|
||||||||||
|
ไทยควรต่อสิทธิพิเศษสนธิสัญญากับสหรัฐ
ไมเคิล ดอล์ย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2547 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 คนไทยและคนอเมริกัน ทั้งสองฝ่ายได้รับสิทธิพิเศษหลายอย่าง จากสนธิสัญญาทางสัมพันธไมตรี ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่า หลังจากปีนี้เป็นต้นไป รัฐบาลไทยจะไม่ทำการต่อสนธิสัญญาฉบับนี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะทำให้มีผลกระทบที่ไม่ดีต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ สิทธิพิเศษของคนไทยจากสนธิสัญญาฉบับนี้คือ ตามปกติคนไทยที่ต้องการไปสหรัฐจะต้องไปขอวีซ่าที่สถานทูตก่อน ขณะนี้ การที่จะได้รับวีซ่าไปอเมริกายากมาก เพราะเหตุผลหลายประการ แต่สนธิสัญญานี้ทำให้คนไทยที่ขอวีซ่ามีโอกาสได้รับวีซ่ามากกว่าคนชาติอื่นหลายชาติ นอกจากนั้น สนธิสัญญาให้สิทธิคนไทยมีโอกาสได้รับวีซ่าประเภทพิเศษอีกสองประเภทคือ วีซ่าประเภท E1 หรือที่เรียกว่า Treaty Trader และ วีซ่าประเภท E2 หรือที่เรียกว่า Treaty Investor สิทธินี้ทำให้คนไทยที่ต้องการทำธุรกิจ หรือทำงานที่อเมริกาจึงมีโอกาสได้วีซ่ามากกว่าคนจากชาติอื่น และคนไทยหลายคนเคยใช้สิทธินี้ ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 คนไทยจำนวน 2,478 คน ได้วีซ่าประเภท E1 และ 1,677 คน ได้วีซ่าประเภท E2 หากไม่มีวีซ่าประเภท E1 และ E2 คนไทยในกลุ่มนั้น อาจจะไปอเมริกาไม่ได้ ตามสนธิสัญญา คนอเมริกันได้รับสิทธิพิเศษด้วย แต่สิทธินี้ไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิวีซ่า สิทธิของคนอเมริกันตามสนธิสัญญาคือ นักลงทุนอเมริกันในเมืองไทยมีโอกาสทำธุรกิจได้มากกว่านักลงทุนจากชาติอื่น ตามปกติเวลาที่บริษัทต่างชาติต้องการทำธุรกิจในประเทศไทย บริษัทต่างชาตินั้นจะต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ หรือคณะรัฐมนตรีก่อน (ขึ้นอยู่กับธุรกิจที่นักลงทุนต่างประเทศต้องการประกอบกิจการ) ซึ่งบางครั้งการขออนุญาตอาจจะใช้เวลาหลายเดือน และอาจจะไม่ได้รับการอนุมัติก็เป็นได้ แต่นักลงทุนที่เป็นคนอเมริกัน ซึ่งมีคุณสมบัติตามสนธิสัญญา ได้รับสิทธิภายใต้สนธิสัญญา ไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลไทย สมมติว่า บริษัทอเมริกันต้องการตั้งสาขาในเมืองไทย ธุรกิจหลักของสาขานี้ คือการขายสินค้าในตลาดไทย ถ้าบริษัทนี้เป็นบริษัทต่างชาติโดยปกติ จะต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ก่อนเริ่มกิจการในไทย แต่ในตัวอย่างนี้ บริษัทนี้เป็นอเมริกัน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ เพียงแต่ต้องแจ้งกระทรวงพาณิชย์ทราบว่า เป็นบริษัทอเมริกันที่มีสิทธิตามสนธิสัญญาเท่านั้น ตามที่สนธิสัญญา ซึ่งมีข้อยกเว้นเกี่ยวกับธุรกิจ 6 ข้อ ถ้านักลงทุนอเมริกันมีความประสงค์จะทำธุรกิจที่อยู่ในข้อยกเว้น 6 ข้อนี้ จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษ ซึ่งจะต้องขออนุญาตจากรัฐบาลไทยเหมือนกับนักลงทุนชาติอื่น ข้อยกเว้นดังกล่าวคือ 1.การคมนาคม 2.การขนส่ง 3.การรับดูแลทรัพย์สิน เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น 4.การธนาคารที่เกี่ยวกับการรับฝากเงิน 5.