หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
บรรษัทข้ามชาติ "โฟกัส" ไทยแลนด์ รัฐบาล "ทักษิณ" ดีเลิศ การเมืองแน่น- นโยบายเศรษฐกิจเยี่ยม

มติชนรายวัน  วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9691

ในการจัดงาน ไทยแลนด์ โฟกัส 2004 ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับหน่วยงานในสภาธุรกิจตลาดทุน ที่ประกอบด้วย สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมบริษัทจดทะเบียน สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มดัชนี SET 50 เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อผู้บริหารระดับสูงของกองทุน ผู้จัดการกองทุน นักวิเคราะห์ และนักลงทุนสถาบันชั้นนำ ทั้งจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ และกลุ่มประเทศยุโรป รวมถึงกลุ่มประเทศเอเชีย รวมเกือบ 300 คน ได้รับทราบนั้น

ผู้จัดการงานจึงจัดเวทีเสวนา เรื่อง "เหตุใดลงทุนในไทย" โดยเชิญผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่จากที่ลงทุนในประเทศไทยมาร่วมเสวนาด้วย ได้แก่ นายอะกิโอะ โตโยดะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นายซาง จิน ปาร์ก หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารระดับภูมิภาคและกรรมการผู้จัดการ ซัมซุงเอเชีย นายมาซาโยชิ ยามานากะ เจ้าหน้าที่บริหารและผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย มินิแบ และนายแกรี่ เพรสซิ่ง ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิค เอ็กซอนโมบิล

นายอะกิโอะ โตโยดะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้โตโยต้าเพิ่งเปิดตัวรถยนต์ปิกอัพ วีโก้ ครั้งแรกของโลกในประเทศไทย เป็นรถยนต์รุ่นแรกในโครงการไอเอ็มวี (International Multipurpose Vehicle) ของโตโยต้า ซึ่งมีแผนจะผลิตรถยนต์ 3 รุ่น ในประเทศไทย หลังจากโตโยต้าวีโก้แล้ว ในปีหน้าจะผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ขับเคลื่อนสี่ล้อหรือเอสยูวี คาดว่าจะสามารถผลิตรถยนต์ตามโครงการนี้ในประเทศไทยได้ปีละประมาณ 280,000 คัน จะขายในประเทศไทยประมาณ 140,000 คัน

นายโตโยดะกล่าวว่า สาเหตุที่โตโยต้าเลือกไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก เนื่องจากนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาล ทำให้ผู้ประกอบการวางแผนธุรกิจระยะยาวได้ โดยเฉพาะการนำนโยบายไปปฏิบัติของรัฐบาลทำได้ดี นอกจากนี้วัฒนธรรมและจริยธรรมการทำงานของแรงงานไทยที่มีความทุ่มเท เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รถยนต์โตโยต้าที่ผลิตในประเทศไทยเป็นมาตรฐานเดียวกับทั่วโลก และที่สำคัญความมีคุณภาพของผู้ผลิตชิ้นส่วนของคนไทย ถือว่ามีคุณภาพระดับชั้นนำของโลก ทั้งนี้โครงการย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย(ไอเอ็มวี) นั้นถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่โตโยต้าดำเนินธุรกิจกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ เพราะรถยนต์จากโครงการนี้จะเป็นตัวเสริมที่สำคัญในตลาดรถยนต์ของโตโยต้าในตลาดโลก โตโยต้ามองเป้าหมายการขายรถยนต์ให้ได้ 500,000 คัน ภายใน 2 ปี จากยอดขายทั่วโลกทั้งหมด 7 ล้านคัน

"ส่วนที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในขณะนี้ โตโยต้าได้เข้ามาผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเมื่อประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา ในความรู้สึกโตโยต้าปัจจุบันจึงเปรียบเหมือนผู้ประกอบการท้องถิ่นไปแล้ว จึงไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้"

นายโตโยดะกล่าวว่า เคยมีคนพูดถึงไทยว่าจะเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย แต่โตโยต้ามองว่า "ที่นี่" จะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมเทียบเท่ามาตรฐานระดับโลก ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และในระยะยาวจะเป็นอุตสาหกรรมมีอนาคตที่ดี ซึ่งสิ่งสำคัญคือรัฐบาลไทยมีความสม่ำเสมอและโปร่งใสในการบริหารงานในนโยบายต่างๆ นับจากนี้โตโยต้าจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจยุคใหม่ของบริษัท จากที่ผ่านมาโตโยต้าเป็นเพียงโรงงานอุตสาหกรรมเล็กๆ ที่แยกย้ายกันอยู่ในแต่ละประเทศ เมื่อสภาพเศรษฐกิจของโลกเป็นไปในลักษณะการรวมกลุ่มแต่ละประเทศมากขึ้น ทำให้โตโยต้ามีแผนผนึกกำลังฐานการผลิตในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญแห่งหนึ่งของโตโยต้าในโลก โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนายานยนต์ของโตโยต้าในประเทศไทย ซึ่งสามารถทำการศึกษาค้นคว้ายานยนต์ทั้งในสหรัฐอเมริกา และยุโรปด้วย ไม่เฉพาะในเอเชียเท่านั้น ทั้งนี้จะเริ่มดำเนินการในปี 2548

นายซาง จิน ปาร์ก หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารระดับภูมิภาคและกรรมการผู้จัดการ ซัมซุงเอเชียกล่าวว่า ซัมซุงมีแผนการลงทุนในไทยที่สำคัญในปีนี้หลายเรื่อง เช่น จะขยายกำลังการผลิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพของ จอโปรเจ็กต์ชั่นทีวี จะมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น จะเน้นผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับสูง เช่น ผลิตจากนาโนเทคโนโลยี จะจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้ โดยจะว่าจ้างวิศวกรคนไทยจำนวน 300 คน ภายในเวลา 3 ปี รวมทั้งจะลงทุนปรับกลยุทธ์การตลาดการผลิตสินค้าในประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบมากขึ้น ไม่ใช่มองแค่ปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว คาดว่าซัมซุงจะมียอดขายในประเทศไทยปีนี้ไม่น้อยกว่า 38,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มียอดขาย 25,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 50%

