หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
ข่าวโจ๊กแห่งปี

คอลัมน์ คนเดินตรอก  โดย วีรพงษ์ รามางกูร  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 20 กันยายน 2547  ปีที่ 28 ฉบับที่ 3620 (2820)

ปีนี้มีข่าวเกรียวกราวโด่งดังแต่เป็นข่าวโจ๊กหลายข่าว แต่จะเลือกเอามาคุยกันสักสามข่าว ซึ่งสะท้อนสังคมไทยในแง่มุมต่างๆ ในทรรศนะของผมซึ่งอาจจะไม่เหมือนใคร

ข่าวที่เกรียวกราวอยู่ในขณะนี้ก็คือ ข่าวที่มีชายคนหนึ่งที่เคยต้องคดีกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ได้เงินไปเป็นพันล้านบาท แล้วหลบหนีอาญาแผ่นดิน เอาเงินที่ฉ้อโกงประชาชนไปลงทุนมีธุรกิจใหญ่โตที่ยุโรป ออกมาโวยวายว่ามีการปั่นราคาใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ หรือ "covered warrant" ของธนาคารนครหลวงไทย เมื่อวันที่ 11 และวันที่ 13 สิงหาคม โดยมีนักการเมืองชื่อ ป. และรัฐมนตรีชื่อ ส. เป็นหัวเรือใหญ่ พร้อมกับขู่จะแฉว่ามีนักการเมืองใหญ่มีบ้านอยู่ในยุโรป

สื่อมวลชนของเราไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ประโคมข่าวกันใหญ่โต กลายเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนกับฟ้าจะถล่ม ถึงขนาดสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้อย่างไม่น่าเชื่อ ที่ว่าแปลกและเป็นข่าวโจ๊กสำหรับผมก็คือ

สื่อมวลชนของเราทุกสำนักต่างก็มีนักข่าวประจำตลาดหุ้น และ ก.ล.ต.อยู่ทุกสำนัก นักข่าวสายนี้หลายคนผมรู้จักมากว่า 20 ปี เดี๋ยวนี้ก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่เข้าประจำสำนักพิมพ์ไปแล้ว แต่ไม่มีใครเฉลียวใจว่าระบบข้อมูลของตลาด หลักทรัพย์ฯเป็นอย่างไร

ตลาดหลักทรัพย์ฯมีระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย มีกฎระเบียบรัดกุมที่จะไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลให้ใครเอาไปใช้แสวงหาผลประโยชน์ได้ ผู้ที่จะตรวจสอบข้อมูล และมีข้อมูลก็จะมีแต่พนักงานตลาดหลักทรัพย์ฯเท่านั้น

ดังนั้นการที่จะมีชายคนหนึ่งออกมาโวยวายให้เป็นข่าวว่ามีคนนั้นคนนี้ปั่นหุ้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีข้อมูลอะไร นอกจากจะจับแพะชนแกะจากข่าวสาธารณะ

นอกเสียจากผู้ที่ออกมาโวยวายเป็นผู้ที่ปั่นหุ้นให้เขา หรือไม่ก็ร่วมอยู่ในขบวนการปั่นหุ้นแล้วมีการหักหลังกัน โดนชิงตัดหน้าทุบขายเสียก่อน อีกฝ่ายหนึ่งเสียหาย ถ้าอย่างนี้ละก็อีกฝ่ายหนึ่งก็จะมีข้อมูลการทุบการปั่น เมื่อถูกหักหลังก็ออกมาโวยวาย แต่ทฤษฎีนี้ก็ไม่น่าจะจริงเสียแล้ว เพราะจริงๆ ก็ไม่มีข้อมูลอะไร นอกจากข้อมูลสาธารณะที่ใครๆ ก็มี

