|
||||||||||
|
การเมืองกับตัวชี้วัดความจน
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2547 สัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวว่า สภาพัฒน์เตรียมนำเสนอข้อมูลทางวิชาการ ตัวเลขดัชนีชี้วัดความยากจน หรือเส้นความยากจนของทางการ (Official Poverty Line) ซึ่งได้มาจากการศึกษาวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์ แต่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติเห็นชอบ! นัยว่า หากเพิ่มตัวเลขเส้นความยากจนขึ้นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้จากการศึกษาวิจัย ก็อาจกระทบต่อเป้าหมายของรัฐบาล โดยเฉพาะตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้เคยประกาศให้คำมั่นสัญญาแก่ประชาชนไว้ตั้งแต่ปี 2546 ว่า ภายในเวลา 6 ปี หรือภายในปี 2552 นี้ คนจนจะหมดไปจากประเทศไทย! หลายท่านคงนึกสงสัยว่า ความยากจนนั้น เราจะวัดกันด้วยวิธีไหน" อย่างไรถึงเรียกว่าจน" มีหนี้สินมากๆ มากกว่ารายได้ ถือว่าจนหรือไม่" และความจนนั้นมีเส้นแบ่งกันด้วยหรือ" ยิ่งเมื่อนักการเมืองออกมาประกาศว่า จะทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทย ก็ยิ่งสงสัยว่า นิยามของคนจนที่ว่านั้นเป็นอย่างไร" จะเป็นการทุ่มเงินเทให้คนมีเงินมากขึ้นจนพ้นเส้นความยากจน" หรือจะเป็นการพัฒนาชีวิตในด้านต่างๆ ของคนด้อยโอกาสในสังคม" แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรเมื่อครบ 6 ปี ว่า ตอนนี้ไม่มีคนจนอยู่ในประเทศแล้วหรือไม่" ใครจะบอกได้ว่า เขาทำสำเร็จหรือเขาล้มเหลว เพราะมันดูไม่ง่ายเหมือนปัญหาจราจรกรุงเทพฯ ซึ่งปรากฏเป็นรูปธรรมกว่า ในแวดวงนักวิชาการจึงได้มีการกำหนดตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจตัวหนึ่ง เรียกว่า เส้นความยากจน หรือ Poverty Line เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการอ้างอิงศึกษา วางแผน หรือกำหนดนโยบายการแก้ปัญหาความยากจน เสมือนเป็นนิยามของคนจน" ขึ้นมาว่า หมายถึง บุคคลที่มีรายได้ไม่เพียงพอในการใช้จ่าย เพื่อสนองความต้องการพื้นฐานขั้นต่ำที่คนในสังคม ควรได้รับในการดำรงชีวิต โดยความต้องการพื้นฐานขั้นต่ำนั้น สามารถกำหนดให้เป็นค่าของจำนวนเงินที่ครัวเรือน ต้องใช้ในการหาซื้อหาให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และมูลค่า ของจำนวนเงินดังกล่าวนั้นเอง เรียกว่า "เส้นความยากจน" กล่าวคือ บุคคลใดที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน (ต่ำกว่าระดับรายได้หนึ่งที่กำหนด) บุคคลนั้นถือว่าเป็นคนจน กว่าจะได้เส้นความยากจนนี้มา นักเศรษฐศาสตร์เขาต้องไปศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ว่าในสังคมปัจจุบันนี้ เขามีแบบแผนการบริโภค และมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง การคำนวณเส้นความยากจน จะมีการคำนวณความต้องการสารอาหารหรือพลังงานระดับครัวเรือน โดยคำนวณปริมาณความต้องการพลังงานของสมาชิกในครัวเรือน ตามมาตรฐานภาวะโภชนาการที่เหมาะสมของคนไทย(แยกตามอายุ และเพศ) พูดง่ายๆ ว่า คิดหาจำนวนเงินที่ครัวเรือน ต้องใช้ในการซื้อหาอาหารที่จำเป็น สำหรับสมาชิกในครัวเรือนแต่ละวันกินอยู่อย่างไร ใช้จ่ายไปเพื่อจัดหาอาหารเป็นสัดส่วนเท่าใด กินอาหารประเภทใดบ้าง เน้นแคลอรีหรือโปรตีน ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการซื้อหา ดูละเอียดถึงขนาดว่า การบริโภคเป็นการกินคนเดียว หรือกินอยู่ร่วมกันเป็นครัวเรือน เพราะหากกินเป็นครัวเรือน 3-4 คน ก็จะมีค่าใช้จ่ายต่อหัวถูกกว่ากินอยู่คนเดียว นอกจากนี้ ก็มีการดูถึงปัจจัยในการดำรงชีวิตอื่นๆ โดยมีปัจจัยสี่เป็นพื้นฐาน เช่น ค่ายารักษาโรค ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ค่าติดต่อสื่อสาร