หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
คอร์รัปชั่นภาคเกษตรกรรม

โดย สมพันธ์ เตชะอธิก   มติชนรายวัน  วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9697

มะละกอจีเอ็มโอ เป็นภาพสะท้อนการปฏิบัติการทางการเมือง และการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร ที่ไม่ตรงไปตรงมา

กล่าวคือ มีการทดลองในพื้นที่จำนวน 11 ไร่ มากกว่า 2 ปี มีการนำเมล็ดพันธุ์ไปจำหน่ายแจกจ่ายแก่เกษตรกร จนตรวจพบสารปนเปื้อนจีเอ็มโอ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม จึงมีการกลับลำสั่งฟันทิ้งต้นมะละกอทั้งหมดและตามล้างตามล่าต้นมะละกอจีเอ็มโอ อื่นๆ

แม้ว่าผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จะยังไม่สรุปว่ามะละกอจีเอ็มโอ มีพิษภัยต่อมนุษย์และสภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่มีความไว้วางใจต่อการดัดแปลงตัดแต่งพันธุกรรม

ยิ่งมีการยกเลิกการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีมะละกอจีเอ็มโอ ทำให้สูญเสียรายได้จากการส่งออก อันส่งผลชี้ขาดให้รัฐบาลต้องยกเลิกนโยบายส่งเสริมจีเอ็มโอในพืชผักสวนครัว

ทั้งยังมีการพูดถึงผลกระทบในการที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์มะละกอจีเอ็มโอในอนาคต อันจะทำให้เกษตรกรต้องสูญเสียจำนวนเงินมหาศาลและความไม่ไว้วางใจเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ที่มีกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านจีเอ็มโอ

เมื่อครั้งที่สมัชชาสุขภาพภาคอีสานจัดเวทีส้มตำไร้สารพิษ ประชาชนก็กังวลเรื่องมะละกอแช่ฟอร์มาลิน บอแร็กซ์และความสกปรกจากมือแม่ค้า/พ่อค้าส้มตำ อันจะสะสมสารพิษในร่างกาย

ไม่เพียงมะละกอเท่านั้น การผสมเกสรพริก มะเขือเทศ การฉีดยาฆ่าแมลง ได้สะสมสารเคมีเป็นพิษทั้งเด็ก สตรี และเกษตรกรจนตรวจพบสารพิษที่ส่งผลต่อสุขภาพ

ลำพังแค่สารเคมีก็หนักพอแรงอยู่แล้ว รัฐบาลยังจะเอาจีเอ็มโอมาให้อีก อะไรจะเกิดขึ้นคุ้มค่าจริงไหม? ระหว่างจีเอ็มโอกับพันธุ์พื้นบ้านที่มีอยู่

ดีที่ว่ากลุ่มกรีนพีชและเอ็นจีโอช่วยกันรณรงค์ให้มีการตรวจสารปนเปื้อนจนส่งผลให้รัฐบาลเปลี่ยนใจ อันนี้เป็นคุณูปการและผลสำเร็จของเอ็นจีโอ

อย่างไรก็ตาม การฟ้องร้องโดยเกษตรกรและการสอบสวนการทุจริตในการนำมะละกอจีเอ็มโอไปให้เกษตรกรเพาะปลูก เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกกรณีหนึ่งของการคอร์รัปชั่นภาคเกษตรกรรม ปัญหาคอร์รัปชั่นในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ผ่านมามีหลายเรื่อง เช่น

การจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ในโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติ มูลค่า 367 ล้านบาท พบว่ามีดินเหนียวผสมแกลบ จนส่งผลมีการสั่งย้ายอธิบดีและรองอธิบดี ส่วนนักการเมืองบางคนต้องลาออก

การจัดซื้อโค กระบือ ที่จังหวัดอุบลราชธานี นราธิวาส ปัตตานี

ปัญหาการขายยางพารา การแจกพันธุ์ข้าว เป็นต้น

ความผิดที่ลงโทษได้แล้วก็เช่น การขายปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร แอบอ้างชื่อราชการมาหาประโยชน์ส่วนตัว ปลอมวัคซีนขายให้แก่เกษตรกร ใช้เอกสารปลอมซื้อปุ๋ย ฯลฯ

การลงทุนภาครัฐจึงไม่ถึงมือเกษตรกร แต่รั่วไหลสู่มือนักการเมือง ข้าราชการ บริษัทเอกชน

จึงจำเป็นต้องมีแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในภาคเกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรมได้แล้ว จึงใคร่ขอเสนอแนะ ดังนี้

1.การเลือกตั้งคณะกรรมการจำนวน 9-15 คน ตรวจสอบการบริหารงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณในส่วนที่ลงพื้นที่ หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด มาจากการรับรองโดยกฎหมาย และ กกต.มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและมีค่าตอบแทน

2.เปิดพื้นที่สาธารณะในการรับเรื่องร้องเรียนโดยตรง และมีเวทีชุมชนที่รับฟังความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางแก้ไขได้โดยตรง ต่อคณะกรรมการตรวจสอบทุกระดับ

3.จัดให้สื่อ : วิทยุชุมชน หอกระจายในหมู่บ้าน หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวีสามารถเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการคอร์รัปชั่นทางการเกษตรกรรมได้ โดยได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายและผู้มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

4.แก้ไขกฎหมายให้ทุกหน่วยงานมีการติดตามประเมินผลธรรมาภิบาลโดยสถาบันวิชาการ และให้นำผลการประเมินไปปฏิบัติก่อนอนุมัติงบประมาณประจำปี

5.จัดให้มีหลักสูตรและการเรียนการสอนแก่ข้าราชการทุกระดับ รวมทั้งให้พระสงฆ์และวัดเข้ามามีบทบาทในเรื่องคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ธรรมาภิบาลอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง/หน่วยงาน

6.ออกกฎระเบียบห้ามไม่มีการต้อนรับ ไม่ให้มีการเลี้ยงดูปูสื่อ ไม่ให้เงินหรือของขวัญแก่ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดว่ามีเรื่องร้องเรียนอยู่ในอันดับ 4 จากทั้งหมด 18 หน่วยงาน รายงานจาก ป.ป.ช. พ.ศ.2545 พบว่า รวม 3 ปี (พ.ศ.2543-2545) มีจำนวน 589 กรณี ยังไม่นับส่วนอื่นๆ ก็นับว่าอยู่ในระดับแนวหน้าพอสมควร

การที่จะทะลุทะลวงการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นภาคเกษตรกรรมได้ ยังเป็นอนาคตที่พอคาดหวังได้ ถ้ารัฐบาล ข้าราชการที่ดี บริษัทเอกชนและประชาชนเอาจริงเอาจังอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องร่วมกัน

หน้า 6