|
||||||||||
|
FTA ต้องอยู่ใต้กรอบสิทธิมนุษยชน
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 23 กันยายน 2547 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3621 (2821) เมื่อวันที่ 15-16 กันยายน ที่ผ่านมานี้คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขานิติศาสตร์ ได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม จัดการประชุมนิติศาสตร์แห่งชาติครั้งที่ 4 เรื่อง "มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการเจรจาเขตการค้าเสรี" ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ การจัดประชุมนี้ดูเหมือนเป็นความพยายามของภาครัฐ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการรีบเร่งทำข้อตกลงแบบทวิภาคี โดยมองแต่ภาคเศรษฐกิจที่จะได้ประโยชน์ แต่ไม่มีมาตรการป้องกัน ปกป้อง และรองรับกลุ่มที่จะถูกผล กระทบ เช่น กรณีชาวไร่กระเทียมและหัวหอม หรือชาวสวนผลไม้ที่ราคาตกต่ำเพราะถูกผลไม้จีนทุ่มตลาด ซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นครอบครัว เป็นต้น ในกรณีข้อตกลง FTA กับของออสเตรเลีย ก็มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและโคเนื้ออีกกว่า 1 ล้านครอบครัวที่จะถูกผลกระทบและต้องเลิกประกอบอาชีพไปในระยะยาว การนำเสนอของนักนิติศาสตร์ในการสัมมนานี้ฟังแล้วก็วังเวง เพราะยังขาดการคำนึงถึงผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ขาดการนำเสนอยุทธศาสตร์การต่อรอง และขาดการคำนึงถึงอธิปไตยของชาติ ที่ต้องแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ ขาดการนำเสนอกระบวนการที่โปร่งใสและการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง ทุกภาคการผลิตทั่วประเทศ เป็นต้น ในการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ หรือ การกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ จะมองแต่เพียงภาพรวม หรือตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณเพียงด้านเดียว เช่น อัตราเติบโตของจีดีพี หรือตัวเลขการค้าที่เพิ่มขึ้น การจ้างงานที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้รับค่าแรงและสวัสดิการที่เป็นธรรม นั้นขัดกับหลักการและกรอบคิดด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสิ้นเชิง กรอบคิดสิทธิมนุษยชนให้ความสำคัญชีวิตทุกชีวิต อาชีพทุกอาชีพอย่างเท่าเทียมกัน และทดแทนกันไม่ได้ ไม่เหมือนอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์มองว่า จำเป็นต้องได้อย่างเสียอย่าง (trade off) ชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจำนวนล้านครอบครัว และชาวไร่กระเทียม และหัวหอมอีกหลายหมื่นครอบครัวจะไปแลก หรือทดแทนกับตัวเลขการเติบโตของธุรกิจโทรคมนาคม หรือชิ้นส่วนรถยนต์ หรือสิ่งทอ ไม่ได้ นอกจากจะมีมาตรการตาข่ายคุ้มครองทางสังคมมารองรับอย่างมีประสิทธิภาพ เช่นการหาตลาดใหม่ ให้การฝึกอาชีพใหม่ให้ เป็นต้น สิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุด โดยได้รับการรับรอง ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศทุกฉบับ และเป็นต้นตอที่นำไปสู่การละเมิด สิทธิอื่นๆ คือ สิทธิในการมีงานทำ สิทธินี้ขยายความถึงสิทธิในการประกอบอาชีพ การมีที่ทำกิน การมีตลาดขายสินค้า และการได้รับราคาที่ยุติธรรมในผลผลิต และการขายแรงงานของตน การสูญอาชีพของชาวไร่กระเทียมและหัวหอม และเกษตรกรโคนมและโคเนื้อถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ข้อนี้ การล้มละลายของร้านโชห่วย