ถ้าสื่อมวลชนเราจะเอะใจสักหน่อย นึกถึงระบบข้อมูลว่าเป็นไปไม่ได้ที่ใครจะมี หรือจำเรื่องในอดีต กรณีที่มีการร่วมมือกันปั่นหุ้นธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การแล้วมีการหักหลังกัน ก็คงจะเสนอข่าวที่มีความสมดุลมากกว่านี้ ถ้าลองตรวจข่าว รวมทั้งข้อเขียนของคอลัมนิสต์ดูแล้ว จะเห็นว่าเอียงไปทางคนที่เอาความไม่มีอะไรเลยมาสร้างเป็นข่าวมากเกินไป

ความแปลกอีกเรื่องหนึ่งก็คือ นายอะไรที่ออกมาโวยวายนี้ไม่กล่าวพาดพิงถึงนายกรัฐมนตรีเลย แต่นายกรัฐมนตรีกลับออกมาตอบโต้ ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ให้ความสำคัญกับข่าวที่สื่อมวลชนเล่น แทนที่จะเป็นหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์และ ก.ล.ต.เป็นผู้ดำเนินการชี้แจงประชาชนไปตามอำนาจ หน้าที่ ส่วนนักการเมืองที่อยู่ในข่ายชื่อ ป. และรัฐมนตรีชื่อ ส. กลับตั้งสติได้ดีกว่า ควบคุมสติ อารมณ์ได้ดีกว่า ไม่ได้ออกมาตอบโต้ ซึ่งที่จริงควรจะเดือดร้อนมากกว่า ทำให้คนเข้าใจหรือสงสัยมากขึ้นไปอีกว่า นายกรัฐมนตรีออกมาเต้นเพราะ "กินปูนร้อนท้องหรือเปล่า" เรื่องเลยไปกันใหญ่

เรื่องยิ่งไปกันใหญ่เมื่อหัวหน้ารัฐบาลพูดเหมือนสั่งให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบทรัพย์สิน โดยอ้างว่ากฎหมาย ป.ป.ง.ไม่มีอายุความซึ่งไม่น่าจะจริง ทำให้ข่าวใหญ่ขึ้น และยืดเยื้อขึ้นไปอีก ก็เมื่อกฎหมาย ป.ป.ง.ไม่มีอายุความ ทำไมไม่ทำการตรวจสอบและดำเนินการเสียนานแล้ว การทำอย่างนี้เท่ากับนายกรัฐมนตรีทำลายความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ง.เสียเอง ซึ่งรัฐบาลได้ทำลายภาพลักษณ์ของ ป.ป.ง.มาหลายครั้งแล้ว โชคดีที่เรามีน้องใหม่สิงห์ดำจุฬาฯ เตือน ท่านก็เลยหยุดไป พวกเราชาวศิษย์เก่าสิงห์ดำก็พลอยได้หน้าไปด้วยที่พูดแล้วนายกรัฐมนตรีฟัง

ข้อที่น่าสังเกตอีกข้อหนึ่งก็คือสังคมไทยนั้นไปตามอารมณ์ความสะใจและกระแสอย่างมาก สังคมไทยนั้นลืมง่ายและให้อภัย ก็คนที่เคยกระทำความผิด ทำผู้คนจำนวนมากเสียหาย เดือดร้อนอย่างหนักมาแล้ว แล้วหลบหนีอาญาแผ่นดินไป เมื่อโผล่ออกมาก็ยังได้รับความเชื่อถือยกย่องยังเรียกว่า "คุณ" รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองยังเรียกว่า "ท่าน" ด้วยซ้ำไป มีผู้ที่ทำความผิดร่วมกัน แต่กลับมารับโทษ ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดหลายกรรมหลายวาระต่างกัน ให้ลงโทษจำคุกถึงกว่า 1,100 ปี รับโทษจำคุก 8 ปี แต่สังคมไทยเมื่อรู้แล้วก็เฉยๆ การลงโทษทางกฎหมายนั้นมีอายุความ แต่การลงโทษโดยสังคมนั้นไม่น่าจะมีอายุความ แต่สังคมไทยไม่เป็นเช่นนั้น เป็นเรื่องที่น่าคิด การต่อต้านการคดโกงทั้งในภาครัฐบาลและเอกชนคงอีกนานจึงจะแก้ไขได้ เพราะเรื่องอย่างนี้สังคมต้องกดดันรังเกียจ ไม่เอาด้วยจึงจะทำได้

