หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
จากกรณี "สุเมธ ตันติเวชกุล" สู่การประกาศสงคราม กับคอร์รัปชั่น การบ้าน "อันละเอียดอ่อน" ที่ "ทักษิณ ชินวัตร" ต้องทำ

บทความพิเศษ  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1257

ถูกต้องที่สุดแล้ว ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สั่งการให้ นายวิษณุ เครืองาม และคณะรัฐมนตรี ไปตรวจสอบข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่ นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะประธานมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด นำมาเปิดเผย เพื่อเป็นการรับลูก นำไปสานต่อในการประกาศสงครามกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ของรั้ฐบาลในวันที่ 3 ตุลาคมนี้

เหตุเพราะ "มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด" เป็นมูลนิธิที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อที่จะหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่น

ดังนั้น มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด จึงควรยืนอยู่ข้างภาครัฐ มิใช่ฝ่ายตรงข้าม

จะเป็นเรื่องแปลกอย่างยิ่ง หากจะมีใครในภาครัฐบาลมอง หรือผลักดันให้มูลนิธินี้เป็นคู่ขัดแย้งของตนเอง

ซึ่งตอนแรกก็ดูน่าหวาดเสียวอยู่ไม่น้อย เพราะโดยลักษณะนิสัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อมีใครมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล มักจะมีการตอบโต้กลับไปเป็นประจำ จนทำให้เกิด "ข้อขัดแย้ง" กับผู้ที่วิจารณ์ทั้งที่มีเจตนาดีและไม่ดี ตลอดมา

แต่ในคราวนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูจะสงวนท่าทีระมัดระวัง และที่สำคัญได้แสดงท่าทีเปิดกว้างที่จะรับฟังข้อมูลด้วย

โดยอาจเพราะนอกเหนือจากการเป็นประธานมูลนิธิประเทศไทยในสะอาดแล้ว นายสุเมธยังเป็นอดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแแห่งชาติ ที่มีปูมหลังอันน่าเชื่อถือ และยังเป็นเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ด้วย

ประกอบกับพื้นฐานสำคัญ นายสุเมธเองก็มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองอย่างยิ่ง

การที่ออกมาพูดเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่น "ถี่ยิบ" ในระยะเวลาที่ผ่านมา ย่อมมีเป้าหมายที่แตกต่างจาก "ขาประจำ" ที่มีเป้าหมายโค่นล้มรัฐบาลอย่างแน่นอน

แม้ก่อนหน้านี้ จะมีกระแสข่าวว่าแกนนำที่ประกาศจุดยืนจะโค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เข้าพบ "ผู้ใหญ่" ของบ้านเมืองบางคน เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องบางอย่าง

แต่ที่สุดก็มีการยืนยันว่าการเข้าพบดังกล่าว ไม่ได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไร หากแต่เป็นเพียงการประสานงานของคนที่เคยรู้จักใกล้ชิดที่เข้าไปพูดคุย และมี "แกนนำ" คนดังกล่าวติดตามเข้าไปด้วยเท่านั้น

ซึ่งก็เป็นเหตุบังเอิญพอดี ที่นายสุเมธมีกำหนดการที่จะปาฐกถาพิเศษเรื่อง "บ้านเมืองใสสะอาด" พอดี จึงดูเหมือนว่าจะมีอะไร

และการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ แยกแยะได้ว่าควรฟัง หรือไม่ฟังใคร ในคราวนี้ จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องดังกล่าว

หากท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีต่อการพูดของนายสุเมธ เป็นไปในลักษณะเดียวกับการตอบโต้ "ขาประจำ" อื่นๆ เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ทางการเมือง สับสนขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน

เพราะอย่างน้อยที่สุด ขณะนี้ทุกคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลจะประกาศสงครามกับการคอร์รัปชั่นในวันที่ 1 หรือ 3 ตุลาคม นี้อย่างไร

จริงจัง และจริงใจ ขนาดไหน

ซึ่งการถูกจับตาใกล้ชิดเช่นนี้ หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิเสธข้อมูลและตอบโต้ ข้อมูลเรื่องการคอร์รัปชั่น ที่นายสุเมธนำมาบอกกล่าวสาธารณชนอย่างที่เคยปฏิบัติกับคนอื่นตั้งแต่แรก เชื่อว่ากระแสที่จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกมองว่า ไม่ได้จริงใจ จริงจัง ต่อการทำสงครามคอร์รัปชั่น น่าจะพุ่งพรวดขึ้นไปทันที

