หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
จีเอสพี : โดยอียู เพื่ออียู

คอลัมน์ คลื่นความคิด  โดย สมาคมกุ้งไทย  มติชนรายวัน  วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9692

สหภาพยุโรป หรืออียูมักจะอ้างอยู่เสมอว่าการให้สิทธิพิเศษทางการค้าและภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป(Generalized System of Preferences) หรือจีเอสพี(GSP) เป็นการให้ฝ่ายเดียวแบบไม่เลือกปฏิบัติ และมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือคนยากจนในประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนา แต่ในความเป็นจริงจีเอสพี คือ อาวุธร้ายแรงทางการค้า ที่มีไว้เพื่อกำจัดประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่แข่งซึ่งมีทีท่าว่าจะคุกคามอียู และขัดผลประโยชน์คนอียู โดยผลิตภัณฑ์จากประเทศต่างๆ หากไม่ได้รับจีเอสพี จักต้องถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราปกติที่สูงที่สุด ทำให้ผลิตภัณฑ์สินค้าดังกล่าวไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ไปโดยปริยาย และโอกาสที่จะรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดไว้ได้ก็เกือบศูนย์หรือน้อยมากๆ

สหภาพยุโรปไม่เพียงแต่จะเป็นตลาดกุ้งที่ใหญ่ที่สุดเท่านั้น ยังเป็นตลาดที่มีการปกป้องมากที่สุดให้โลกด้วย โดยใช้มาตรการจีเอสพี มาเป็นตัวจัดการให้เหล่าประเทศสมาชิกของตนได้ผลประโยชน์ดีที่สุดในการนำเข้ากุ้งและปกป้องการลงทุนของคนอียูในต่างประเทศ โดยผ่านระบบภาษีที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม ตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่าอียูจัดการลดสัดส่วนกุ้งไทยในการนำเข้ากุ้งของอียูได้อย่างไร จากร้อยละ 8 ในปี 2538 เหลือต่ำกว่าร้อยละ 1 ในปี 2546 ซึ่งทำได้โดยการใช้มาตรการจีเอสพีเป็นอาวุธทางการค้า โดยเริ่มตัดจีเอสพีร้อยละ 50 กับประเทศไทยก่อนในปี 2540 และตัดจีเอสพีตามมาในปี 2542 ตั้งแต่นั้นมาสินค้ากุ้งไทยถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงที่สุด ร้อยละ 20

ตารางที่ 1 การนำเข้ากุ้งของอียูและสัดส่วนกุ้งไทย

เรื่องนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดกุ้งที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แต่ไม่มีมาตรการภาษีจีเอสพี ผู้เล่นทุกคนเท่าเทียมกันหมด ประเทศไทยดำรงสถานภาพเป็นผู้นำในตลาดนี้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดังแสดงในตารางที่ 2 ซึ่งเป็นสถิติที่ดี เนื่องจากมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายประการ ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกุ้งเลี้ยงมากเป็นที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2537 นอกจากมีวัตถุดิบ(กุ้งที่เลี้ยงได้) ที่คุณภาพดีมากมายแล้ว ยังมีโรงงานแปรรูปมาตรฐานระดับโลก(World-class) ที่มีอุปกรณ์เครื่องจักรทันสมัยและมีสุขาภิบาลอยู่ในระดับสูงสุดด้วย กอปรกับคนงานไทยมีทักษะความชำนาญขั้นสูงที่มีอนามัยส่วนบุคคลดีที่สุด ทำให้ผู้ซื้ออเมริกันเชื่อมั่นและไว้วางใจซื้อผลิตภัณฑ์สินค้ากุ้งพร้อมรับประทาน(Ready-to-eat) จากไทย จากเดิมที่สหรัฐอเมริกาเคยซื้อกุ้งดิบไปแปรรูปและต้มให้สุกเองในโรงงานพวกเขาในสหรัฐ แต่เนื่องจากอเมริกันยอมรับความจริงที่ว่า คุณภาพกุ้งจากประเทศไทยดีกว่า ที่สำคัญประเทศไทยสามารถผลิตผลิตภัณฑ์กุ้งได้คุณภาพที่สูงกว่า ในราคาที่แข่งขันได้มากกว่า ดังนั้นโรงงานต้มกุ้งเกือบทั้งหมดของสหรัฐ จึงปิดตัวลง แล้วมาสั่งซื้อกุ้งต้มพร้อมรับประทานจากประเทศไทย

