|
||||||||||
|
"THE PLOT THICKENS"
โดย เกษียร เตชะพีระ มติชนรายวัน วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9687 สถานการณ์การเมืองตอนนี้ ถ้าเป็นสำนวนฝรั่งก็ต้องว่า THE PLOT THICKENS... คือเรื่องราวชักจะพลิกผันผาดโผนแผลงๆ เร้นลับสลับซับซ้อนขึ้นจนยากที่จะเข้าใจอย่างไรพิกล ข่าวลือเริ่มขมวดปมขึ้นจากการเคลื่อนไหวต่างๆ นานาของสารพัดกลุ่ม ทำนองว่า :- "ตุลาคมนี้อาจมีอุบัติเหตุทางการเมืองถึงขั้นทำให้ไม่มีการเลือกตั้งใหญ่ปีหน้า!" (จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด, "รู้ให้ทันขาลง," มติชนรายวัน, 11 ก.ย. 2547, น.9) อะฮ้า...จะเอากันอีกแล้วหรือนี่ ผมรู้แน่ว่าข่าวลือนี้กำลังสะพัด เพราะมันวิ่งชนผมสายวันจันทร์ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พอตกค่ำ อิ่มข้าวอิ่มปลาเสร็จกำลังเอ้เต้ทอดหุ่ยสบายๆ ก็มีโทรศัพท์ทางไกลกริ๊งกร๊างจากเพื่อนมิตรทางเชียงใหม่ ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ แล้วเพื่อนก็เปิดฉากซักว่า :- "อาจารย์มีความเห็นยังไงเกี่ยวกับทหารตอนนี้?" อ้าว...เป็นงั้นไป ถึงแก่ผู้สันทัดกรณีบางรายรำพึงว่าบรรยากาศชักทะแม่งๆ คล้ายๆ ช่วงปลายสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ยังไงยังงั้น! ใครก็แล้วแต่ที่ปล่อยข่าวคงไม่ค่อยชอบคำทำนายผลการเลือกตั้งครั้งหน้าตามที่มีผู้คาดหมายกันไว้-เขาหรือเธอ อาจไม่อยากเห็น 400 ที่นั่งของไทยรักไทยตามที่นายกฯทักษิณคาด หรือในทางกลับกัน ก็อาจไม่อยากเห็น 250+ ที่นั่งของประชาธิปัตย์ตามที่คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หวัง-เมื่อลองพยายามแล้วแต่ก็สุดวิสัยที่จะป้องกันผลการเลือกตั้งที่ไม่พึงปรารถนามิให้เกิดขึ้นได้, ทางออกย่อมเหลือทางเดียว คือทำยังไงไม่ให้มีเลือกตั้งเสีย! ความเป็นไปได้ที่ไม่น่าจะเป็นนี้เสียวไส้น่าตรึกตรอง เพราะเอาเข้าจริงมันก็ไม่ห่างไกลจากปรัชญาแห่งชีวิตทางการเมืองของคู่ขัดแย้งที่เผยตัวออกมาในฉากการเมืองปัจจุบันสักเท่าไหร่ จำได้ไหมครับ ไม่นานมานี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ประกาศตอกย้ำหนักแน่นชัดเจนออกมาเองหลายครั้งว่า "ประชาธิปไตยเป็นแค่วิธีการ" ก็มันแค่วิธีการนะครับไม่ใช่เป้าหมาย ถ้าเปลี่ยนวิธีการจากประชาธิปไตยไปเป็นอย่างอื่นอะไรก็ไม่รู้ซะแล้ว จะช่วยให้บรรลุเป้าหมาย "เพื่อชาติตลอด..." ได้ดีขึ้น มันก็ยั่วใจหยอกอยู่ซะเมื่อไหร่ ในทางกลับกัน เรามีคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร กับแนวร่วมบรรดา "ปีศาจ", "ควาย" และ "เอ็นพีแอลเลอร์" (ตามสมญาที่นายกฯทักษิณตั้งให้) ซึ่งสมาชิกแนวร่วมผู้แสดงตัวโดดเด่นอย่าง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ก็เป็นเจ้าของคำขวัญซื่อๆ ที่ว่า "อะไรก็ได้ แต่ขอให้ชนะ" ท่วงถ้อยอาจแตกต่าง แต่โครงสร้างส่วนลึกทางความคิดของสองฝ่ายสะท้อนออกมายังกับฝาแฝดนะครับ ว่ามั้ย? กล่าวคือ THE END JUSTIFIES THE MEANS. ขอแต่ให้บรรลุเป้าหมายจะใช้วิธีการใดก็ได้ ไม่เลือก อย่างเช่น ง่า...