หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
โอท็อป ความจริงอีกด้าน

โดย เสรี พงศ์พิศ  มติชนรายวัน  วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9692

อีกด้านหนึ่งของตัวเลขสวยงามที่รัฐบาลประกาศความสำเร็จของโอท็อป คือ ปัญหาและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับชุมชนทั่วประเทศ เรื่องที่ทุกฝ่ายไม่ควรหลับตา และมัวชื่นชมแต่ตัวเลขการเติบโตเป็นร้อยเท่าโดยไม่เคยนับว่า ร้อยเท่านั้นอยู่บนซากศพเท่าไร หนี้สินเท่าไร น้ำตาและความเจ็บปวด ความแตกแยกและความสับสนวุ่นวายในชีวิตของคนอีกกี่แสนกี่ล้าน

ลองคิดถึงสุรากลั่นที่รัฐให้การส่งเสริมสนับสนุนเมื่อสองปีก่อน เปิดงานใหญ่โต ชาวบ้านแห่จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เพื่อจะได้ผลิตถูกต้องตามกฎหมายถึง 1,800 กลุ่ม

แค่ปีเดียว ตัวเลขทางการบอกว่าเหลือเพียงไม่ถึง 100 กลุ่ม หรือร้อยละ 5 เท่านั้น นอกนั้นเจ๊ง ล้ม ปิดกิจการ

ลองคิดถึงกระชายดำที่เลื่องลือนักว่ากินแล้วซู่ซ่า โปรโมตกันเป็นบ้าเป็นหลัง อำเภอหนึ่งในจังหวัดเลย ที่ขึ้นชื่อเรื่องนี้มีโรงงานทำไวน์ที่ได้การสนับสนุนจากรัฐผุดขึ้นมาถึง 22 โรง ชาวบ้านปลูกกระชายดำแบบเอาเป็นเอาตาย ไปกู้ ธ.ก.ส.บ้าง กองทุนหมู่บ้านบ้าง รวมทั้งนายทุนหน้าเลือด เพราะแรกๆ ราคากิโลกรัมละประมาณ 2,000 บาท ชาวบ้านฝันว่าไม่รวยชาตินี้แล้วจะรวยชาติไหน

วันนี้เห็นลงข่าวกันหลายฉบับว่าชาวบ้านไม่มีเงินไปคืน ธ.ก.ส.และเจ้าหนี้กู้กันมาคนละหลายหมื่นบาท ถามคนที่จังหวัดเลย ได้ความว่า วันนี้กระชายดำกิโลกรัมละ 5 บาท ยังขายไม่ได้เลย

ตัวเลขแค่นี้ก็คงพอไม่ต้องพูดถึงหัตถกรรม ผ้า เสื้อผ้า อาหารแปรรูป สมุนไพร แชมพู ครีม น้ำผลไม้ ซึ่งผลิตกันล้นบ้านล้นเมือง แย่งกันให้ได้ดาวเยอะๆ จะได้ไปเมืองทองธานี จะได้มีคนมาติดต่อส่งออกให้

พูดแค่นี้ก็มองเห็นภาพของความแตกแยกในหมู่บ้าน ในตำบล อำเภอ ที่ถูกนำเข้าสู่ระบบการแข่งขันกันเอาเป็นเอาตาย และหลายคนก็ตายตามปรารถนา

เขียนบทความนี้เพื่อสะท้อนสิ่งที่ได้พบเห็นในหมู่บ้านทั่วประเทศ และไม่อยากให้ชาวบ้านได้เข้าใจผิด คิดว่าโอท็อปคือทางรอดของชุมชน ต้องผลิตให้ได้ ขายให้ดี จะได้มีเงินมากๆ อย่างที่พูดกรอกหูกันทุกวัน ซึ่งไม่ได้ต่างจากสี่สิบกว่าปีที่ผู้ใหญ่ลีไปชวนชาวบ้านเลี้ยงเป็ด และสุกรเลยด้วยความปรารถนาดีเดียวกัน ให้หมู่บ้านเจริญพัฒนามีน้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ เพราะงานคือเงิน เงินคืองานบันดาลสุข

ปัญหาของโอท็อปอยู่ที่ปรัชญาของการพัฒนาที่แยกส่วนและเอาเงินนำหน้า(ปัญหาตามหลัง) ไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนโอท็อปโดยเอาชุมชนเป็นตัวตั้ง เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เอาความสุขเป็นเป้าหมาย แต่เอาเงิน เอารายได้ เอาการขาย เอากำไร เอาตัวเลขเป็นตัวตั้ง เป็นเป้าหมาย

โอท็อปไม่ได้อยู่บนฐานคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะถ้าอยู่บนฐานนั้นจริง จะไม่มีทางเกิดเหตุการณ์อย่างที่กำลังเกิด เพราะเศรษฐกิจพอเพียงมีฐานการพึ่งตนเองของครอบครัวเป็นฐานล่าสุด ถัดขึ้นไปคือฐานการพึ่งพาอาศัยกันในชุมชนและเครือข่ายก่อนที่จะกลายเป็นโอท็อปออกไปแข่งขันในตลาดใหญ่ภายนอกหรือต่างประเทศ