ตารางที่ 2 การนำเข้ากุ้งของสหรัฐอเมริกา และสัดส่วนกุ้งไทย

ตารางที่ 2 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงระบบภาษีที่ไม่เป็นธรรมของอียูทำให้ไทยไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดอียู ปริมาณกุ้งที่ส่งออกจากไทยไปอียูตกลงจาก 32,866 ตัน(ปี 2538) เหลือ 5,181 ตัน(ปี 2546) ขณะที่สหรัฐไม่มีการเก็บภาษีนำเข้ากุ้งและเป็นตลาดเศรษฐกิจแท้จริง การส่งออกกุ้งของไทยเพิ่มขึ้นจาก 77,792 ตัน เป็น 133,222 ตัน ในปี 2546

ผู้แปรรูปกุ้งอียูได้ประโยชน์จากจีเอสพี ไม่เหมือนกับสหรัฐ ที่โรงงานแปรรูปกุ้งลดจำนวนลง โรงงานแปรรูปกุ้งอียูยังคงความเป็นธุรกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร(อังกฤษ) มีรายงานประมาณ 25%-50% ของกุ้งนำเข้าไปยัง 2 ประเทศนี้ถูกใช้เพื่อแปรรูปหรือต้มให้สุกอีกครั้ง

ในสหราชอาณาจักร ผู้แปรรูป อาทิ Lyons Seafoods, Anchor Seafoods, Youngs and CUMBRAIN นำเข้ากุ้งน้ำอุ่นปอกเปลือกจากบังกลาเทศ โดยที่สินค้ากุ้งไม่ถูกเก็บภาษีนำเข้า(ร้อยละ 0) ขณะที่กุ้งดังกล่าวจากอินเดียและอินโดนีเซียถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่ต่ำมาก ผลิตภัณฑ์กุ้งดิบปอกเปลือกถูกนำไปต้มให้สุกแล้วกระจายไปยังซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ในรูปกุ้งแช่เย็น ซึ่งสามารถทำกำไรได้หลายเท่าตัวจากต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำ

Krustonord, Adrimax, Krustimex และ Maison Mer เป็นบริษัทต้มกุ้งฝรั่งเศส ที่นำเข้ากุ้งติดหัวมีเปลือกทั้งตัวจากมาดากัสการ์ และเซเนกัล ซึ่งก็ไม่มีการเก็บภาษีนำเข้ากับกุ้งที่มาจากประเทศเหล่านี้เช่นกัน ผลิตภัณฑ์กุ้งดิบแช่แข็งถูกแปรรูปโดยบริษัทต้มกุ้งฝรั่งเศส และขายให้กับผู้บริโภคฝรั่งเศสในรูป "กุ้งต้มประจำวัน" แม้ว่ามันเป็นกุ้งที่ผ่านการแช่แข็งมาก่อน แต่ถูกแปรรูปมาขายในตลาดปลาและซูเปอร์มาร์เก็ตในรูปกุ้งต้มสุก(สด) ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า กำไรที่ได้จากผลิตภัณฑ์นี้มหาศาล

ทั้งหมดนี้ ต้องยกเครดิตให้กับข้าราชการอียูที่ออกแบบมาตรการจีเอสพีนี้ออกมา เพราะมันสามารถปกป้องผลประโยชน์ของคนอียู และกำจัดคู่แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้หน้ากากของคนใจบุญและความตลบแตลงของอียูที่ว่า จีเอสพีนั้นมีความยุติธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ!

หน้า 13