เผาโรงพัก, พาคนไปตาย, ฆ่าตัดตอน, อุ้มฆ่า ฯลฯ อย่าสาธยายต่อเลยนะครับ ฟังแล้วขนลุก ว่าแต่ว่า เที่ยวนี้เนี่ยเป้าหมายที่ต้องการคืออะไร? คุณเอกยุทธเปิดเผยเป้าหมายเฉพาะหน้าโฉ่งฉางให้หนังสือพิมพ์ BANGKOK POST (10 September 2004, p.3) ฟังตรงไปตรงมานะครับว่า "ผมต้องการล้มทักษิณ..." (I want to bring down Thaksin.) "สามปีที่ผ่านมา ข้อมูลวิชาการและการวิจารณ์ด้วยเหตุผลไม่กระเทือนนายกฯ คนนี้ แม้แต่ราษฎรอาวุโสหลายท่านยังถูกเรียกว่า "ขาประจำ" ฉะนั้นผมจึงต้องตัดแหล่งเงินของเขา นั่นก็คือตลาดหุ้น" ซึ่งท่านนายกฯก็สวนกลับด้วยกระบวนท่าที่ตรง ดุดัน และไม่เลือกวิธีการพอกันว่า "นี่ช่วยทีเถอะ ช่วยล้มทีเถอะ ถ้าล้มไม่ได้จะได้กระทืบกันถูกหน่อย (หัวเราะฮ่าๆ) ไม่มีหรอก มันจะมีอะไรนักหนา" (มติชนรายวัน, 11 ก.ย. 2547, น.12) แหม, นักข่าวก็ช่างจดช่างจำเสียงหัวร่อร่าน่ารักของท่านนายกฯซะด้วย, มันน่าหยิกซะนี่กระไร) ถึงแม้การล้มรัฐบาลเป็นสิทธิที่คนไทยจะทำได้โดยชอบตามรัฐธรรมนูญตราบใดที่วิธีการที่ใช้อยู่ในกรอบของกฎหมาย (อันที่จริง การที่เรามีพรรคฝ่ายค้านในสภา ก็เพื่อเอาไว้เป็นสถาบันล้มรัฐบาลตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตยนั่นเองใช่แมะ) แต่ฟังอุปมาอุปไมยท่านนายกฯแล้วผมก็อดหนาวเยือกแทนคุณเอกยุทธกับแนวร่วมไม่ได้ ก็ไอ้วิธีการ "กระทืบ" เนี่ยเข้าใจว่าจะผิดกติกามวยไทยมิใช่หรือครับ? ซึ่งก็น่าสนใจเหมือนกันว่าการ "กระทืบ" ในกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น เค้าจะทำกันท่าไหน? แหะๆ แต่เอาเถอะนะครับ พูดจาภาษามาร์กซก็ต้องบอกว่า "นี่เป็นความขัดแย้งในหมู่ชนชั้นปกครอง" ธรรมด๊าธรรมดา เป้าหมายหรือก็คืออำนาจ เพียงแต่มีรายละเอียดที่ละเมียดอยู่นิดนึงว่า มันไม่ใช่อำนาจดิบๆ นะจ๊ะ แต่เป็นเรื่องของตัวแทนแห่งแบบแผนวัฒนธรรมความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ต่างกันมาชนกัน ข้างหนึ่ง เป็นแบบแผนวัฒนธรรมความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบเก่าตามขนบธรรมเนียมประเพณีแต่เดิมของไทย ที่ผ่านการขัดแย้งต่อสู้อันยาวนานจาก [24 มิถุนาฯ 2475 --> 20 ตุลาฯ 2501 --> 14 ตุลาฯ 2516 --> พฤษภาฯ 2535] แล้วก็ค่อยๆ ขยับขยายเปิดกว้างพื้นที่แวดวงชนชั้นปกครองออกรับคนกลุ่มใหม่ พลังอำนาจใหม่เข้ามาเป็นสมาชิกหน้าใหม่ด้วยกัน จาก [ข้าราชการโดยเฉพาะทหารตำรวจ --> เทคโนแครต --> นายทุน --> นักเลือกตั้ง] โดยต่างฝ่ายเกาะกลุ่มแบ่งปันยึดกุมพื้นที่อำนาจรัฐอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารปกแผ่อันเป็นเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดหนึ่งเดียว ที่ละเมิดมิได้ต้องยอมรับต้องเคารพในการเข้าร่วมเครือข่ายชนชั้นปกครองไทย เป็นการจัดระเบียบแบบ ELITE PLURALISM UNDER ROYAL PATRONAGE หรือการอยู่ร่วมกันแบบพหุนิยมของชนชั้นนำหลากหลายกลุ่มที่แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ แบ่งกันปกครองอำนาจรัฐภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ทว่าแบบแผนความสัมพันธ์ทางอำนาจชุดธรรมเนียมประเพณีเดิมนี้กำลังถูกท้าทายด้วยกลุ่มทุนใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่อำนาจรัฐใหม่ โดยอาศัยเงื่อนไขเอื้ออำนวยที่เปิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจและรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง พ.