ค่าเครื่องใช้ประจำบ้าน ค่าเชื้อเพลิงและแสงสว่าง ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ในแต่ละพื้นที่จึงมีเส้นความยากจนไม่เท่ากัน และเมื่อสังคมเปลี่ยน วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยน ราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง ระดับเส้นความยากจนก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนตามให้เหมาะสม นับตั้งแต่ปี 2535 เรามีการใช้เส้นความยากจนที่ระดับ 922 บาทต่อคนต่อเดือน หมายความว่า ใครมีรายได้ต่ำกว่า 922 บาทต่อเดือน ถือว่าอยู่ในข่ายคนจน! หากถือตัวเลขรายได้ 922 บาทต่อเดือน เป็นเส้นความยากจน ในปีปัจจุบัน (2547) ก็จะมีคนยากจนอยู่ 6 ล้านคนทั่วประเทศ มาถึงปัจจุบัน ราคาสินค้าหลายชนิดแพงขึ้นกว่าสมัยปี 2535 มากแล้ว ทั้งค่าน้ำมัน ค่ารถเมล์ ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าเช่าบ้าน ฯลฯ จึงเป็นการสมควรที่จะมีการศึกษาเพื่อปรับเส้นความยากจนตามหลักมาตรฐานวิชาการ ทราบว่า ผลการศึกษาออกมาว่า เส้นความยากจนใหม่อยู่ที่ระดับรายได้ 1,163 บาทต่อคนต่อเดือน หากยึดถือเอาตามนี้ ปัจจุบันมีคนจนอยู่ 9 ล้านคน ทั่วประเทศ วันนี้ ใครมีรายได้มากกว่า 13,956 บาทต่อปี โปรดทราบว่า ไม่ใช่คนยากจน ส่วนใครที่เคยมีรายได้ตั้งแต่ 923-1,163 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่ถือเป็นคนจนตามเส้นความยากจนเดิม แต่ชั่วข้ามวัน เมื่อใช้เส้นความยากจนใหม่ กลับกลายเป็นคนจนไปได้ทันที นี่คือ อภินิหารของตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ ที่นักการเมืองต้องการนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หากนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ในองค์กรที่ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยตัวเลข ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจไม่ตรงไปตรงมา ไม่มีอิสระในการทำงานวิชาการ ไม่มีอิสระในการเผยแพร่สิ่งที่ได้พบในทางวิชาการ ก็น่ากลัวว่าสังคมต้องถูกปิดหูปิดตาไปกับมายาทางตัวเลข เป็นฐานความชอบธรรมให้แก่นักการเมืองได้บรรลุเป้าประสงค์ส่วนตัว โดยที่สังคมไม่ได้อะไรเลย ตัวชี้วัดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ตัวเลขจีดีพี ตัวเลขเส้นความยากจน ตัวเลขการกระจายรายได้ ล้วนแต่เป็นเรื่องเชิงวิชาการเฉพาะกลุ่ม เฉพาะทาง หากเมื่อไหร่ถูกแทรกแซง ถูกเซ็นเซอร์ ถึงขนาดว่า ได้ทำการศึกษาวิจัยถี่ถ้วนดีแล้ว ถูกต้องตามหลักวิชาการครบถ้วนแล้ว แต่กลับยังต้องขออนุมัติฝ่ายการเมืองเพื่อใช้ตัวเลขชุดใหม่ ก็ถือว่าเป็นความไร้ศักดิ์ศรีอย่างยิ่งของฝ่ายวิชาการ หรือราชการประจำที่เป็นเทคโนแครต หรือหากเป็นการถูกบังคับโดยผู้มีอำนาจ ก็ถือเป็นความใจแคบอย่างยิ่งของฝ่ายการเมือง เรื่องนี้จึงไม่สมควรต้องส่งไปให้ฝ่ายการเมืองพิจารณา และฝ่ายการเมืองก็ไม่สมควรรับพิจารณา ไม่ควรเข้ามาข้องเกี่ยว เช่นเดียวกันกับที่นายกรัฐมนตรีเอง ก็ไม่สมควรออกมาพูดชี้นำดัชนีตลาดหุ้น บอกว่า หุ้นกำลังขาขึ้น ขาดทุนก็ไม่ควรขาย ควรถือเอาไว้ก่อน เพราะหากเป็นวิสัยของนายกรัฐมนตรีที่มีวุฒิภาวะแล้วย่อมจะไม่กระทำเช่นกัน กรณีของตัวชี้วัดความยากจนนั้น ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ว่า จะมองเพียงความยากจนที่เป็นเส้นความยากจนจากระดับรายได้ของคนจนเท่านั้น หรือจะมองความยากจนโดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานชีวิตเฉลี่ยในสังคม ซึ่งจะต้องวัดความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ด้วย ด้วยการเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ในประเทศ อย่าลืมว่า คนจนไม่ได้จนตัวเลข แต่จนในชีวิต ในเลือดเนื้อ ตัวเลขตัวชี้วัดเปลี่ยนอย่างไร ชีวิตของคนจนไม่ได้เปลี่ยนตาม
|