|
||||||||||
|
คมคิด "อานันท์ ปันยารชุน" "สังคมที่ยึดถือคุณธรรม- จริยธรรม
สังคมนั้นมีความหวัง"
คอลัมน์ คมคนคมคิด โดย จรัญ ยั่งยืน ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 23 กันยายน 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3621 (2821) "นายอานันท์ ปันยารชุน" นับว่าเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของสังคมไทย แม้ว่าในยุคนั้นจะต้องเผชิญกับความกดดันของคลื่นลมทางการเมืองที่รุนแรง เมื่อลงจากเก้าอี้ โดย "ชวน หลีกภัย" รับช่วงเป็นนายกฯต่อมา นายอานันท์ก็ยังถูกฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยและนำไปอภิปรายอย่างดุเดือดในสภาเรื่องการประมูลโครงการโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย และการขายโรงกลั่นให้ไทยออยล์ 8,000 ล้านบาท จนสภาตั้งกรรมาธิการสอบแต่ก็ไม่พบความผิดพลาด ซึ่งสังคมไทยก็ไม่ได้ปล่อยให้ "อานันท์" โดดเดี่ยว มีการตั้ง "กลุ่มเพื่อนอานันท์" (Friends of Anand-FOA) ขึ้นมา และเมื่อ "อานันท์" อำลาเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ได้มีการจัดงาน "ดอกไม้ให้อานันท์" เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2536 ในวันนั้น "อานันท์" ได้ลุกขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่น่าสนใจ นั่นคือเรื่อง "คุณธรรมในสังคมไทย" ซึ่ง "ประสาร มฤคพิทักษ์ และคณะ" ได้เรียบเรียงไว้ในหนังสือชื่อ "อานันท์ ปันยารชุน ชีวิต ความคิด และการงานของอดีตนายกรัฐมนตรีสองสมัย" อานันท์กล่าวว่า "ในชีวิตของผมนั้น ปัญหาได้เกิดขึ้นตลอดมา และส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่คนอื่นสร้างให้ผม บางทีก็นึกน้อยใจเหมือนกัน นึกน้อยใจในวิถีชีวิตของตัวเอง ที่ว่าเราเองนั้นไม่เคยคิดว่าใครเป็นศัตรู ไม่เคยคิดเกลียดใคร โกรธใคร อาฆาตพยาบาทใคร การกระทำต่างๆ ในชีวิตของผม ไม่ว่าจะอยู่ในราชการประจำ หรืออยู่ในภาคธุรกิจ หรืออยู่ในภาคการเมืองนั้น ผมขอยืนยันว่าเป็นการกระทำด้วยความบริสุทธิ์ จิตใจบริสุทธิ์ นึกถึงอย่างเดียวนึกถึงผลประโยชน์ของสังคมเป็นส่วนใหญ่ นึกถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่อยากจะให้กระทบกระเทือนจิตใจใครทั้งสิ้น ไม่อยากเห็นความแตก แยกในสังคมไทย ไม่อยากเห็นการประหัตประหาร ไม่อยากเห็นความไม่สงบเรียบร้อย แต่ในขณะเดียวกัน หลักการต้องยึดถือไว้ คุณธรรมต้องยึดถือไว้ จริยธรรมต้องยึดถือไว้ และถ้าเผื่อผมจะตายด้วยความยึดถือในเรื่องศีลธรรม ในเรื่องของคุณธรรม และในเรื่องของจริยธรรม ก็ให้มันรู้ไป ในสังคมของเราในปัจจุบันนั้น หลายคนได้มาพูดกับผม รวมทั้งคนต่างชาติว่า "มันเพี้ยนกันถึงขั้นนั้นแล้วหรือ" ผมบอกว่า ผมไม่ทราบ ในชีวิตของผม ผมเห็นความเพี้ยนเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ทุกๆ ครั้งเราก็ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า สังคมไทยนั้นยังมีความยืดหยุ่น มีความสามารถในอันที่จะทำให้สิ่งร้ายๆ สิ่งที่ไม่พึงปรารถนา มลพิษในทางด้านจิตใจกลับคืนสู่ปกติได้ สังคมใดก็ตามที่ยึดถือในคุณธรรม ที่ยึดถือในจริยธรรม สังคมนั้นต้องมีความหวัง ก่อนที่จะมีความหวังต้องมีความศรัทธาด้วย คนไทยไม่โง่ เราเคยพูดอยู่เสมอว่า ในอดีตเรามีแต่พลังเงียบ และเงียบจริงๆ บัดนี้ไม่เป็นเช่นนั้นครับ วันนี้ผมไม่คาดมาก่อนว่าสถาบันต่างๆ มูลนิธิต่างๆ บุคคลต่างๆ ที่มาร่วมงานเพื่อที่จะให้กำลังใจกับผม ผมแน่ใจว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น กลอน บทกวี รูปภาพ คำสดุดี การร้องเพลง สิ่งเหล่านี้ผมมีความมั่นใจว่า ไม่ได้ทำเพื่อนายอานันท์ แต่เป็น การกระทำที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นที่ตรงกันในเรื่องของคุณธรรม ในเรื่องของจริยธรรม ในเรื่องของผลงานที่รัฐบาลของผม 2 รัฐบาลได้ทำไป ในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ในเรื่องของความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมอายุ 60 ปีนี้ ผมมีลูกอายุ 34 กับ 30 มีหลาน 3 คน ผมมีภริยาที่แต่งงานกันมาแล้ว 36 ปี ผมมีความเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จิตใจผมไม่หวั่นไหว แต่ถ้าเผื่อมองในแง่ของครอบครัวแล้ว มันไม่ค่อยยุติธรรมกับภริยาของผมกับลูกผม ผมเชื่อมั่นครับ ข้อเท็จจริงจะปรากฏออกมา ผมเชื่อมั่นครับ ว่าข้อเท็จจริงจะหักล้างไม่ได้ ผมเชื่อมั่นครับ ว่าสังคมไทยนั้นทอดทิ้งความยุติธรรมไม่ได้ เพราะถ้าไม่มีความยุติธรรมแล้ว ก็จะไม่มีสังคมไทย" เป็นมุมมองของอดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งแทรกด้วยข้อคิดที่น่าเก็บมาคิดมิใช่น้อย ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6
|