หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ภูมิปัญญาท้องถิ่น กับการปฏิรูปการศึกษาไทย

ทนุสิทธิ์ สกุณวัฒน์ tskunnawat@yahoo.com   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  25   กันยายน พ.ศ. 2547

พวกเราคงเคยได้ยินคำต่อว่าต่อขาน ของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ว่า "เด็กอะไร พ่อแม่ไม่สั่งสอน" ทั้งนี้ เพราะคนโบราณถือว่า พ่อแม่คือครูคนแรกของเด็ก แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจและสังคมยุคปัจจุบัน พ่อแม่ได้ปลดปล่อยภาระหน้าที่ ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดนี้ ไปให้กับผู้อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การให้ปู่ย่า ตายาย หรือญาติพี่น้อง และพี่เลี้ยงเป็นผู้ดูแล

ประการสำคัญคือ พ่อแม่ยังคาดหวังให้ครูเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแลความประพฤติของลูกตนเสียอีกด้วย หรืออาจจะมีพ่อแม่ที่ปล่อยลูกไปตามมีตามเกิดให้ธรรมชาติดูแลแทน ในทางตรงกันข้ามฝรั่งได้ทำวิจัยทางด้านการศึกษาแล้วค้นพบว่า การมีส่วนร่วมของพ่อแม่จะมีผลอย่างมากต่อการเรียนรู้ของเด็ก

ฝรั่งจึงเริ่มหันกลับมาส่งเสริมให้พ่อแม่ร่วมทำกิจกรรมการเรียนกับลูกที่บ้าน และผูกโยงให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับโรงเรียนและครูผู้สอนให้มากขึ้น น่าประหลาดใจที่ผลการศึกษามาตรงกับภูมิปัญญาไทยโบราณ ที่เรากลับมองไม่เห็นคุณค่า และหันไปปฏิรูปการศึกษาที่เน้นเฉพาะโรงเรียนและครูเท่านั้น

ตัวอย่างผลการทำวิจัยการศึกษาของสหรัฐ บ่งชี้ในหลายประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวของเด็กที่มีผลการเรียนดี ดังต่อไปนี้

? มีการทำกิจวัตรประจำวันที่บ้านอย่างเป็นระเบียบ และมีการเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับการเรียนอย่างสม่ำเสมอ

? มีการทำกิจกรรมร่วมกันตั้งแต่การอ่านหนังสือ การเขียน และการพูดคุยอภิปรายในเรื่องต่างๆ

? มีความคาดหวังผลความสำเร็จในการเรียนที่สูง และสื่อสารทำความเข้าใจถึงคุณค่าของการศึกษานั้นให้กับเด็ก

? สนับสนุนความก้าวหน้าในการเรียน พัฒนานิสัยการเรียนที่ดี และสร้างบรรยากาศในการทำการบ้าน

? เด็กจะมีความรู้สึกที่ดีต่อโรงเรียนและต่อการทำการบ้าน เมื่อพ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วม และทำให้โรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนได้ดีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

? โรงเรียนที่ประสบผลสำเร็จในการจัดการเรียนการสอน จะจัดให้พ่อแม่ของเด็กเข้ามาร่วมทำกิจกรรมกับโรงเรียน ให้พ่อแม่ได้รู้จักคุ้นเคยกับครู โดยเฉพาะการพัฒนาโรงเรียนร่วมกับชุมชนท้องถิ่น

ในสมัยโบราณนอกจากพ่อแม่จะเป็นครูคนแรกของลูกแล้ว วัดยังถือว่าเป็นโรงเรียนแห่งแรกอีกด้วย วัดจะมีความใกล้ชิดกับชุมชน และได้รับความร่วมมือร่วมใจในการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็ก ตรงตามการศึกษาวิจัยของฝรั่งในปัจจุบันอีกเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งระบบการศึกษาดั้งเดิม ครูจะมีความใกล้ชิดกับศิษย์ของตน จนเรียกว่าเป็น "ลูกศิษย์" คือถือเสมือนว่าเป็นลูกคนหนึ่งเลยทีเดียว และด้วยความใกล้ชิดนั้น ครูจะรู้ถึงอุปนิสัยใจคอ และสามารถเลือกวิธีการ หรือเนื้อหาการสอนให้ตรงกับนิสัย และ "แวว" ในตัวเด็กที่ครูมองเห็น

