|
||||||||||
|
นายกฯทักษิณ จะปราบคอร์รัปชั่น บทสนทนาระหว่างนักวิชาการ (ขาจร และขาประจำ)
ต่างสถาบัน
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9692 ขาจร คุณคิดยังไงกับการที่ท่านนายกฯทักษิณ กำลังจะออกแผนปราบคอร์รัปชั่นที่จะออกมาวันที่ 30 กันยายน ขาประจำ ผมไม่คิดว่าท่านนายกฯทักษิณคิดเรื่องนี้มานาน เหมือนที่พูดไว้ว่า 3 ปีแรก จะต้องทำเรื่องเศรษฐกิจก่อน ก็คงเหมือนกับหลายๆ เรื่องที่มักคิดเร็วๆ เหมือนเรื่องซื้อลิเวอร์พูล หรือการสร้างเมืองใหม่ที่นครนายกที่อาจเจอปัญหาทางกฎหมาย เรื่องคอร์รัปชั่นนี้ ผมรู้สึกว่ามันเป็นโครงการที่ออกมาแบบหลังพิงฝา เพราะเป็นหนามยอกอกของพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะระยะหลังๆ ตั้งแต่เจอลูกระเบิดลูกใหญ่ของอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ตามมาด้วยข้อสังเกตของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล องคมนตรี นักวิชาการและ NGO ก็ออกมาท้าทายนายกฯทักษิณให้แก้ปัญหาเรื่องยากๆ โครงการนี้จึงเป็นปฏิกิริยาต่อการต้านขาลงของพรรคไทยรักไทย ขาจร การปราบคอร์รัปชั่นเป็นนโยบายที่พรรคไทยรักไทยหาเสียงและแถลงต่อสภา เข้าใจว่าทุกพรรคและทุกรัฐบาลที่ผ่านมาก็มีนโยบายนี้ ในอดีตการเปลี่ยนแปลงในทางสถาบันหรือกติกาของสังคมในการได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตย และเรื่องการปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมือง เกิดจากการต่อสู้ด้วยเลือดและชีวิตของภาคประชาชน การที่รัฐบาลนี้ประกาศว่าจะเอาจริงเอาจังกับคอร์รัปชั่นเป็นนิมิตหมายที่ดีต้องให้เครดิต โดยเฉพาะคุณต้องตระหนักว่าเป็นงานที่เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา ขาประจำ บอกตรงๆ ว่าสำหรับผมไม่รู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังอะไร ผมเสียดายว่าเรื่องใหญ่ๆ แบบนี้ต้องการพลังร่วมของสังคมอย่างกว้างขวาง รัฐบาลควรทำเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนคิดการใหญ่เป็นการปฏิรูปตั้งแต่เริ่มเป็นรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องที่ต้องการการศึกษาเตรียมการอย่างรอบคอบโดยผนึกทุกส่วนของสังคมเพื่อหาฉันทานุมัติ และพลังสนับสนุนเพราะจะมีแรงต้านทาน อะไรที่จะออกมาในวันที่ 30 กันยายน ไม่น่าจะได้รับความน่าเชื่อถือหรือ Creditability เพราะสังคมคงไม่เชื่อในน้ำยาของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นทางโครงสร้างได้ เรื่องนี้ผู้นำต้องมีเจตจำนงทางการเมืองหรือ Political Will จริงๆ ขาจร มีบางประเด็นที่ผมเห็นด้วยกับคุณที่มองในแง่ร้ายเมื่อสังเกตเห็นวิธีการของท่านนายกฯ พูดก็พูดเถอะการปรามาสหรือสั่งสอนรัฐมนตรีในการประชุม ครม. ไม่ต้องหาเงินเข้าพรรค นี่เป็นการสร้างภาพชัดๆ ทั้งที่ทำงานกันมาร่วม 4 ปี ผมผิดหวังเมื่อเห็นท่านนายกฯทักษิณสั่งการให้ รมต. แต่ละกระทรวงไปทำแผนมา ทั้งที่เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ดูจะไม่ไช่วิธีการมองและการแก้ปัญหาแบบบูรณาการที่นายกฯทักษิณพูดอยู่เสมอ ขาประจำ ปัญหาดูจะมาจากท่านนายกฯทักษิณไม่น้อยไปกว่าคนใน ครม. คุณคิดว่าเป็นปัญหาอะไร การเทศนารัฐมนตรีร่วมรัฐบาลในเรื่องการหาเงินเข้าพรรคสะท้อนมุมมองของท่านนายกฯเรื่องคอร์รัปชั่นในมิติที่แคบมาก ผมกลับคิดว่าท่านนายกฯทักษิณเสียอีกต้องทำความสะอาดบ้านตัวเองให้เป็นตัวอย่างก่อน ไม่ใช่เป็นตัวอย่างเฉพาะสำหรับ ครม. แต่สำหรับสังคม ถ้าท่านนายกฯทักษิณต้องการเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นระยะยาวได้อย่างบูรณาการ นายกฯทักษิณก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับสังคมเสียใหม่ สังคมที่จะมีวุฒิภาวะในการป้องกันและปราบปรามการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ดีนั้นต้องเป็นสังคมที่รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ความเห็นที่ตรงกันข้ามในการทำงานของรัฐบาลจากทุกฝ่ายในสังคม เปิดโอกาสให้สื่อทุกประเภทมีอิสระเสรีในการเสนอข้อเท็จจริงและตรวจสอบรัฐบาล ไม่ถูกครอบงำโดยสิ้นเชิง มีองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญที่เป็นอิสระในการทำงาน ประสิทธิผลในการทำงานการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่นให้ได้ผลไม่ไช่ภารกิจของฝ่ายบริหารแต่ฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมในสังคมที่ทุกฝ่ายจะช่วยเป็นหูเป็นตาและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล คุณเห็นด้วยไหมว่า ในสายตาของสังคม ครม.