การแสวงหาประโยชน์จากที่ดิน หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น 6.การค้าภายในเกี่ยวกับผลิตผลทางเกษตรพื้นเมือง สิทธิภายใต้สนธิสัญญานี้ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคนอเมริกัน และเป็นสิ่งจูงใจคนอเมริกันให้มาลงทุนในไทย ขณะนี้ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มาลงทุนมากเป็นอันดับที่สองในเมืองไทย ขณะนี้ หลายคนเกรงว่า รัฐบาลไทยจะไม่ทำการต่อสนธิสัญญา เพราะระเบียบของ WTO เมื่อสิบปีที่แล้ว กล่าวคือในปี พ.ศ. 2537 ประเทศไทยลงนามในสัญญา General Agreement in Trade and Services (GATS) กับประเทศสมาชิก WTO ประเทศอื่น สัญญาฉบับนี้มีเงื่อนไขว่า ประเทศที่เป็นสมาชิกของ WTO ต้องให้ Most Favored Nation Treatment Status ในประเทศของเขาทุกประเทศ Most Favored Nation Treatment Status คือ กฎหมายในประเทศที่หนึ่งต้องให้นักลงทุนจากประเทศอื่น มีสิทธิลงทุนเท่ากันทั้งหมด ให้นักลงทุนจากประเทศเดียวมีสิทธิพิเศษไม่ได้ แต่ในเวลานั้น ประเทศไทยให้สิทธิพิเศษแก่คนอเมริกันตามสนธิสัญญาอยู่แล้ว ซึ่งรัฐบาลไทยขอยกเว้นคุณสมบัติข้อนี้จาก WTO และ WTO อนุมัติตามคำขอของประเทศไทย แต่ให้ระยะเวลาการยกเว้นสิบปีเท่านั้น ขณะนี้ ระยะเวลายกเว้นกำลังจะครบกำหนดในวันที่ 30 ธันวาคม 2547 นี้ ถ้ารัฐบาลไทยตัดสินใจว่าจะไม่ต่อสนธิสัญญา ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้วิธีการยกเลิกสนธิสัญญาอย่างไร สนธิสัญญามีเงื่อนไขว่า ถ้าประเทศไทยหรือประเทศอเมริกาต้องการยกเลิกสนธิสัญญา ประเทศที่ประสงค์จะยกเลิกจะต้องแจ้งกับรัฐบาลอีกประเทศล่วงหน้าหนึ่งปี จนถึงขณะนี้ รัฐบาลไทยยังไม่ได้แจ้งรัฐบาลอเมริกันว่าต้องการยกเลิกสนธิสัญญา อีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้สถานการณ์นี้เป็นเรื่องยากคือ ขณะนี้ ทั้งสองประเทศเข้าร่วมการเจรจาทำ Free Trade Agreement (FTA) แล้ว ถ้าการเจรจานี้สำเร็จ และทั้งสองประเทศได้ลงนามในสัญญานี้ ฝ่ายประเทศไทยที่ต้องการทำธุรกิจในสหรัฐอเมริกา จะได้รับผลประโยชน์หลายอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลอเมริกันน่าจะกำหนดให้อัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าไทย ที่จะส่งไปยังสหรัฐน้อยลง เรื่องนี้อาจจะช่วยทำให้สินค้าของไทยแข่งขันกับสินค้าจากประเทศอื่นได้ดีขึ้นในตลาดอเมริกัน หากรัฐบาลไทยตัดสินใจว่า ต้องการทำการต่อสนธิสัญญา และไม่อยากผิดสัญญากับ WTO ก็อาจไปขอ WTO เพื่อขยายระยะเวลาการยกเว้นของสหรัฐ ทาง WTO อาจจะอนุมัติ ในขณะที่การเจรจา FTA ก็อาจจะดำเนินการควบคู่ไปด้วย ตามที่ได้กล่าวข้างต้น ทั้งสองประเทศกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจา FTA หากรัฐบาลไทยตัดสินใจยกเลิกสนธิสัญญา ผู้เขียนเกรงว่า อาจจะมีผลกระทบต่อการเจรจา FTA และความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศต่อไป +++++++ ล้อมกรอบ ไมเคิล ดอล์ย เป็นทนายความอเมริกันและหุ้นส่วน ที่สำนักงานกฎหมาย เสรี มานพ แอนด์ ดอล์ย หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่ michael@serimanop.com ไมเคิล ดอล์ย ได้เขียนหนังสือ Doyle's Practical Guide to Thailand Business Law
|