|
||||||||||
|
"โอฬาร ไชยประวัติ"ส่งสัญญาณเตือนรัฐ เน้นออมในประเทศ-
รักษาดุลบัญชีเดินสะพัด รับแผนลงทุนยาว 5 ปีขับเคลื่อนศก.โตยั่งยืน
มติชนรายวัน วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9698 ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ประเทศไทยจัดงาน *ไทยแลนด์ โฟกัส 2004* เพื่อกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้มีความคึกคัก ด้วยการเชิญผู้จัดการกองทุนจากทั่วโลกมารับฟังข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยในด้านต่างๆ ทั้งนี้ นายโอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมนำเสนอบทวิจัยด้วย ชื่อ "แผนการลงทุนอีก 5 ปีข้างหน้า" ซึ่งเนื้อหาสาระมีความน่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นข้อมูลที่น่าจะสอดรับกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในบางส่วน เมื่อกระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขการส่งออกและนำเข้าของเดือนสิงหาคม 2547 เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า มีสัญญาณบอกเหตุบางอย่างที่ไม่สู้ดีนักจากกรณีราคาน้ำมันแพง ข้อมูลที่กระทรวงพาณิชย์ โดยนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้แถลงข้อมูลเองนั้น ระบุชัดเจนว่าในเดือนสิงหาคม 2547 ดุลการค้ากลับมาขาดดุลอีกครั้ง คิดเป็นมูลค่า 216 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลงถึง 204.6% หลังจากที่เกินดุลการค้าติดต่อกันมา 3 เดือน และเมื่อรวมตัวเลขของ 8 เดือนปีนี้ พบว่าสัดส่วนการเกินดุลการค้าขยายตัวลดลงถึง 85.16% คือเกินดุลอยู่ 492.9 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปี 2546 เกินดุลถึง 3,322 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับบทวิจัยของนายโอฬารที่นำเสนอให้ผู้จัดกองทุนต่างชาตินั้น มีความน่าสนใจดังต่อไปนี้ นายโอฬารได้พูดถึงเรื่อง "ระบบการเงินและความมั่นคงทางการคลัง" ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังค่อยๆ เคลื่อนตัวจากเศรษฐกิจยุคเก่าเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ต้องเน้นเรื่องการผลิต คุณภาพ และการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยลักษณะเด่นของเศรษฐกิจที่ไทยจะก้าวไปจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 5-7% และการลงทุนจะเพิ่มมากขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า นายโอฬารกล่าวว่า ได้มีการทำแบบสอบถามสำรวจแผนการลงทุนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า พบว่ากลุ่มรัฐวิสาหกิจจะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นระบบการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ การลงทุนเกี่ยวกับพลังงาน เครื่องบิน ท่าอากาศยาน และที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย "แต่มีเรื่องประหลาดใจที่พบว่าการลงทุนของภาครัฐในเทคโนโลยีและสารสนเทศค่อนข้างต่ำ แม้จะรวมการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของภาคเอกชนแล้วก็ยังอยู่ระดับต่ำ ซึ่งคล้ายกับผลสำรวจของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ 100 อันดับแรกในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทข้ามชาติ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเอสเอ็มอี(ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม)บางราย ก็บ่งชี้ว่าทุกคนไม่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มการลงทุนมากเท่ากับรัฐวิสาหกิจเลย" นายโอฬารกล่าวว่า บนสมมติฐานหากรัฐวิสาหกิจ 50 แห่ง มีแผนจะเพิ่มการลงทุนจาก 216 พันล้านบาทในปี ค.