ของนายกฯทักษิณ มิได้มีประวัติและภาพที่ขาวสะอาดเหมือน ครม.ของสิงคโปร์ที่ท่านนายกฯทักษิณทึ่งในตัวอดีตผู้นำของประเทศนั้น ครม.ของไทยจึงต้องการการตรวจสอบโดยสังคมที่มากและเข้มข้นกว่า แต่อนิจจา อำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่เพิ่มขึ้นในรอบเกือบ 4ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นพร้อมกับความเชื่อของสังคมว่าปัญหาคอร์รัปชั่นรุนแรงขึ้น แต่ขีดความสามารถของสังคมในการตรวจสอบการฉ้อราษฎร์บังหลวงก็ลดลงเช่นกัน การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของสังคมจึงไม่ไช่เป็นเพียงการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารฝ่ายเดียว ขาจร พูดถึงการใช้อำนาจ รัฐบาลนี้มีความเชื่อเรื่องการใช้อำนาจในการปราบปราม ตั้งแต่เรื่องการปราบยาเสพติด การแก้ปัญหาภาคใต้ ผมออกจะห่วงเหมือนกันถ้าการปราบคอร์รัปชั่นจะเป็นเรื่องของการเลือกปฏิบัติเพื่อสร้างภาพผลงาน เช่น มุ่งเป้าไปที่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล หรือจับผู้ทุจริตได้แต่เฉพาะระดับล่างๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านนายกฯทักษิณตั้งใจที่จะจัดการกับเรื่องที่คอร์รัปชั่น ผมอยากเห็นการทำงานที่เป็นระบบ คือควรมีการปฏิรูปใหญ่ทั้งระบบไม่ไช่เพียงเรื่องการจัดชื้อจัดจ้างแต่อย่างเดียว จริงอยู่โครงการใหญ่ๆ ในภาครัฐการก่อสร้างมีจำนวนเงินมหาศาล สามารถที่รักษาประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้มาก สมควรต้องให้ความสำคัญมากกว่าคอร์รัปชั่นเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันที่มีการพูดกันมากก็คือ การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายที่ไม่ผิดกฎหมายที่ให้ประโยชน์กับกลุ่มพวกพ้องได้มาซึ่งส่วนเกินปกติ(Rent) แล้วยังบั่นทอนขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ ผมอยากเห็นท่านนายกฯทักษิณให้ความสำคัญกับปัญหาความทับซ้อนของผลประโยชน์(Conflict of interest) ซึ่งกล่าวอ้างว่าเป็นปัญหาครอบครัวของท่านนายกฯด้วยการเอากฎหมายของต่างประเทศที่เข้มงวดที่สุดมาใช้ ในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นทั้งระบบควรต้องแก้ไปที่ต้นตอหรือแรงจูงใจที่ทำให้เกิดคอร์รัปชั่น ซึ่งก็คือการที่คนของรัฐสามารถใช้อำนาจและดุลพินิจได้อย่างไม่มีการตรวจสอบและรับผิดชอบ การกำหนดหน้าที่และบทบาทของรัฐให้เหมาะสมเฉพาะที่จำเป็นก็เป็นเรื่องสำคัญ กลับมาที่เรื่อง Political will ทำไมคุณคิดว่ารัฐบาลนี้คงไม่มีเจตจำนงทางการเมืองเท่าไหร่หรอก แต่คุณอย่าลืมว่าคุณทักษิณต้องการเป็นรัฐบาลพรรคเดียวที่บริหารประเทศไปอีกยาวนาน ขาประจำ คอร์รัปชั่นเป็นปรากฏการณ์ที่มีในทุกสังคมโลกแม้ในประเทศที่เจริญแล้ว และอยู่คู่กับประเทศไทยมานานนม สังคมไทยคงไม่คาดหวังว่านายกฯทักษิณ จะสามารถแก้ปัญหาเรื้อรังได้แบบหน้ามือเป็นหลังมือ คุณทักษิณเคยหาเสียงจะแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯภายใน 6 เดือน นายกฯทักษิณทำไม่ได้แต่คนไทยไม่ได้ติดใจอะไรและลืมไปตั้งนานแล้ว เรื่องคอรัร์รัปชั่นก็คงเหมือนกัน นายกฯทักษิณก็คงทำท่าเอาจริงเอาจังเมื่อสถานการณ์บังคับ แต่สัญญาในการปราบปรามคอร์รัปชั่นย่อมต่างกันกับสัญญาโครงการรถไฟใต้ดินครบวงจร งบฯห้าแสนล้านบาท ในหกปีข้างหน้า ในเชิงโครงสร้าง คอร์รัปชั่นทางการเมือง การเติบโตของทุนและการขยายตัวเป็นรัฐบาลพรรคเดียวของไทยรักไทยเป็นของคู่กัน นายกฯทักษิณก็จะทำหน้าที่ปราบคอร์รัปชั่นต่อไป แต่รายได้จากการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ หรือคอร์รัปชั่นทางการเมือง ก็ยังดำรงอยู่ต่อไป ประเด็นที่ท้าทายและสำคัญสำหรับปัญหาของประเทศไม่ได้อยู่ที่ระดับของการคอร์รัปชั่นแต่อย่างเดียว แต่อยู่ที่ลักษณะประเภทของคอร์รัปชั่นทางการเมืองหรือค่าเช่าทางเศรษฐกิจว่าเป็นอย่างไร จึงจะทำให้เศรษฐกิจไทยยังสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนมีการแข่งขันอย่างยุติธรรม ไม่ใช่เฉพาะสำหรับพวกพ้องและมีการกระจายความมั่งคั่ง หน้า 6
|