โอท็อปแบบนี้มีเซฟตี้เนต มีระบบความปลอดภัย แต่ชาวบ้านถูกโปรโมตให้ผลิตให้ขายทุกวันนี้ไม่ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นขั้นเป็นตอนอย่างหนักแน่นมั่นคง ยังพึ่งพาตนเองไม่ได้ ถูกจับให้ทำตัวเป็นนักกายกรรมตีลังกาบนอากาศ โดยไม่มีสะลิงรัดเอว ไม่มีตาข่ายขึงไว้รองรับข้างล่าง ชาวบ้านกี่คนที่พลาดตกลงมาแข้งหัก ขาหัก คอหักตายหรือไม่ก็พิการอย่างที่เห็นกันทั่วประเทศวันนี้

ที่รัฐทำอยู่ในขณะนี้มีระบบนี้ทำให้โอท็อปเป็นเรื่องแยกส่วนโดดเดี่ยวออกมาจากระบบเศรษฐกิจ และวิถีของชุมชน เอาเรื่องการขายและรายได้ล่อใจรู้ว่าใครๆ ก็อยากรวย

ปัญหาแยกส่วนคือปัญหาของวิธีคิดที่ไม่เน้นที่การสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน แต่เน้นการสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เหมือนการปลูกต้นไม้หลายต้น แทนที่จะปลูกป่า

ระบบเศรษฐกิจชุมชนที่มีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นฐานเป็นระบบที่เชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ในวิถีของชุมชนเข้าด้วยกัน กิจกรรมเหล่านี้เกิดมาจากการเรียนรู้ การประมวลข้อมูลที่สำรวจวิจัยและสังเคราะห์ร่วมกันของชุมชน ก่อให้เกิดกิจกรรมนำเอาทุนต่างๆ ของชุมชน ทั้งทรัพยากรความรู้ภูมิปัญญา และโภคทรัพย์ต่างๆ มาแปรให้เป็นทุนชีวิต ไม่ใช่แค่ทุนเงินอย่างเดียว

ระบบเศรษฐกิจชุมชนขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้เพราะวิธีคิดที่ว่าด้วยระบบ เชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ หลายสิบกิจกรรมให้เกื้อกูลกัน(cluster) เกิดผลเป็นทวีคูณ(synergy) กิจกรรมเหล่านี้คือการประกอบการของชุมชน ที่เรียกกันวันนี้ว่าวิสาหกิจชุมชน(SMCE)

ปัญหาของชุมชนวันนี้เป็นปัญหาวิธีคิด ไม่ใช่วิธีทำ ไปบอกไปสอนชาวบ้านทำอะไรก็ทำได้ทำเป็นหมด ชาวบ้านถูกสอนให้สนใจแต่เพียงว่า "ทำอย่างไร" (เทคนิค วิธีการ สูตรสำเร็จ) ไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำถามว่า "ทำไปทำไม" ถูกทำให้คิดเอาง่ายๆ ว่า ทำแล้วรวย กระโดดเข้าใส่โดยไม่เคยสรุปบทเรียน 40-50 ปีของการพัฒนาแบบนี้ว่ามันให้ผลอย่างไร

การพัฒนาแบบนี้ ชาวบ้านทำตัวเป็นคนซื้อหวยที่คิดว่าจะถูก จะรวย แต่ไม่ถูกและไม่รวยสักที ได้แต่หนี้ รัฐเองก็ทำตัวเป็นเจ้ามือหวย ส่งคนไปขายหวยตามหมู่บ้านทั้งในเมืองและในชนบทประกาศเสียงดังว่า "พรุ่งนี้รวย" "วันนี้รวย"

ทุกคนอยากรวย และอยากรวยเร็ว รอไม่ได้ รัฐบาลเองก็รอไม่ได้ เพราะใกล้เลือกตั้ง เพราะต้องการการสนับสนุนของประชาชนเพราะได้สัญญากับชาวบ้านไว้แล้วว่าจะให้กองทุนหนึ่งล้านจะให้งบประมาณ SML จะให้วัว จะให้ควายและอะไรอีกสารพัด ซึ่งที่สุดก็เป็นได้เพียงเศษเนื้อข้างเขียงของคนมีอำนาจเท่านั้น

ราชการเองก็อ้างเวลาใช้เงินตามงบประมาณ อ้างว่าเงินตกเบิกมาช้า ไม่มีเวลา ต้องรีบ ไม่งั้นต้องคืนหลวง ปีหน้าก็จะมีปัญหาของบประมาณเพิ่ม อ้างว่าท่านรัฐมนตรีสั่งให้ "ทำยอด" ให้ได้อย่างโอท็อปปีนี้ต้องให้ได้กี่หมื่นล้าน ข้าราชการก็วิ่งกันหน้าตั้งเพื่อทำยอดตามคำสั่งหน่วยเหนือ

ข้ออ้างทั้งหมดนี้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาที่ต้องการการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ต้องใช้เวลา เพราะการเรียนรู้แบบนี้เรียนจากการปฏิบัติไม่ใช่ไปนั่งท่องจำแล้วเอาไปสอบ