นายปาร์กกล่าวว่า สาเหตุที่ซัมซุงเลือกลงทุนในไทย เพราะมีเสถียรภาพทางการเมืองที่ดี มีความสงบปลอดภัยในประเทศ รัฐบาลไทยบริหารด้านเศรษฐกิจที่ดี มีตัวเลขจีดีพีเติบโตปีละประมาณ 5-6% สามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้ ทำให้ประเทศไทยได้รับการจัดเครดิตโดยสถาบันต่างๆ ในอันดับที่ดี มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการลงทุนสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ.ให้สิทธิประโยชน์นักลงทุนต่างๆ มากมาย

"ทำให้บริษัทสามารถมีกำไรส่งกลับบริษัทแม่ได้ โดยผลการดำเนินงานของซัมซุงในไทยปีที่แล้วประสบความสำเร็จมาก มีอัตราการเติบโตกว่า 20% และถือว่ามีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าฐานการผลิตของซัมซุงในประเทศอื่นๆ รวมทั้งมีนโยบายต่างประเทศที่ดีกับกลุ่มการค้าที่สำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น มีอัตราการส่งออกที่ดี มีสาธารณูปโภคพื้นฐานดี เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง สนามบินสุวรรณภูมิ"

นายปาร์กกล่าวว่า ปัจจุบันซัมซุงมีโรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 5 แห่ง คือฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย สิ่งที่จูงใจให้เข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะไทย เพราะมีการทำข้อตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ) และเขตการค้าเสรีอาเซียน(อาฟต้า) สิ่งเหล่านี้ล่อใจให้เข้ามาลงทุน "คนไทยชอบยิ้ม ต้อนรับดี ใจกว้าง อดทน นับถือศาสนาพุทธ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดด้วย" นายปาร์กกล่าว และว่า ซัมซุงได้เลือกประเทศไทยเป็น 1 ใน 6 ตลาดยุทธศาสตร์สำคัญในโลก นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย ยุโรป และรัสเซีย และสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยของซัมซุงสามารถแข่งขันได้ แม้แต่กับสินค้าที่ผลิตในบริษัทแม่ที่เกาหลีใต้

นายมาซาโยชิ ยามานากะ เจ้าหน้าที่บริหารและผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย มินีแบ กล่าวว่า คาดว่าในปีนี้มินีแบจะมียอดขายประมาณ 55,000 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากประเทศไทย 98% ส่งออกไปยังต่างประเทศ บริษัทในกลุ่มมินีแบในประเทศไทยจะผลิตชิ้นส่วนป้อนให้กับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ตลับลูกปืน มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 60% ของตลาดตลับลูกปืนทั่วโลก ใบพัดเครื่องจักร คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ และเครื่องเสียงต่างๆ โดยเน้นขายชิ้นส่วนให้กับผู้ผลิตสินค้าโดยตรง เช่น ผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รถยนต์และอวกาศ

นายยามานากะกล่าวว่า การเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากแรงงานมีเพียงพอและเป็นแรงงานที่ขยัน รัฐบาลไทยแสดงความต้องการจะดึงดูดให้บริษัทต่างๆ เข้ามาลงทุนในไทยอย่างมาก ในอดีตแม้จะมีปัญหาเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน แต่ขณะนี้ถือว่าปรับปรุงดีขึ้นแล้ว "มินีแบเริ่มก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1971 โดยซื้อบริษัทผลิตตลับลูกปืนในสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้จัดตั้งโรงงานผลิตสินค้าที่เน้นปริมาณ(แมส โปรดักส์) ที่ประเทศสิงคโปร์เพราะเป็นประเทศที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ ก่อนที่จะขยายฐานการผลิตมาประเทศไทยเนื่องจากสิงคโปร์มีปัญหาด้านแรงงานไม่เพียงพอ และที่เลือกขยายฐานการผลิตมาประเทศไทยเพราะเห็นแรงงานไทยในสิงคโปร์เป็นแรงงานที่ขยัน จึงตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทย โดยเมื่อเร็วๆ นี้บริษัทเพิ่งสร้างโรงงานใหม่ที่จ.ลพบุรีเป็นแห่งที่ 4 จากที่ผ่านมามีโรงงานที่ จ.พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ

นายแกรี่ เพรสซิ่ง ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิค เอ็กซอนโมบิล กล่าวว่า การควบคุมราคาเชื้อเพลิงของรัฐบาลไทย ถือว่าไม่ตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง การควบคุมราคาพลังงานที่เกิดขึ้นทำให้โครงสร้างตลาดพลังงานบิดเบือน อย่างไรก็ตาม บริษัทก็เห็นด้วยกับรัฐบาลไทยในการใช้นโยบายเปิดเสรีกับประเทศต่างๆ ความมีเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย การปรับปรุงระบบการเงินและระบบศุลกากรของประเทศไทย ดังนั้นทางบริษัทจึงตัดสินใจเลือกประเทศไทยให้เป็นที่ตั้งศูนย์สนับสนุนธุรกิจของบริษัทในภูมิภาคนี้ เพราะได้เปรียบเทียบประเทศอื่นในด้านต้นทุนการผลิตต่ำ เทคโนโลยีสารสนเทศดี แรงงานมีคุณภาพใช้ภาษาอังกฤษได้ดี

หน้า 20