ต้องไม่ลืมว่า จุดอ่อนสำคัญของรัฐบาล ที่ทำให้ "สะดุด" จนหัวแทบคะมำ ขณะนี้มาจากการถูกกล่าวหาเรื่องการคอร์รัปชั่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ประเด็นการปั่นหุ้นของ นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ที่โยงใยไปถึงรัฐมนตรี ส. และนักการเมือง ป. ซึ่งในวันนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นเพียง "ข้อมูล" ที่ดูจะเลื่อนลอย แต่กลับมีการขานรับจากสื่อ และสังคม อย่างคึกคักนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนสำคัญมาจากความไม่เชื่อมั่นในความสุจริตของคนในฟากรัฐบาลนั่นเอง

เมื่อไม่เชื่อมั่น จึงทำให้มีการตอบรับประเด็นเรื่องการกล่าวหาการหาผลประโยชน์ของฝ่ายการเมือง ได้ง่าย หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ คนพร้อมจะเชื่อ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดอ่อนที่อันตรายมากสำหรับรัฐบาล

เพราะยากต่อการชี้แจง เนื่องจากคนพร้อมจะเชื่ออยู่แล้ว

ทางเลือกทางเดียวที่มีอยู่ของรัฐบาล ในการเรียกร้องความเชื่อมั่นของชาวบ้านก็คือ จะต้องทำให้แผนการทำสงครามกับการคอร์รัปชั่นดูดีที่สุด น่าเชื่อถือมากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องแสวงหาแนวร่วม ให้มากที่สุด

การจะอาศัยเพียงอำนาจและกลไของรัฐที่ผูกอยู่กับการเมืองที่ค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดูจะไม่ค่อยได้ผลนัก

ทั้งนี้ หลังจากการประกาศทำสงครามกับการคอร์รัปชั่นในวันที่ 1 หรือ 3 ตุลาคม นี้แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ คงจะต้องโชว์อะไรบางอย่าง ที่แสดงให้เห็นความเอาจริงเอาจัง ขณะเดียวกัน อาจจะต้องหลอมประเด็นนี้เข้าไปสู่นโยบายการหาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปในต้นปีหน้าด้วย

เพราะหากไม่มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ ย่อมจะกลายเป็นจุดอ่อนที่จะถูกพรรคฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ นำมาโจมตีได้อย่างมีน้ำหนักแน่นอน

 

 

อย่างไรก็ตาม ดูน่าจะห่วงสำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่เหมือนกัน เพราะเหลืออีกไม่กี่วันก็จะถึงกำหนดการประกาศสงครามกับการคอร์รัปชั่น แต่สังคมกลับไม่ได้เห็นความตื่นตัวของรัฐบาล ในการเตรียมการเรื่องนี้เท่าใดนัก

จึงไม่อาจคาดหวังได้ว่าจะออกมาอย่างไร

ซึ่งถ้าหากไม่เข้าตา หรือเป็นที่ประทับใจของประชาชน เชื่อว่าจะกลายเป็นประเด็นที่กระหน่ำซ้ำเติมรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ ยิ่งขึ้นไปอีก คือนอกเหนือจากจะถูกมองไม่จริงจังในการปราบปรามคอร์รัปชั่นแล้ว ยังอาจถูกมองได้ว่า เล่นละครปาหี่ว่าจะเอาจริงเอาจัง แต่ที่จริงก็ไม่มีอะไรกอไผ่

เรื่องนี้จึงเป็นเหมือน "ดาบสองคม" ที่อาจจะย้อนกลับมาบาดมือรัฐบาลเองก็ได้

การทำสงครามกับการคอร์รัปชั่น ในคราวนี้จึงสำคัญ และต้องระมัดระวังอย่างสูง

การประกาศเพียงเจตนารมณ์อย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอ

อาจจะต้องมี "ทีเด็ด" อะไรบางอย่างแสดงให้ชาวบ้านดูเสียด้วยซ้ำ

แต่คำถามคือ รัฐบาลจะมีหรือทำได้หรือเปล่าเท่านั้น

กระนั้นก็ตาม ท่าทีที่ดีของ พ.ต.ท.ทักษิณแสดงออกมาต่อกรณีที่นายสุเมธออกมาเรียกร้องให้ช่วยกันปราบปรามคอร์รัปชั่น คงทำให้คนที่เชียร์หรือเอาใจช่วยรัฐบาล สบายใจขึ้นระดับหนึ่ง

สบายใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะมอง "อะไรทะลุปรุโปร่ง" เช่นกัน

โดยเริ่มต้นจาก "การขานรับ" แล้วนำไปสู่การเตรียมการ โดยสั่งให้นายวิษณุและคณะรัฐมนตรี ไปศึกษา ว่าจะนำมาผนวกเข้าไปในแผนการต่อสู้เพื่อปราบปรามการคอร์รัปชั่นอย่างไร

ซึ่งถ้าหากทำให้ "เนียน" และเป็นการ "รับลูกที่พอเหมาะพอเจาะแล้ว" เรื่องนี้จะกลายเป็นผลดีต่อรัฐบาลในหลายประการ

อย่างน้อยที่สุดก็คือแสดงความจริงใจที่จะเปิดกว้างรับข้อมูลเพื่อหาวิธีการป้องกันการโกง

แต่ประการสำคัญที่สุดก็คือ เรื่องกรณีนายสุเมธ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาได้ถูกนำไปผูกให้ประเด็นที่ "ละเอียดอ่อน" บางประเด็นด้วย

แม้นายสุเมธจะกล่าวอย่างชัดเจนในการปาฐกถาเรื่อง "บ้านเมืองใสสะอาด ต้องกำราบคอร์รัปชั่น" ที่สมาคมรัฐศาสตร์แห่งประเทศไทยจัดขึ้นที่โรงแรมแกรนด์มิราเคิล เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ว่า "การมาครั้งนี้ สมาคมรัฐศาสตร์ฯ เชิญมาพูด ไม่ใช่ชมรมคนรู้ทัน ถึงชมรมคนรู้ทันเชิญมาจะไม่ไปพูดเพราะว่าไม่ต้องการรู้ทันใคร"

แต่กลับดูเหมือนจะมี "ความจงใจ" การพยายามโยงใยเรื่องของนายสุเมธ กับเรื่องที่มีการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้เป็นคุณกับรัฐบาลอยู่

ขณะเดียวกัน สังคมก็ดูจะเหมือนจะอื้ออึงไปด้วย "ข่าวลือ" ต่างๆ นานา ถึงขนาดที่ว่าจะไม่มีการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้าเอาเลย

แม้แต่นายเอกยุทธเอง ก็ยังเอ่ยอ้างอะไรออกมาเป็นนัยๆ ทำนองว่าการเคลื่อนไหวของตนเองครั้งนี้ มี "อำนาจเหนืออำนาจ" เกี่ยวข้องอยู่ด้วย

อันแสดงว่า ฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีจุดร่วมแน่วแน่ในการ "โค่นล้ม" จึงดูเหมือนจะพากัน "โหน" กระแสอะไรบางอย่างอยู่

 

 

ตรงนี้จึงย้อนกลับไปสู่ตอนต้นเรื่องอีกว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดนิสัย "สวนหมัด" และเปลี่ยนท่าทีไปสู่การพร้อมที่จะรับฟัง และรับข้อมูลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของนายสุเมธ

อันจะทำให้ความคลุมเครือต่างๆ ลดลงไป

ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการทำให้ "ข่าวลือ" ต่างๆ หยุดแพร่ขยายออกไปจนควบคุมไม่ได้ด้วย

แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่จะเป็นปัจจัยชี้ขาดจริงๆ ว่า รัฐบาลจะกอบกู้ความเชื่อมั่นในเรื่องการไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีการคอร์รัปชั่น ได้จริงๆ นั่นก็คือ ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำของตนเอง โดยมีจุดเริ่มต้นจากการประกาศทำสงครามต่อต้านการคอร์รัปชั่นในวันที่ 1 หรือ 3 ตุลาคมนี้

ซึ่งแม้จะดูล่าช้าไปบ้าง แต่ก็คงไม่มีทางที่จะดีไปกว่านี้แล้ว

และเมื่อประกาศอะไรออกไปแล้ว คงจะต้องปฏิบัติและทำให้เป็นจริงเป็นจังให้ได้

เพราะนี่ดูจะเป็นทางเดียวที่ยับยั้งภาวะ "ขาลง" ของรัฐบาล และเป็นการขจัด "เงื่อนไข" ที่กลุ่มไม่ประสงค์ดีต่อรัฐบาลจะขยายผล "สิ่งไม่ดี" ออกไปได้อีก

แต่คำถามที่ท้าทาย ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลจะทำได้จริงหรือ ?

หน้า 9