อีกเรื่องที่เป็นข่าวโด่งดังไม่เฉพาะเมืองไทย แต่กระจายไปทั่วโลก ก็คือข่าวว่ารัฐบาลไทย หรือเอกชนไทยจะซื้อหุ้นและสโมสรลิเวอร์พูล หรือทีมฟุตบอลหงส์แดง สื่อมวลชนทั้งไทยและอังกฤษประโคมข่าวกันใหญ่โต สื่อมวลชนอังกฤษถึงขั้นออกมาโจมตีคัดค้าน รวมทั้งจะขุดคุ้ยประวัติของนายกรัฐมนตรีไทย

ในเมืองไทย ท่านที่เป็นที่เคารพนับถือหลายท่าน สื่อมวลชนไทยเกือบทุกแขนงต่างก็ออกมาคัดค้าน ส่วนเจ้าสัวเศรษฐีใหญ่ที่มีการปล่อยข่าวว่าจะลงขันซื้อก็เฉยๆ ไม่ว่าอะไร นายกรัฐมนตรีเปิดตึกไทยคู่ฟ้าต้อนรับนายกสโมสรลิเวอร์พูล

พอมาดูว่าจะเอาเงินถึง 4,000 ล้านบาทที่ไหนซื้อ ทีแรกรัฐบาลประกาศว่าจะออกลอตเตอรี่ให้ประชาชนคนไทยมีโอกาสเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลหงส์แดง เพื่อนๆ หลายคนเตรียมจะซื้อกันคนละ 2,000 บาท 4,000 บาท สำนักงานสลากกินแบ่งฯก็พิมพ์ลอตเตอรี่เตรียมไว้แล้ว ข่าวว่าอย่างนั้น

เมื่อมาคิดถึงกฎหมายสลากกินแบ่งของรัฐบาลดูแล้ว ลอตเตอรี่พิเศษที่ไม่ใช่สลากกินแบ่งธรรมดา ที่เป็นการหารายได้ส่งกระทรวงการคลังก็อาจจะออกได้เพื่อหารายได้เพื่อการกุศล หรือเพื่อสาธารณประโยชน์หรือการกีฬา รัฐบาลบอกว่าทำได้เพราะเป็นการทำเพื่อการกีฬา แต่กรณีนี้เป็นการกีฬาของอังกฤษ ไม่ใช่การกีฬาของไทย กฎหมายน่าจะหมายถึงการกีฬาของไทย และเนื่องจากกฎหมายนี้เป็นกฎหมายการเงิน การตีความต้องตีความอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ตีความให้ครอบคลุมกว้างออกไป ถ้าขืนออกสลากหงส์แดงก็คงจะต้องมีปัญหาว่าทำถูกกฎหมายหรือไม่ ซึ่งไม่น่าจะทำได้

ต่อมารัฐบาลบอกว่าจะตั้งบริษัทแล้วออกหุ้นกู้ขายให้ประชาชน ก็พอจำได้ว่า พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ประกอบกับ พ.ร.บ.บริษัทมหาชน พร้อมทั้งหลักเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนได้ต้องมีกำไรติดต่อกันมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปี การออกตราสารหนี้ขายให้กับประชาชนต้องขออนุญาต ก.ล.ต. ซึ่งก็มีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน การตั้งบริษัทมาสดๆ ร้อนๆ แล้วออกตราสารหนี้ขายประชาชนก็ไม่น่าจะทำได้

