ได้ให้ ป.ป.ช.มีสิทธิ "สั่ง" หรือ "เสนอ" ให้ ปปง.พิจารณายึด อายัดทรัพย์สินของใครได้เลย ยิ่ง ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันถูกครหาว่าเป็น "ร่างทรง" ของรัฐบาล โดยดูจาก "รากฐาน" ที่มาของกรรมการหลายคน และการ "บล็อกโหวต" ในกระบวนการสรรหา เป็นต้น การ "แอบ" ทำข้อตกลงแบบผิดกฎหมายขององค์กรทั้งสอง จึงเป็นการ "โหมโรง" เพื่อกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามอีกประการหนึ่ง 3.การบ่อนทำลายสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นอีกองค์กรหนึ่ง โดยการให้สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)ไม่กี่คนขอให้ประธานรัฐสภา(นายอุทัย พิมพ์ใจชน) เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ(ศร.) เพื่อวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน(ผู้ว่าการ สตง.)ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคณะกรรมการ(คตง.) เสนอรายชื่อ 3 คนไปให้วุฒิสภาเลือก แทนที่จะเสนอไปคนเดียว แต่วุฒิสภาได้พิจารณาประเด็นนี้อย่างกว้างขวางและลงมติให้การเสนอชื่อนั้นถูกต้องตามกฎหมายและเลือกตั้งคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น (136 ต่อ 5 และ 2 เสียง) และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้คุณหญิงจารุวรรณ เป็นผู้ว่าการ สตง. เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2544 ซึ่งคุณหญิงจารุวรรณก็ได้ปฏิบัติงานด้วยความเข้มแข็งและสัตย์ชื่อมากว่า 2 ปี แต่เพิ่งจะมีการยื่นเรื่องคัดค้านใน พ.ศ.2546 หลังจากผู้ว่าการ สตง. "เกาะติด" การทุจริตคอร์รัปชั่นขนาดใหญ่เป็นสิบๆ โครงการ จนนักการเมือง ข้าราชการ และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)หลายคนเกิดความหวาดกลัว จึงมีการพยายามให้ "สินบน" แต่ "ผู้ว่าการ สตง." ไม่ยอมรับ จึงเกิดกระบวนการโค่นล้มขึ้น การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้เป็นการนำระเบียบ สตง.มาคัดค้านกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 30 และ 31 และกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่ต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองและมีองค์กรอิสระ(ที่อิสระจริงๆ) มาตรวจสอบนักการเมือง ข้าราชการ และผู้ใช้เงินแผ่นดิน นอกจากนั้น ไม่มีกฎหมายฉบับใดอนุญาตให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือ คตง.สามารถปลด "ผู้ว่าการ สตง." ได้หลังจากมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งและปฏิบัติงานมากว่า 2 ปีแล้ว แม้จะอ้างว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ จึงเปรียบเสมือนว่า "ไม่มีผู้ว่าการ สตง.มากว่า 2 ปีแล้ว" ถ้าเช่นนั้น สิ่งที่ผู้ว่าการ สตง.คนปัจจุบันได้ลงนามมากว่า 2 ปีแล้ว ย่อมเป็นโมฆะทั้งหมดด้วย ซึ่งย่อมจะสร้างความสับสนวุ่นวายมหาศาล อันที่จริงศาลรัฐธรรมนูญน่าจะสงสัยในเจตนาของ ส.ว.ไม่กี่คนและประธานรัฐสภาว่าทำไมจึงเพิ่งส่งเรื่องมาให้วินิจฉัย หรือว่าหลายๆ ส่วนอยู่ในกระบวนการโค่นล้มคุณหญิงจารุวรรณเหมือนกัน? เบื้องหลังของการโค่นล้มคุณหญิงจารุวรรณจึงเป็นกระบวนการของ "วัวสันหลังหวะ" จำนวนมาก ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ และ คตง.หลายคนเป็นการ "โหมโรง" เพื่อให้ "คนชั่วลอยนวล" ก่อนการ "สร้างภาพ" ด้วยการประกาศสงครามคอร์รัปชั่น ซึ่งอาจมีการ "เชือดไก่ให้ลิงดู" ด้วย อย่าหาว่าผู้เขียน "ตีตนไปก่อนไข้" เพราะเขียนบทความนี้ก่อนคำประกาศฯของท่านนายกฯ แต่เพราะพฤติการณ์ของรัฐบาลในช่วงเวลาที่ผ่านมาแสดงว่า รัฐบาลไม่จริงใจในการทำสงครามปราบคอร์รัปชั่น แล้วยัง "สวาปาม" อย่างไร้ยางอายและไร้ขอบเขตอีกด้วย การบ่อนทำลาย "องค์กรอิสระ" ต่างๆ รวมทั้งวุฒิสภา ย่อมเป็นหลักฐานที่ชัดเจนยิ่งกว่า "ใบเสร็จ" ใดๆ ขอให้ประชาชนไทยอย่างหลง "ลมปาก" คำประกาศสงครามปราบคอร์รัปชั่นใดๆ อีกเลย และอย่าลืมตัวอย่างการ "โหมโรงคอร์รัปชั่น" ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นเป็นอันขาด... หน้า 7
|