การเรียนรู้ของชุมชนวันนี้ต้องเริ่มจากการปลดปล่อยตัวเองจากวิธีคิดแบบเก่าๆ คิดเป็นสูตรสำเร็จ คิดเรื่องจะรวย คิดเรื่องรายได้ คิดเรื่องขาย ไม่มีเวลาคิดและสร้างรากฐานให้ชีวิตของตนเอง คิดไม่ถึงเรื่องการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นเซฟตี้เนตของชุมชน คิดไม่ออกเรื่องการลดรายจ่ายว่าเท่ากับเพิ่มรายได้ เพราะเงินทำให้หน้ามืดตาลาย คิดอะไรมากกว่าเงินไม่เป็น

ตำบลไม้เรียง อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศและทั่วโลกวันนี้เพราะ "การเรียนรู้" "วิธีคิด" เพราะ "แผนแม่บทชุมชน" เพราะ "ระบบเศรษฐกิจชุมชน" "วิสาหกิจชุมชน" โดยมีคนชื่อ ประยงค์ รณรงค์ เป็นผู้นำและตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของทั้งหมดนี้

โอท็อปน่าจะเรียนรู้จากไม้เรียง จากอินแปง จากชุมชนอีกมากมายหลายแห่งที่ทำได้ดีเพราะมีฐานอยู่ที่ระบบเศรษฐกิจชุมชน ไม่ได้เป็นอะไรโดดๆ โอท็อปขายไม่ได้ก็ไม่มีปัญหา เพราะเขาไม่ได้ทำเอาเป็นเอาตายมีรายได้อย่างพอเพียงด้วยการจัดการเศรษฐกิจสังคมที่ดี

โอท็อปน่าจะเรียนรู้จากโออิตะให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่เอาแต่เพียงรูปแบบ แต่เข้าไม่ถึงปรัชญาและเนื้อหาสำคัญที่เน้น "ระบบเศรษฐกิจชุมชน" การผลิตในท้องถิ่นเพื่อให้คนมาบริโภคในท้องถิ่นส่วนที่ดีที่แข่งขันได้ก็เอาออกไปขายข้างนอกส่งออก แต่นั่นยังน้อยกว่าที่ผลิตขายให้คน 4-5 ล้านคนที่ไปเที่ยวโออิตะทุกปี

ใครไปโออิตะจำได้ไหม อาหารพื้นบ้าน 60-70 ชนิดที่เขามาวางให้รับประทานแบบบุฟเฟ่ต์ข้าวของเครื่องใช้ที่ทำจากวัตถุดิบจากท้องถิ่น บนฐานภูมิปัญญา อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่และความคิดสร้างสรรค์ ทำให้มะนาวลูกเดียวทำได้ 500 อย่าง

เราส่งเสริมโอท็อปโดยลืมวิเคราะห์จุดแข่งของชุมชนไทย ซึ่งไม่ได้มีแต่ฝีมือทำสินค้าออกไปขายคนข้างนอก ซึ่งจะทำได้กี่อย่างเอง แต่ถ้าทำให้คนมาเที่ยว มากิน มาใช้ในท้องถิ่นก็จะสามารถทำได้เป็นร้อยเป็นพันอย่าง โดยไม่ต้องไปแข่งขันกับใครให้เหนื่อย

การท่องเที่ยวไทยมีศักยภาพสูงมาก ตัวเลขนักท่องเที่ยว 20 ล้านคนที่อยากได้ยังน้อยไป แต่ที่น่าตกใจคือความไม่พร้อมในการพัฒนาการท่องเที่ยวท้องถิ่นของไทย ให้เงินบางหน่วยงานไปทำโครงการท่องเที่ยวในชุมชนโครงการละล้านสองล้าน ทำได้แค่หาป้ายหรูๆ ไปติดเท่านั้น

อย่าว่าแต่ 20 ล้านเลย แค่สองแสนถ้าแห่กันเข้าหมู่บ้านจริงๆ หมู่บ้านก็คงเละเป็นโจ๊กเพราะไม่มีการเตรียมชุมชนไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีระบบรองรับ ระบบที่ชุมชนเป็นเจ้าของเป็นผู้ดำเนินการ มีฐานมั่นคงอย่างที่โออิตะเขาเรียนรู้และพัฒนากันมากว่า 20 ปี

เสียดายว่า โอท็อปที่ทำกันอยู่ การส่งเสริม การฝึกอบรมเน้นแต่การพัฒนาด้านเทคนิคการผลิต การจัดการ การตลาด แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจชุมชน

โอท็อปแบบนี้ไม่ได้ต่างจากไม้ในกระถาง เขารดน้ำก็สดชื่นเขาไม่รดก็เหี่ยวเฉา ไม่อยากให้โอท็อปของไทยประสบชะตากรรมแบบเดียวกับนโยบายทางการเมืองมากมาย ที่เกิดขึ้นเพราะการหาเสียงและการสร้างภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบอุปถัมภ์และไม่ยั่งยืน

หน้า 7