|
||||||||||
|
จุดแข็งร้านอาหารไทยในเวทีโลก
พอล เลอมัง กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2547 ปลายสิงหาคมที่ผ่านมา ชาวสวิสที่อาศัยในกรุงเจนีวาและชาวต่างชาติจำนวนหนึ่ง ได้มีโอกาสเที่ยวชมงานเทศกาลวัฒนธรรมและอาหารไทย จัดขึ้นโดยคณะทูตถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานไทยในสวิตเซอร์แลนด์ ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบิร์น คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก รวมทั้งร้านอาหารไทยในเจนีวา และเมืองใกล้เคียง บรรยากาศของงานแสดงให้เห็นชัดเจนว่า วัฒนธรรมไทยและสินค้าภาคบริการของไทย ได้รับความนิยมจากต่างชาติอย่างมาก ถือเป็นจุดแข็งของไทยในตลาดโลก เรื่องการค้าบริการเป็นเรื่องใหม่ในเวทีการเจรจาการค้าโลก ที่หลายคนยังไม่รู้ว่าคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรในโลกปัจจุบันและอนาคต บริการ คือ สินค้า คำว่าบริการ Services คือ สิ่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ มีการซื้อขาย แต่ไม่ใช่สินค้าเหมือนสินค้าที่เราเข้าใจ เพราะจับต้องไม่ได้ เช่น การให้บริการด้านการเงิน โดยธนาคารและบริษัทประกันภัย การให้บริการด้านสุขภาพ โดยโรงพยาบาลเอกชน การให้บริการด้านการศึกษา โดยโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย การให้บริการที่เกิดขึ้นคือ สินค้าที่เกิดจากผู้ให้บริการและซื้อได้โดยผู้รับบริการ จึงเห็นได้ว่า บริการที่ว่านี้เกี่ยวกับ "คน" เป็นหลัก เพราะคนคือผู้ให้บริการหรือทำให้เกิดการบริการ สังคมใดประเทศใดมีผู้ให้บริการที่ดี มีคุณภาพและมีจำนวนมากก็ก่อให้เกิดการซื้อขายมีมูลค่าสูง ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศได้ไม่น้อย ประเทศใดสังคมใด มีผู้ให้บริการน้อย หรือมีแต่ไม่มีคุณภาพ ก็ไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ และส่งผลให้เศรษฐกิจเป็นลบด้วย เพราะมีแต่ผู้ต้องการซื้อบริการ ในปัจจุบันการค้าบริการได้กลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ และมีบทบาทต่อการค้าโลกมากขึ้นในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าบริการของโลกมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว คิดเป็นร้อยละ 60 ของผลิตมวลรวมของโลก ร้อยละ 30 ของการจ้างงานทั่วโลก และร้อยละ 20 ของการค้าระหว่างประเทศ ในการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัย ประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก ซึ่งตามปกติดูแลความตกลงเรื่องสินค้าที่จับต้องได้ Goods มาตลอด จึงได้รวมเรื่องการค้าบริการเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องนำมาเจรจาเปิดตลาด และได้จัดทำความตกลงทั่วไป ว่าด้วยการค้าบริการ (General Agreement on Trade in Service-GATS) ออกมาใช้ ซึ่งถือว่าเป็นความตกลงฉบับแรกและฉบับเดียวที่กำกับดูแลการค้าบริการระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลกจำแนกบริการที่มีการซื้อขายระหว่างประเทศเป็น 12 สาขา สาขาการท่องเที่ยวนับเป็นสาขาหนึ่ง ซึ่งภายใต้สาขานี้จะประกอบด้วยธุรกิจบริการย่อยๆ จำนวนมาก รวมถึงการให้บริการร้านอาหารด้วย การเจรจาเปิดตลาดในกรอบ WTO รอบปัจจุบัน ที่เรียกว่า รอบโดฮา เริ่มตั้งแต่ปี 2543 โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประเทศสมาชิก ลดหรือยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการในทุกรูปแบบ ซึ่งการเจรจามีความคืบหน้าไม่มากนัก เนื่องจากได้กำหนดให้ประเทศต่างๆ ยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนกันในทำนองยื่นหมูยื่นแมว request-offer คือ ยื่นข้อเสนอในด้านที่ตนพร้อมจะเปิดและขอให้ประเทศอื่น เปิดในด้านที่ตนถนัดและเป็นจุดแข็ง เช่น ไทยเสนอว่า พร้อมเปิดด้านการเงินการธนาคารให้คนต่างชาติเข้ามาบริการได้ แต่ขอให้ต่างชาติเปิดให้คนไทยเข้าไปตั้งร้านอาหาร หรือประกอบวิชาชีพเฉพาะทางได้ ประเทศส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่า ประเทศพัฒนาแล้วที่มีภาคบริการที่เข้มแข็งและหลากหลาย จะได้เปรียบทางการค้ากว่าประเทศที่กำลังพัฒนา และด้อยในเรื่องบริการ ความไม่เท่าเทียมนี้ ทำให้เกรงว่า การเปิดตลาดด้านบริการที่เร็วเกินไป จะทำให้ผู้ให้บริการหรือบริการของต่างชาติ เข้ามาขายบริการในประเทศตนมากกว่า และจะทำให้เสียเปรียบทางเศรษฐกิจ จึงพากันปกป้องและระมัดระวังไม่ยอมเปิดเสรีง่ายๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเข้าเมือง และกฎระเบียบการประกอบอาชีพของคนต่างด้าว ความสำคัญของภาคบริการที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ทำให้ประเทศพัฒนาแล้วที่แข็งแกร่งด้านนี้ พยายามหาทางผลักดันโดยนำเรื่องการค้าบริการไปเจรจาในกรอบภูมิภาค และกรอบเอฟทีเอด้วยเพื่อให้มีการเปิดตลาดบริการรวดเร็วขึ้น แม้ไทยจะไม่ใช่ประเทศเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง แต่ในด้านบริการแล้ว เรามีจุดแข็งหลายด้านและอาหารไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น เนื่องจากมีต้นตำรับที่เป็นเอกลักษณ์ มีวิธีการประกอบอาหารให้มีรสชาติ และคุณลักษณะของส่วนประกอบอาหารที่กลมกล่อม สีสันสวยงาม ต้องตาและอร่อยถูกปาก และมีการจัดหมวดอาหารแต่ละจานในแต่ละมื้อให้เข้ากัน ครัวไทยมีโอกาสทางธุรกิจสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของการจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการ โดยเป้าหมายอยู่ในต่างประเทศ เช่น การไปจัดตั้งร้านอาหาร และการเข้าไปทำงานในฐานะของบุคคลธรรมดาที่เป็นคนต่างชาติ เช่น การให้บริการของพ่อครัว/แม่ครัว รัฐบาลไทยตระหนักถึงศักยภาพ จึงมีนโยบายส่งเสริมครัวไทยสู่ตลาดโลก เป็นโครงการสำคัญของรัฐบาล กรมส่งเสริมการส่งออก ก็ได้สนับสนุนการบุกตลาดโลกของร้านอาหารไทย ตามสถิติของกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2545 มีร้านอาหารไทยในต่างประเทศ 8,000 แห่ง โครงการสนับสนุนช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศด้วยตนเอง หรือโดยธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งมี 3 ระดับ คือ 1.ระดับ "Golden Leaf" ทำเลย่านธุรกิจ โต๊ะเก้าอี้ประมาณ 160 ที่นั่ง พื้นที่ใช้สอย 450-500 ตารางเมตร ค่าใช้จ่ายในการลงทุนประมาณ 44.7 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 12 ล้านบาท ค่าเครื่องมืออุปกรณ์ 10 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ) 2.แบบร่วมสมัย "Cool Basil" ทำเลย่านชุมชนและสถานที่ทำงานโต๊ะเก้าอี้ 50 ที่นั่ง พื้นที่ใช้สอย 250 ตาราเมตร ค่าใช้จ่ายในการลงทุน 23.4 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 5 ล้านบาท ค่าเครื่องมืออุปกรณ์ 5 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ) 3.แบบจานด่วน "Elephant Jump" ทำเลย่านชุมชน โรงเรียน มหาวิทยาลัย ในศูนย์การค้าโต๊ะเก้าอี้ 16 ที่นั่ง พื้นที่ใช้สอย 70 ตารางเมตร ค่าใช้จ่ายในการลงทุน 6.8 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 3.5 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ) การส่งเสริมให้ตั้งร้านอาหารไทยในต่างแดนให้มากขึ้น ถือว่าเป็นนโยบายรุกที่ถูกต้อง และเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งจะก่อให้เกิดผลดีต่อประเทศหลายด้าน เช่น ความนิยมไทย ความนิยมสินค้าไทย อันจะส่งผลทางอ้อมต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และอื่นๆ ในประเทศอีกมาก ร้านอาหารไทยจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยคนเป็นหลัก รวมทั้งชื่อเสียงของอาหารที่เสิร์ฟ หัวหน้าพ่อครัว/แม่ครัว และคนครัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ด้วยการปรุงอาหาร คิดค้นสูตรอาหารใหม่ๆ จัดเมนู สั่งซื้อวัตถุดิบในการประกอบอาหาร และกำกับการปรุงอาหาร กอปรกับคนไทยนั้น มีอัธยาศัยและนิสัยของการต้อนรับ และให้บริการที่ดีอยู่แล้ว ร้านอาหารไทยจึงเป็นเสมือนแหล่งเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในต่างแดนที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ คงจะดีไม่น้อยถ้าหน่วยราชการไทยในต่างประเทศทุกแห่ง จะให้การสนับสนุนร้านอาหารไทยที่อยู่ตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก และร้านอาหารไทยก็ให้ความร่วมมือกับราชการในการเป็นตัวแทนเผยแพร่ชื่อเสียงของประเทศให้ลูกค้าที่มาใช้บริการที่ร้าน หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นไปรัฐบาลชุดนี้ อาจจะคิดถึงการมีรัฐวิสาหกิจแห่งใหม่ที่เกี่ยวกับครัวไทยในต่างแดน มีพนักงานของรัฐไปทำงานในร้านอาหารไทยในประเทศเป้าหมายทั่วโลก อย่างน้อยในประเทศ และเมืองที่เรามีสถานทูตอยู่ หน่วยงานไทยในต่างประเทศจะจัดเลี้ยง ก็จะได้ใช้บริการร้านอาหารไทยนี้ ใช้ของไทย ใช้ไวน์ไทย ใช้สินค้าโอท็อปไทย เวลานายกรัฐมนตรีนำคณะไปเยือนก็จะได้ใช้บริการจากรัฐวิสาหกิจไทยในต่างแดนนี้....ได้ประโยชน์มากเช่นนี้ จะไม่ลองคิดกันต่อบ้างหรือ เศรษฐกิจและสังคมโลกที่พัฒนาไปไม่หยุด บทบาทการค้าบริการระหว่างประเทศ จะเติบโตมากขึ้น จะเป็นกลไกสำคัญหนึ่งในการทำให้การค้าเสรีให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่า จะมีประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
|