นั่นคือ การถ่ายทอดวิทยาการสมัยโบราณเป็นแบบให้เด็กเป็นศูนย์กลางมาตั้งนมนานแล้ว และเมื่อเราดูตัวอย่างงานศิลปกรรมช่างสิบหมู่ ก็จะเห็นวิวัฒนาการ การผสมผสานศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับแหล่งอารยธรรมรอบด้าน แสดงถึงภูมิปัญญาที่มิใช่การท่องจำและลอกเลียนแบบต่อเนื่องกันมาอย่างแน่นอน แต่เป็นการสอนแนวคิดให้แก้ปัญหา และเกิดความคิดสร้างสรรค์

เราจึงยืนยันได้ว่า ระบบการเรียนการสอนสมัยโบราณนั้น เป็นแบบการสอนให้เกิดภูมิปัญญา เป็นการสอนให้เด็ก "คิด" เป็น และแก้ปัญหาเป็น ตัวอย่างการ "คิดเป็น" ที่น่าอัศจรรย์คือการก่อสร้างพระปรางค์วัดอรุณฯ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นดินอ่อน ฐานรากของสิ่งก่อสร้างพระปรางค์ทำด้วยไหจำนวนมากนำมาคว่ำไว้ จึงมีสภาพเหมือนเป็นแพที่สามารถลอยอยู่บนชั้นดินอ่อนได้ และ "แพไห" นั้น สามารถรองรับน้ำหนักองค์พระปรางค์ไว้ได้อย่างมั่นคง

ผลพลอยได้ประการสำคัญที่ วัดเป็นโรงเรียนแห่งแรก คือการนำหลักศาสนาพุทธมาเป็นตัวชี้นำ แนวคิด ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คือกระบวนแนวคิดที่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ และสามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าเราสามารถศึกษาค้นคว้าในแนวทางที่พระพุทธเจ้าวางไว้ เราอาจกล่าวได้ว่าพระองค์ทรงเป็นครูที่มีความสามารถสูงสุด สามารถสอนสั่งสานุศิษย์ให้เกิดดวงตาเห็นธรรมในปรัชญาที่พระองค์ค้นพบได้ แม้กระทั่งองค์คุลิมาล ก็ยังกลับใจมาทำความดีได้ในที่สุด

เราน่าจะมีการศึกษากันอย่างลึกซึ้งถึงแนวคิด การเรียนการสอนแต่โบราณว่า เป็นอย่างไร ทำอย่างไรถึงสามารถดำรงคุณค่าและถ่ายทอดวิชาการตลอดจนเกิดวิวัฒนาการมาได้หลายร้อยปี โดยเฉพาะแนวปรัชญาตะวันออก ซึ่งเกี่ยวพันกับเนื้อหาที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เนื้อหาเหล่านั้นไม่สามารถถ่ายทอดกันได้ทางภาษาเขียนและภาษาพูดโดยตรง จะต้องเป็นการสอนให้ผู้เรียนค้นพบหรือเกิดปัญญาด้วยตัวเอง ซึ่งบังเอิญตรงกับวิธีการเรียนการสอนที่ฝรั่งวิจัยไว้อีกเช่นเดียวกัน เช่น การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ จะเป็นการเรียนให้เข้าใจ และสามารถนำคณิตศาสตร์ไปเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาด้านอื่นๆ ต่อไป

ฝรั่งสรุปไว้ว่า Teaching ต้องไม่ใช่ Telling และ Learning ต้องไม่ใช่ Memorizing น่าเสียดายที่ฝรั่งอุตส่าห์ทำวิจัยทางการศึกษาเพื่อมาเดินตามเรา แต่เรากำลังละทิ้งภูมิปัญญาอันมีค่ายิ่งนี้ไป อุปมาเหมือน "ลิงได้แหวน" นั่นเอง