|
||||||||||
|
การค้าโลกที่บิดเบือน - น้ำตาล
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม thamavit@econ.tu.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2547 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2547 คณะผู้พิจารณา (Panel) ขององค์การการค้าโลก หรือ WTO ได้ตัดสินว่า สหภาพยุโรปได้ทำผิดข้อตกลงองค์การการค้าโลก เนื่องจากให้อุดหนุนการส่งออกน้ำตาลในปริมาณสูงกว่าที่ผูกพันไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กันยายนนี้ รัฐมนตรีการเกษตรของฝรั่งเศส กล่าวว่า สหภาพยุโรปจะอุทธรณ์คำตัดสินของ WTO ซึ่งคาดว่า ต้นปีหน้าจึงจะรู้ผลของการอุทธรณ์ดังกล่าว (จากสำนักข่าวเอบีซี ของออสเตรเลีย) การพิจารณาข้อพิพาททางการค้านี้ เริ่มเมื่อเดือนสิงหาคม 2546 โดย ประเทศไทย ออสเตรเลีย และบราซิล ฟ้องร้องว่า (1) สหภาพยุโรปได้ให้การอุดหนุนการผลิตน้ำตาล โดยการแทรกแซงราคาน้ำตาลในสหภาพยุโรปให้อยู่ในระดับสูงมาก จนมีการผลิตมากเกินความต้องการในสหภาพยุโรป และส่งออกไปตลาดโลกด้วยราคาที่ต่ำกว่าต้นทุน และ (2) สหภาพยุโรปนำเข้าน้ำตาลทรายดิบ จากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในแอฟริกา แคริบเบียนและแปซิฟิก (กลุ่ม ACP) และอินเดีย ภายใต้สิทธิพิเศษทางการค้า เพื่อนำมาแปรรูปเป็นน้ำตาลทราย และส่งออกไปตลาดโลก โดยมีการอุดหนุนการส่งออก ปริมาณน้ำตาลที่ได้รับการอุดหนุนการส่งออกจากสหภาพยุโรปทั้งสองประเภทดังกล่าว รวมเป็นปริมาณ 4.77 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,139 ล้านยูโร (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ยูโร เท่ากับ 50 บาทโดยประมาณ) ซึ่งมากกว่าที่ตกลงผูกพันไว้กับองค์การการค้าโลก ที่อนุญาตให้สหภาพยุโรปอุดหนุนการส่งออกน้ำตาลไม่เกิน 1.274 ล้านตัน โดยคิดเป็นเงินอุดหนุนไม่เกิน 499.10 ล้านยูโรต่อปี ปัจจุบัน ในการค้าน้ำตาลของโลก ผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ได้แก่ บราซิล โดยส่งออก 16.45 ล้านตันในปี 2547 รองลงมา ได้แก่ สหภาพยุโรป (8 ล้านตัน) ไทย (5 ล้านตัน) ออสเตรเลีย (3.82 ล้านตัน) และคิวบา (1.9 ล้านตัน) ส่วนผู้นำเข้าสำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป โดยนำเข้า 6.87 ล้านตัน ในปี 2547 รองลงมาได้แก่ สหภาพโซเวียต (นำเข้า 4.55 ล้านตัน) สหรัฐอเมริกา (1.42 ล้านตัน) และจีน (1.09 ล้านตัน) เป็นที่น่าสังเกตว่า สหภาพยุโรปเป็นทั้งผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ และผู้นำเข้าน้ำตาลรายใหญ่ เมื่อเร็วๆ นี้ องค์การอาหารและการเกษตรของสหประชาชาติ รายงานว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มีการผลิตน้ำตาลมากกว่า 130 ประเทศ โดยเฉพาะประเทศอุตสาหกรรมได้มีการแทรกแซงตลาดน้ำตาลทั้งในประเทศและการค้าระหว่างประเทศจำนวนมาก และเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมีการแทรกแซงตลาดน้ำตาลมากที่สุดในโลก ด้วยการอุดหนุนให้ราคาน้ำตาลภายในประเทศอยู่ในระดับสูง และกดราคาตลาดโลกให้ต่ำ และประมาณว่า ประเทศอุตสาหกรรม (กลุ่ม OECD) ใช้เงินอุดหนุนการผลิตน้ำตาลประมาณ 6.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการค้าน้ำตาลของโลก ที่มีมูลค่า 11.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ในช่วง 2542-2544) องค์การอาหารและการเกษตร กล่าวไว้ในข้อสนับสนุนต่อการเจรจาขององค์การการค้าโลก ว่า การเจรจารอบอุรุกวัยของแกตต์ มีผลทำให้การค้าน้ำตาลของโลกมีการบิดเบือนลดลงเพียงเล็กน้อย ประเทศอุตสาหกรรมยังคงมีการอุดหนุนการผลิตน้ำตาลจำนวนมาก และมีอัตราภาษีนำเข้าที่สูง ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำตาล มีมูลค่าการส่งออกที่ลดลง จึงเสนอว่า ในการเจรจาขององค์การการค้าโลก ควรมุ่งไปสู่การให้ประเทศอุตสาหกรรม ลดการคุ้มครองการผลิตน้ำตาล เช่น ลดการอุดหนุน ลดภาษีนำเข้า และเปิดตลาดให้ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ถ้าการเจรจาขององค์การการค้าโลก สามารถผลักดันให้ประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา ลดการอุดหนุนการผลิตน้ำตาลเป็นผลสำเร็จได้ จะมีผลอย่างไรต่อไทย ซึ่งคงจะต้องพิจารณาหลายประเด็น ประกอบกันดังนี้ ปัจจุบันตลาดส่งออกน้ำตาลที่สำคัญของไทย ได้แก่ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย จีน เกาหลีใต้ และรัสเซีย หากการเจรจารอบใหม่ของ WTO หรือการระงับข้อพิพาทมีผลทำให้สหภาพยุโรป และประเทศอุตสาหกรรมอื่นๆ ลดการอุดหนุนการผลิต และการส่งออกน้ำตาลได้คงมีผลทำให้การผลิต และการส่งออกน้ำตาลของประเทศเหล่านี้ลดลง ซึ่งจะช่วยให้ไทยส่งออกได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับระบบราคาน้ำตาลในประเทศไทย รัฐบาลได้มีบทบาทเข้าร่วมการวางกติกา และกำหนดราคาน้ำตาลขายปลีกให้คงที่ ณ ราคา 13.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่มักจะสูงกว่าราคาตลาดโลก (ราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลก เมื่อเดือนสิงหาคมนี้ เท่ากับ 8.99 เซนต์ต่อปอนด์) ก็เข้าข่ายการอุดหนุนการส่งออก ตามข้อตกลงองค์การการค้าโลก ซึ่งในอนาคตไทยก็ต้องลดการอุดหนุนนี้เช่นกัน นอกจากนี้ บราซิลนับเป็นประเทศที่มีความสามารถแข่งขันในการส่งออกน้ำตาลมากที่สุดในโลก เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุดในโลก ทำให้การส่งออกของบราซิลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบห้าปีที่ผ่านมา (รายงานขององค์การอาหารและการเกษตร) ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมน้ำตาลของออสเตรเลีย ก็มีประสิทธิภาพที่ดีมาก ฉะนั้นไทยคงจะต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาลให้สูงขึ้น ตลอดจนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีต้นทุนที่ลดลง อันจะทำให้การส่งออกน้ำตาลของไทย สามารถแข่งขันกับประเทศเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการอุดหนุนการส่งออก และจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในประเทศไทย เนื่องจากราคาน้ำตาลขายปลีกในประเทศไทยจะลดลงได้เช่นกัน
|