|
||||||||||
|
รื้อแบงก์กรุงไทย ต้องให้ถึงรากของธรรมาภิบาล
บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2547 นายวิโรจน์ นวลแข กรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องวุ่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวเองและธนาคารเป็นครั้งแรก หลังจากเก็บตัวเงียบมานาน 2 เดือน ถึงแม้ว่าเมื่อ 9 ก.ย.คณะกรรมการของธนาคาร ได้มีมติให้เขากลับมาอยู่ในตำแหน่งอีกครั้ง ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการสรรหาของกระทรวงการคลัง แต่จนถึงบัดนี้ เขายังไม่มีโอกาสก้าวเข้ามานั่งบริหารงานในตำแหน่งเลย ด้วยสาเหตุความล่าช้าอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการ ได้ขอเวลาพิจารณา กระบวนการปล่อยสินเชื่อธนาคารกรุงไทย ที่นำไปสู่การก่อหนี้รอบใหม่นั้น ว่านายวิโรจน์มีส่วนเกี่ยวข้องแค่ไหน รวมถึงต้องพิจารณาว่า เป็นไปตามคุณสมบัติผู้บริหารธนาคาร ตามระเบียบใหม่ที่ ธปท.นำออกใช้เมื่อ 29 ก.ค.2547 หรือไม่ "แบงก์ชาติดูเหมือนจะทำของเขาไปเรื่อยๆ เราก็ได้แต่รอไปวันๆ แต่ผมไม่ถึงขนาดท้อใจหรือถอดใจ ขอนิ่งเฉยไปก่อนดีกว่า เพราะเราสบายอยู่แล้ว เราถูกชักชวนให้มาอยู่ที่แบงก์กรุงไทย ก็ได้ถามแล้วว่าหากจะให้กลับมาก็อย่าให้ทำเพื่อเรา แต่ขอให้เป็นผลดีกับแบงก์ เราไม่จำเป็นต้องกลับก็ได้ หรือจะกลับก็ได้ หากเราไม่พัวพันกับธุรกรรมของกรุงไทยมาก ชีวิตเราก็สบาย แต่ถ้าต้องพัวพันก็ทำได้ ในขณะนี้เราสบายใจและปลอดโปร่ง ถ้าถอนตัวตอนนี้ เหมือนเป็นการประชดกัน เพราะมีรับสมัครคนเดียวและกระบวนการกำลังเดินไป หากถอนตัวเท่ากับประกาศสวนทาง" นายวิโรจน์กล่าว เขากล่าวว่า ปัญหาตอนนี้มีเรื่องความขัดแย้งของกลุ่มบุคคล และตนเองเป็นหนึ่งในนั้น ที่สำคัญมีทั้งคนสนับสนุนและไม่สนับสนุน ซึ่งผลที่ออกมา ต้องดูที่การทำงานของแบงก์วันนี้ ว่าดีขึ้นหรือยุ่งยาก ซึ่งใครก็ตามที่จะเข้ามา ต้องดำเนินนโยบายได้ แต่ความจริงขณะนี้ แบงก์กรุงไทยไม่มี "เบอร์หนึ่ง" ก็เดินไม่ได้ เปรียบไปก็เหมือน "เรือขาดหางเสือ" ไม่คาดคิดมาก่อนว่า ช่วงที่หยุดงานไป เกิดการแกว่งได้ขนาดนี้ ทั้งที่เป็นระยะเวลาสั้น เพราะความจริงเกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่ออกไป 2-3 เดือน แสดงให้เห็นว่าข้างในมีแรงเสียดทานค่อนข้างมาก และยังตกใจเพราะยังไม่มีทิศทางชัดเจน หากจะบอกว่าในวันนี้ ?วิโรจน์? คือเหยื่อที่ติดกับดักของธนาคารกรุงไทย ก็คงไม่ผิดนัก หลังจากต้องอยู่ในช่วงสอบสวนเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อ 14 โครงการใหญ่ จนนำมาสู่หนี้เน่าของแบงก์กรุงไทยเพิ่มขึ้นกว่า 4.6 หมื่นล้านบาทในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งเขาได้ชี้แจงว่า ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลในช่วงครึ่งปีแรก