เรื่องพวกนี้สื่อมวลชนก็ควรจะท่องได้ขึ้นใจ เพราะคลุกคลีอยู่กับตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต.มากว่า 10 ปี แต่ก็ไม่มีสื่อมวลชนไหนเฉลียวใจให้การศึกษากับประชาชน หรือตั้งคำถามที่ตรงเป้ากับรัฐบาลเลย

ครั้นจะคิดว่ารัฐบาลจะชักชวนเจ้าสัว 5-6 รายลงขันกันซื้อ ทีนี้ก็เป็นเรื่องธุรกิจล้วนๆ แล้ว ไม่ใช่เพื่อให้คนไทยเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลหงส์แดง หรือเพื่อการกีฬาแล้ว แต่ข้อเท็จจริงก็คือ สโมสรลิเวอร์พูลขาดทุนมาตลอด จึงไม่น่าจะเป็นธุรกิจที่บรรดาเจ้าสัวไทยทั้งหลายจะลงทุนด้วย

สื่อมวลชนพวกเราก็ไม่เคยเข้าไปตรวจสอบกฎหมาย ทั้งๆ ที่สำนักพิมพ์ทุกแห่งก็มีห้องสมุด หากฎหมายที่ไหนอ่านก็ได้ งบดุลย้อนหลังไปสัก 5 ปีของสโมสรหงส์แดงก็น่าจะหาได้ไม่ยาก ถ้าสื่อมวลชนเราทำการบ้านสักหน่อย ก็น่าจะทำหน้าที่รับใช้ผู้อ่านได้ดีกว่านี้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องไม่ยาก

เรื่องการซื้อหุ้นสโมสรหงส์แดงจึงเป็นเรื่องโจ๊กเรื่องหนึ่งในสายตาของผม

เรื่องสุดท้ายขอเล่าเรื่องเก่านานมาแล้ว มีรัฐมนตรีคลังของรัฐบาลประชาธิปัตย์ท่านหนึ่งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองชื่อพรรคเกษตรสังคม ท่านเป็น ส.ส.จังหวัดระยองมาทุกสมัย เพราะชาวบ้านเชื่อว่าท่านของบประมาณมาให้จังหวัดระยองได้เก่ง โครงการที่ท่านบอกประชาชนในจังหวัดของท่านว่าท่านเป็นคนขอ ได้รับอนุมัติทุกโครงการ

ความจริงมีอยู่ว่าท่านมีความขยัน ท่านอ่านเอกสารงบประมาณมาก่อนและทราบจากเอกสารงบประมาณแล้วว่าจังหวัดท่านจะได้โครงการอะไรบ้าง ทั้งที่เป็นโครงการใหม่และโครงการที่ผูกพันงบประมาณไว้แล้ว เมื่อท่านทราบแล้วท่านก็รีบไปบอกชาวบ้านว่าท่านได้วิ่งเต้นของบประมาณอะไรไว้ และต่อมาก็ได้รับอนุมัติ ดังนั้นสิ่งที่ท่านบอกจึงไม่เคยพลาด ชาวบ้านก็ชื่นชม

ที่ท่านทำอย่างนี้ได้ก็เพราะไม่เคยมีใครอ่านพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ และอำนาจหน้าที่ของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขบวนการพิจารณาโครงการต่างๆ ซึ่งจะต้องมีขบวนการประเมิน และการจัดอันดับก่อนหลังของโครงการพัฒนาต่างๆ ไม่มีใครจะไปตั้งงบประมาณทำโครงการแจกชาวบ้านได้เอง แม้แต่นายกรัฐมนตรี

ทั้งสามเรื่องที่คุยมานี้เป็นเรื่องคุยกันเบาๆ และอยากให้คนไทยและสื่อมวลชนของเราได้ทำการบ้าน และทบทวนความจำก่อนจะเสนอข่าวหรือเขียนความเห็นในคอลัมน์ต่างๆ เพราะเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ส่วนมากไม่มีอะไรใหม่ เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้นเอง

พวกเราประชาชนและสื่อมวลชนถูกต้มซ้ำซากอยู่เรื่อยๆ

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2