การที่พ่อค้า แม่ค้าในตลาดสด หมดอาชีพ ขายของไม่ได้ ที่เกิดจากการเปิดเสรีให้ร้านค้าปลีกยักษ์เข้ามาเปิดใจกลางเมือง หรือเปิดชนกับตลาดสดที่ถูกรัฐทอดทิ้งไม่จัดสรรงบฯให้ปรับปรุงให้ทันสมัย จึงเป็นการละเมิดสิทธิการมีงานทำ ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุด สิทธิมนุษยชนคือ สิทธิในชีวิต การทำลายชีวิต เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และละเมิดกฎหมายของทุกสังคม สิ่งที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ คือ ปัจจัยในการดำรงชีวิต อันได้แก่ ที่อยู่อาศัย ยาและการรักษาพยาบาล การมีงานทำ และมีโอกาสศึกษา คนที่ไม่มีงาน หรือถูกทำให้หมดอาชีพ ก็จะไม่มีเงินซื้ออาหาร ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ไม่มีเงินซื้อยาหรือจ่ายค่าหมอ และในขั้นสุดท้ายก็ดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้ ดังนั้นจึงนำไปสู่การละเมิดสิทธิในชีวิต หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน การจัดหาปัจจัยในการดำรงชีวิตให้กับทุกๆ คนในสังคมเป็นพันธกิจของรัฐบาลทุกรัฐบาลตามพันธผูกพัน ของกติการะหว่างประเทศเรื่องสิทธิมนุษยชน คนที่ยากจน คนที่ขาดปัจจัย 4 คนจรจัด คนขอทาน คนไร้งานทำ จะถูกสังคมเลือกปฏิบัติอย่างไร้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ FTA ได้ทำให้เกษตรกรหลายล้านครอบครัวยากจนลงและหมดอาชีพ เหมือนภาวะข้างต้น การขาดแคลนวัตถุปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพและประกอบอาชีพ นำไปสู่ความยากจนทางปัญญาและความรู้ เพราะเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันจะหมดไปกับการดิ้นรนเพื่อหาอาหารให้ตนเองและท้องอิ่ม รวมทั้งการดิ้นรนเพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในด้านความจำเป็นอื่นๆ ในชีวิต เช่น ค่ายา ค่าเช่าบ้าน ค่าสาธารณูปโภค ความยากจนจึงเป็นอุปสรรคให้คนจนไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ถูกดูหมิ่น ถูกเลือกปฏิบัติในเกือบทุกกรณี และทุกสถานที่ ไม่มีโอกาสหรือขาดเสรีภาพในการเลือก ไม่สามารถกินอิ่มทุกมื้อ ไม่สามารถดูแลครอบครัวให้มีกินมีที่อยู่ที่เหมาะสม เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่มีเงินหาหมอหรือซื้อยาที่มีราคาแพง ไม่สามารถส่งเสียลูกเต้าให้มีการศึกษาอย่างดี ไม่สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองเพราะไม่มีเวลาติดตามข่าวสาร หรือไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาจนสามารถวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของปัญหาของตนและสังคม บางครั้งจึงถูกนักการเมืองชักจูงได้ง่ายๆ หรือยอมรับให้เข้าราชการรังแกข่มเหง ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นว่าตนมีสิทธิทางการเมืองในการมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมทางการเมืองของตน และชุมชนได้ รวมทั้งประเทศชาติได้ ไม่สามารถเสพวัฒนธรรมและความบันเทิงทั้งปวง เมื่อมีปัญหาทางกฎหมาย หรือถูกละเมิดสิทธิก็ไม่สามารถจ้างทนายความมาช่วยปกป้องสิทธิของตน (social and cultural rights) ความยากจนเป็นต้นเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านอื่นๆ ทำให้ขาดความเชื่อมั่น หวาดหวั่นต่อความไม่แน่นอนของอนาคต ความยากจนทำให้คนงมงายเพราะเป็นความหวังเดียวในชีวิต ความยากจนทำลายความสัมพันธ์ที่เป็นน้ำเดียวในครอบครัวหักสะบั้น เช่น การละเมิดสิทธิมีกิน โดยลูกเต้าอาจจะถูกความหิว (right to food) บีบให้ไปเป็นขอทาน