ศ.2004 เป็น 350 พันล้านบาทต่อปีในปีค.ศ.2005-2008 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 30% ต่อปี แต่ภาคเอกชนมีอัตราการเติบโตต่ำกว่านั้นมาก โดยบริษัทข้ามชาติ 100 บริษัทจะมีอัตราการเติบโต 15% บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ 100 อันดับแรกมีอัตราการเติบโต 15% และของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีอัตราการเติบโต 20% และอีก 15% เป็นอัตราการเติบโตของธุรกิจเอสเอ็มอี "ผลดังกล่าวแสดงว่าการลงทุนภาคเอกชนจะมีการลงทุนเฉลี่ยใน 3-5 ปีข้างหน้าประมาณ 16-17% ต่อปี ขณะที่ 50 รัฐวิสาหกิจการลงทุนเฉลี่ย 30% ต่อปี ส่วนรัฐบาลกลางท้องถิ่นจะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ย 10% เมื่อรวมกันแล้ว การลงทุนรวมทั้งหมดของเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 20% ต่อปีในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ใกล้เคียงปี ค.ศ.2004 ซึ่งเป็นปีที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูง และการลงทุนเร่งตัวขึ้น แต่ไม่มีผลกระทบด้านลบต่อเงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัด" นายโอฬารกล่าวว่า ประเทศไทยมีการลงทุนต่ำมาโดยตลอดหลังวิกฤตเศรษฐกิจ โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตในปี พ.ศ.2541 อยู่ระดับ 52% แต่ไตรมาสแรกปีนี้อัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 75% ซึ่งอยู่ในระดับที่อัตรากำลังการผลิตเริ่มเต็มที่ ต้องมีการลงทุนเพิ่ม โดยโครงการที่จะต้องลงทุนเพิ่มส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยในปี ค.ศ.2004 มีการลงทุนโดยรัฐบาลและรัฐวิสาหากิจประมาณ 432 พันล้านบาท หรือประมาณ 25.6% ของการลงทุนทั้งหมด ทั้งนี้ การลงทุนภาครัฐ จะประกอบด้วย รัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีประมาณ 1,253 พันล้านบาท หรือ 74.4% ของการลงทุนทั้งหมด โดยแบ่งเป็นการลงทุนในส่วนของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่สุด 100 บริษัทแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมี ประมาณ 273 พันล้านบาท หรือ 21.8% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด และ 63 พันล้านบาท หรือ 5% ของการลงทุน 100 บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ น้ำมัน และเครื่องใช้สำนักงาน ส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยมีเม็ดเงินประมาณ 250 พันล้านบาท หรือ 20% ที่เหลืออีก 666 พันล้านบาท หรือ 53.2% เป็นการลงทุนของกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)จำนวน 1.7 ล้านราย ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ นายโอฬารกล่าวว่า การลงทุนที่จะเพิ่มมากขึ้น รัฐบาลควรจะเพิ่มการออมในประเทศด้วยการผลักดันนโยบายเพื่อสนับสนุนการออม นโยบายการคลังต้องสมดุล ดุลบัญชีเดินสะพัดจะต้องไม่ขาดดุล ขณะเดียวกันเศรษฐกิจจะต้องรองรับเพียงพอกับกำลังแรงงานใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจจะเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว นายโอฬารกล่าวย้ำว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะยั่งยืนได้ต่อเมื่อ การออมในประเทศเพียงพอ ต่อความต้องการใช้เงินลงทุน โดยปราศจากแรงกดดันเงินเฟ้อ และจะต้องไม่ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล และถ้าเกิดความต้องการเงินออมจากต่างประเทศ ก็ต้องมีวิธีการที่จะไม่ทำให้เกิดความไม่สมดุลของระยะเวลาการกู้เงินกับการลงทุนเหมือนในอดีต "ใน 5 ปีข้างหน้า เป็นสิ่งที่ท้าทายเศรษฐกิจไทย หลังจากผ่านวิกฤตมาแล้ว เรามีบทเรียนจากทุกภาคเศรษฐกิจ ดังนั้น ถึงเวลาที่เราต้องฉลาดขึ้น ความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นเราควรหลีกเลี่ยง โดยต้องมีนโยบายที่สมดุลทั้งด้านการคลังและการเงิน มีกลุยทธ์ที่ทำให้เกิดส่วนของการลงทุนและการออมในประเทศ รวมทั้งควรพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศโดยปราศจากเหตุการณ์อันเลวร้ายในระบบการเงิน" นายโอฬารยังกล่าวอีกว่า การจะทำให้เกิดความมั่นใจว่าจะเกิดเสถียรภาพในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ สิ่งที่รัฐต้องทำคือรัฐต้องรักษางบประมาณสมดุล ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ระดับต่ำ และมีดุลบัญชีเดินสะพัดสมดุล เพราะถ้าขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการส่งออกมีปัญหา จะทำให้ไม่สามารถควบคุมดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้ ดังนั้น การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ควรเกิน 2% ของจีดีพี ในขณะเดียวกันควรต้องเพิ่มเงินออมในประเทศ เพราะหากมีเงินออมไม่เพียงพออาจต้องชะลอการลงทุนในทันที เพื่อดูแลเสถียรภาพด้านต่างประเทศ "อันที่จริงรัฐบาลก็มีนโยบายที่จะเพิ่มเงินออมภาคครัวเรือนที่เป็นการออมระยะยาวอยู่แล้ว เช่น การจัดตั้งกองทุนสำรองเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นต้น แต่จะต้องพัฒนาการออมเพิ่มขึ้นอีก ให้มากกว่าความต้องการการลงทุนในประเทศอีก 5 ปีข้างหน้า ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปัจจุบันเกินดุลประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3% ของจีดีพี แต่ควรจะมากกว่านี้ใน 1-2 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการลงทุนที่จะเพิ่มมากขึ้นในอีก 3-5 ปีจากนี้ไป" ทั้งนี้ ได้คาดการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งปีนี้ว่าจะเกินดุล 5-6 พันล้านดอลลาร์ หรือ 3-4% ของจีดีพีในปีนี้ จาการส่งออกและท่องเที่ยวที่ขยายตัว ทั้งนี้ ในเรื่องการศึกษา ดร.โอฬารกล่าวว่า เป็นสิ่งสำคัญของรัฐบาลที่ต้องให้มีการศึกษาภาคบังคับ จาก 9 ปีเป็น 12 ปี เพราะเราต้องการเพิ่มสัดส่วนของประชาการให้เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยสูงขึ้น โดยต้องเพิ่มอัตราการเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจาก 36% ในปัจจุบันเป็นไม่น้อยกว่า 50% ในอีก 5 ปี และต้องการมีการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ควบคู่กันไปด้วย สอดคล้องกันเป้าหมายแรงงานใหม่ควรเพิ่มขึ้น 6-8 แสนล้านคนต่อปี จากปัจจุบันที่มีกำลังแรงงาน 35 ล้านคน และแรงงานใหม่ที่เข้ามาควรมีเสถียรภาพคือ ได้รับผลตอบแทนที่ดี มีตำแหน่งงานที่ดี ซึ่งควรมีแรงงานใหม่ในลักษณะดังกล่าวไม่น้อยกว่า 70% เพราะเราจะต้องก้าวไปสู่เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เหมือนกับ จีน อินเดีย เกาหลี และไต้หวัน "ขณะที่เศรษฐกิจขยายตัวสูงขึ้น ก็ต้องพัฒนาเรื่องคุณภาพแรงงานควบคู่ไปด้วย และควรสร้างความสมดุลและเสถียรภาพทางการเงินให้เกิดพร้อมกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่เหมือนวิกฤตปี 40 ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้ดำเนินนโยบายการเงิน-การคลัง ดังนั้น จำเป็นต้องมีข้อมูลที่เพียงพอ ในการติดตาม และวิเคราะห์ เพื่อป้องกันไม่เกิดความไม่สมดุลในระบบเศรษฐกิจ" ดร.โอฬารกล่าว หน้า 20
|