จากการที่ธนาคารมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นและต้องสำรองใหม่ เป็นเรื่องเปลี่ยนแปลงกติกา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องดูที่ตัวบุคคล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้อะไรเสียหาย ก็จะถูกซัดไปที่ตัวบุคคล "การเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ต้องชี้ผิด ชี้ถูกที่ใคร แต่สิ่งที่ควรทำ คือเอาออกมาให้ดูและเผยแพร่ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงใหม่ว่าเป็นสิ่งที่ดีอย่างไร หากยังหาคนผิด คนถูก ประเทศไทยจะเปลี่ยนได้ยาก ซึ่งแบงก์ชาติเองไม่ได้ชี้ว่าใครผิดหรือถูก เพียงแต่บอกว่าจะแก้ไขอย่างไร "ตอนนี้มีคนเล่นข่าวกันมาก ระหว่างผมกับผู้ว่าการแบงก์ชาติ ซึ่งข่าวที่ออกมาปล่อยจากคนเดียวกัน ที่พยายามจับให้ชนกัน ทั้งที่ส่วนตัวนับถือผู้ว่าการเหมือนเดิม เพราะโตมาด้วยกัน และทำงานด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งในช่วงที่มีเรื่องก็ได้หารือกัน ซึ่งแต่ละคนก็ทำหน้าที่ ไม่มีการสาดโคลนกัน ซึ่งผมและผู้ว่าการ รู้ว่าใครทำอะไรอยู่ แต่ผลกระทบใหญ่ๆ อยู่ที่เศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ผมและแบงก์ปั่นป่วน แต่ไม่ว่าผมจะไปหรืออยู่ จะขึ้นหรือลงเวที จะต้องประกาศออกมา" นายวิโรจน์กล่าว เรื่องราวของแบงก์กรุงไทยเป็นตำนานอื้อฉาวมาตลอด 20 ปีมานี้ เพราะไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาบริหารประเทศ ก็จะมองเห็นธนาคารเป็นเหยื่อโอชะที่ต้องปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจตามที่คุณ (ฝ่ายการเมือง) ขอมา ถึงแม้ว่าจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ให้เป็นบริษัทมหาชนก็ตาม แบงก์รัฐแห่งนี้จึงยังมีความเปราะบางและสะสางปมปัญหาไม่รู้จักจบสิ้น นับตั้งกรณี "ตามใจ ขำภโต" ปล่อยกู้ลูกหนี้ 3 รายใหญ่มากกว่าหมื่นล้านบาท กลายเป็นหนี้มีปัญหาในอดีต จนถูกศาลสั่งจำคุก แต่ได้รับการอภัยโทษต่อมา ช่วงเวลาของ "ศิรินทร์ นิมมานเหมินท์" น้องชายนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ซึ่งถูกกล่าวฟ้องจากรัฐบาลทักษิณ ในกรณีปล่อยสินเชื่อหละหลวมจนเป็นเหตุให้แบงก์เสียหาย โดยส่วนหนึ่งเป็นเหตุผลทางการเมืองด้วย มาถึงนายวิโรจน์ ซึ่งก้าวเข้ามาบริหารแบงก์พร้อมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็น รมว.คลังสมัยแรก แต่มาเจอมรสุมในช่วง ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ เป็น รมว.คลัง เมื่อ "สมคิด" กลับมานั่งเก้าอี้คลัง จึงมีท่าทีปกป้อง ?วิโรจน์? ให้พ้นบ่วงวิบากกรรม ในขณะที่สถานการณ์ของแบงก์กรุงไทยขณะนี้ ก็ไม่แตกต่างกัน ยังอยู่ในวิบากกรรมการแทรกแซงจากการเมือง รวมทั้งท้าทายกับการปฏิรูปตัวเองให้เป็นแบงก์ที่มีธรรมาภิบาลที่ดีเสียที
|