โสเภณีหรือแรงงานเด็ก(child rights) อันเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก หรือออกจากโรงเรียนกลางคัน (right to education) อันเป็นการละเมิดสิทธิในการได้รับการศึกษา หรืออพยพออกจากครอบครัวไปทำงานยังต่างถิ่นหรือต่างแดน ความยากจนทำให้ไม่สามารถเข้าถึงปัจจัย 4 หรือ ภาวะไร้ปัจจัย 4 ที่จำเป็นในการดำรงชีพและในการพัฒนาตนเอง ความยากจนยังทำให้สังคมแบ่งเป็นชนชั้น เป็นกลุ่มสังคมและกลุ่มผลประโยชน์ที่ไม่สามารถเข้ากันได้ ดังนั้นกรอบคิดในการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับทุกประเทศ จะต้องนำกรอบคิดด้านสิทธิมนุษยชนที่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของทุกคนทุกอาชีพ มาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาไม่ให้ข้อตกลงนั้นมากระทบบางกลุ่มคนที่เป็นภาคที่อ่อนแอ รัฐจะต้องศึกษากระบวนการการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีของสหรัฐ กับสิงคโปร์และชิลีนั้น ทูตพาณิชย์ของสหรัฐ (U.S.Trade Representative-USTR) ได้จัดประชุมระดมความคิดเห็นและขอคำแนะนำจากประชาชนกว่า 100 ครั้ง กับตัวแทน 700 คนจากภาคธุรกิจทุกภาคทั้งด้านเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคบันเทิง ภาคผลิตภัณฑ์ยา สหภาพแรงงาน องค์กรผู้บริโภค องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ตัวแทนจากมลรัฐ ตัวแทนจากชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อให้ได้ความมั่นใจว่าการทำข้อตกลงการค้าเสรีนั้นจะไม่กระทบกระเทือน และให้ผลประโยชน์ต่อทุกๆ ภาคการผลิตและทุกๆ ชุมชน นอกจากนี้ ยูเอสทีอาร์ หรือทูตพาณิชย์ของสหรัฐยังมีคณะกรรมการที่ปรึกษาอีก 31 คณะ ที่มีชื่อเรียกว่า คณะกรรมการให้คำปรึกษานโยบายระหว่างประเทศด้านการค้า (intergovernmental policy advisory committee on trade- IGPAC) คณะกรรมการที่ปรึกษาเหล่านี้ประกอบด้วยผู้แทนของมลรัฐ ผู้แทนของเมือง ผู้แทนของสมาคมนักบริหาร สมาคมนักกฎหมาย ผู้แทนจากฝ่ายตุลาการของรัฐบาลกลาง รัฐบาลมลรัฐ และรัฐบาลท้องถิ่น และผู้แทนจากกรมอัยการ เป็นต้น คณะกรรมการเหล่านี้มีหน้าที่ตามกฎหมาย ให้เขียนรายงานผลกระทบ จากกรอบของข้อตกลงการค้าเสรี กับสิงคโปร์และชิลีเมื่อได้รับรายงานเหล่านี้แล้ว ผู้แทนการค้าก็สรุปเป็นกรอบใหญ่ที่เป็นทางการ เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาคองเกรส และวุฒิสภาสภาเพื่ออนุมัติให้เดินหน้าต่อไป โดยกรอบนี้จะใช้เป็นหลักในการเจรจา กับประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศไทย เป็นต้น จากกระบวนการอันละเอียดลออและรอบคอบข้างต้นนี้ สหรัฐจึงมีความชัดเจนว่า ในการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ ว่าสหรัฐจะได้ประโยชน์สูงสุด และจะไม่มีผลกระทบภายในต่อทุกๆ ภาคการผลิต และต่อทุกชุมชนด้วย บทเรียนของการรีบเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรีกับจีน และออสเตรเลีย โดยละเลยการกลั่นกรอง จากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทำให้เกษตรกรหลายล้านคนถูกกระทบ ดังนั้น การทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะกับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกร้องให้มีการเจรจาที่นอกเหนือจากด้านการค้า (ที่ผูกมัดและอาจจะละเมิดอธิปไตยของชาติ) และเรียกร้องมากกว่าข้อบังคับขององค์การการค้าโลก จึงต้องมีกระบวนการที่โปร่งใส ให้ประชาชนทุกภาคมีส่วนร่วม และต้องผ่านรัฐสภาเหมือนอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|