ศ.2540 เป้าหมายของพวกเขา-ตามสำนวนอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี-คือการ "บูรณาการ" (INTEGRATION?) ELITES กลุ่มอื่นๆ ทั้งหมด ไม่ว่าภาคการเมือง, ภาคราชการ, ภาคอำนาจมาเฟียในและนอกระบบ และกลุ่มทุนต่างๆ เข้ามาอยู่ในระเบียบใหม่ใต้การนำและกำกับของตน ด้วยความเด็ดขาดเหี้ยมเกรียมในลักษณะ "ใครยอมกูอยู่ ใครขวางกูกระทืบ" เพื่อบรรลุสิ่งที่เราอาจเรียกว่า "อภิมหาบูรณาการ" (SUPER-INTEGRATION) ของชนชั้นปกครองทุกกลุ่มทุกฝ่ายให้เป็นปึกแผ่นกลุ่มก้อนเดียวกัน (หรือนัยหนึ่งบรรลุ ELITE MONISM หรือเอกนิยมในหมู่ชนชั้นนำ?) ภายใต้การนำขั้วเดียวและพรรคเดียวของท่านผู้นำคนเดียว ดังที่เขาบรรยายไว้กระชับจับใจว่า "ถึงที่สุดการบูรณาการกลุ่มทุนใหม่เข้ากับภาคการเมือง ภาคราชการ และอำนาจมาเฟีย ก็คือการจัดระเบียบอำนาจและผลประโยชน์ใหม่ให้ลงตัวตามกำลังของแต่ละส่วนในสภาพการเมืองใหม่นั่นเอง กล่าวคือ กลุ่มทุนใหม่ได้ประโยชน์ชัดเจนขึ้น กลุ่มการเมืองท้องถิ่น อิทธิพลมาเฟีย และข้าราชการถูกลดผลประโยชน์ลง" (ธีรยุทธ บุญมี, Road Map ประเทศไทย, 2547, น.55) กลุ่มทุนอื่นที่ยังพอมีกึ๋น, ไฮไซสปอร์ตคลับ, เอ็นพีแอลเลอร์, ทหารเก่า, ซีไอเอเก่า, นักรัฐประหารเก่า ฯลฯ ในแวดวงชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ ของชนชั้นปกครองเดิม จึงต้องสามัคคีกันขึ้นและรวมกันเข้าเพื่อคัดค้านการถูกบูรณากรรม หรือกระทืบซ้ำเป็นธรรมดา ถ้าให้เดาจากประวัติศาสตร์และประสบการณ์ที่เคยเห็นกลุ่มฝ่ายต่างๆ ในหมู่ชนชั้นปกครองไทยฟาดฟันกันมา เมื่อการต่อสู้เข้มข้นงวดตัวเข้าถึงขนาดและระดับหนึ่งทางคุณภาพ กระบวนท่าถัดไปที่เรามักจะเห็นถูกหยิบมาใช้ และอาจคาดหมายว่าจะเห็นได้อีกก็คือ :- - การดึง อ้างอิง เชื่อมต่อสถาบันการเมืองวัฒนธรรมตามประเพณีที่คนไทยรักศรัทธาเข้ามาเกี่ยวข้องในความขัดแย้ง - การตราหน้าป้ายสีว่าฝ่ายตรงข้ามเป็น "คอมฯ", ทว่าเนื่องจาก "คอมมิวนิสต์" หมดพลังไปแล้ว คำว่า "คอมฯ" ทุกวันนี้พานจะทำให้คนหลงผิดคิดไปถึง "คอมพิวเตอร์" แทน, กระบวนท่าเชยๆ ดังกล่าวจึงอาจไม่ถูกร่ายรำออกมาใช้ให้คนดูโห่ฮา, แต่ก็ไม่แน่ อย่าประมาทหรือประมาณการความเชยระเบิด "คิดเก่า ทำเก่า" ของชนชั้นปกครองไทยต่ำไป, แหะๆ - ท้ายที่สุด เป็นไปได้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในชนชั้นปกครองไทยจะตัดสินใจเสี่ยง GO POPULIST ทางการเมืองสุดๆ แบบประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวช ของเวเนซุเอลา คือเรียกระดมมวลชนโดยตรงให้มายืนข้างตัวประจันกับฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม ผมควรชี้ว่าวิธีนี้ไม่แน่ว่าจะได้ผล เคยถูกลองนำมาใช้แต่ล้มเหลวมาแล้ว (อาทิ การพยายามจัดม็อบสนามหลวงโดยยังเติร์กในคราวกบฏเมษาฮาวาย 2524) แต่บางครั้งก็สำเร็จ (อาทิ ม็อบฝ่ายขวา 6 ตุลาคม พ.ศ.2519) เพียงแต่วิธีการนี้ดูจะไม่ค่อยเข้าร่องเข้ารอยไปกันได้ กับบุคลิกลักษณ์อภิมหาเศรษฐีหมื่นล้าน ของบางกลุ่มบางฝ่ายในหมู่ชนชั้นปกครองปัจจุบันนัก และมีอัตราเสียงสูงที่จะคุมสถานการณ์ไว้ไม่อยู่ หน้า 6
|