หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
"คนไทย" วันนี้ "จน" 8.8 ล้าน บรรทัดฐานใหม่ "ทีดีอาร์ไอ"

รายงาน  มติชนรายวัน  วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9686

หมายเหตุ - ข้อมูลหลักการ และเหตุผลซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกันปรับปรุงเส้นความยากจน เพื่ออธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงสมมติฐาน ในการคำนวณเส้นความยากจนใหม่ ทำให้มีคนไทยที่ยากจนเพิ่มขึ้นเป็น 8.8 ล้านคน

เส้นความยากจนทางการ (Official Poverty Lines) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจัดทำขึ้นและใช้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจและสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพในปีฐานในการคำนวณคือปี 2535 เป็นอย่างมาก สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงเห็นควรให้ทบทวนและปรับปรุงเส้นความยากจนขึ้น ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้นและเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น โดยมอบหมายให้ทีดีอาร์ไอศึกษาและนำเสนอผลเบื้องต้น และได้รับความช่วยเหลือการสนับสนุนการวิจัยจากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี)

สำหรับเหตุผลที่ต้องปรับปรุงเส้นความยากจนทางการใหม่

1.เส้นความยากจนทางการปัจจุบันมีจุดอ่อนทางทฤษฎีทางประการ ทำให้มีปัญหาในการยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเส้นความยากจนในส่วนที่มิใช่หมวดอาหาร

2.ความต้องการสารอาหาร(แคลอรีและโปรตีน) ของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมากในระยะหลัง โดยคนไทยต้องการแคลอรีน้อยลงและโปรตีนเพิ่มขึ้น

3.แบบแผนการบริโภคของคนไทยเปลี่ยนแปลง โดยเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจโดยรวม และอาจมีผลของวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 อยู่ด้วย)

0จุดอ่อนของเส้นความยากจนทางการปัจจุบันนั้นมีอยู่หลายประการ กล่าวคือ

1.ใช้สมมติฐานว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านอาหารคิดเป็นร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด เท่ากันในทุกพื้นที่และเท่ากันในทุกๆ ปี ซึ่งการใช้สัดส่วนร้อยละ 60 ไม่มีเหตุผลทางทฤษฎีรองรับเพียงพอ และไม่สอดคล้องกับข้อมูลการใช้จ่ายจริงของครัวเรือนยากจนไทยบางส่วน

2.ไม่ได้แยกการคำนวณความต้องการสินค้าที่มิใช่หมวดอาหาร (non-food consumptions) ออกเป็นหมวดย่อย แต่คิดรวมกันไปทีเดียว

3.ไม่อนุญาตให้รูปแบบการใช้จ่ายของครัวเรือนยากจนแตกต่างกันไปตามพื้นที่ซึ่งทำให้ประสบปัญหา เช่น ประชากรที่อาศัยในเขตเมืองหรือนครใหญ่ๆ เช่นกรุงเทพมหานคร อาจมีค่าใช้จ่ายจำเป็นที่นอกเหนือกว่าครัวเรือนในเขตชนบท(เช่นค่าเช่าบ้านสูงกว่า ค่าอาหารนอกบ้าน เป็นต้น)

4.ไม่อนุญาตให้ประหยัดจากขนาด (economy of scale) หมายถึงการที่ครัวเรือนสามารถประหยัดการใช้จ่ายต่อหัวได้ หากมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือมีการแบ่งกันบริโภค เช่นครัวเรือนที่มีสมาชิก 3-4 คน จะเสียค่าอาหารต่อคนน้อยกว่าครัวเรือนที่มีสมาชิก 1-2 คน

0 จุดเด่นของเส้นความยากจนที่ปรับปรุงขึ้นใหม่

1.ใช้ข้อมูลใหม่ในการคำนวณเส้นความยากจน ดังนี้

2.ข้อมูลความต้องการสารอาหารแคลอรีและโปรตีน แยกตามอายุและเพศ ปี 2546

3.ข้อมูลแบบแผนการบริโภคล่าสุด คือแบบแผนในปี 2545

4.ข้อมูลโครงสร้างประชากรใหม่ ตามผลสำมะโนประชากรในปี 2543

5.ข้อมูลราคาสินค้าอาหารโดยเปรียบเทียบ ได้ปรับเป็นปีฐานใหม่ คือปี 2545

6.ปรับปรุงแนวคิดในการกำหนดเส้นความยากจนในหมวดอาหารให้สอดคล้องกับทฤษฎีที่เป็นสากลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการริเริ่มใช้แนวคิดว่าครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในต่างพื้นที่และต่างสังคมกันจะมีมาตรฐานการครองชีพที่แตกต่างกัน

คำนวณเส้นความยากจนที่มิใช่อาหารเป็นหมวดย่อยๆ 9 หมวด คือ

1.เครื่องนุ่งห่ม 2.ที่อยู่อาศัย 3.เชื้อเพลิงและแสงสว่าง 4.เครื่องใช้ประจำบ้าน 5.ยาและค่ารักษาโรค 6.ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล

7.ค่าขนส่ง 8.ค่าใช้จ่ายสื่อสารคมนาคม 9.ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา

นอกจากนี้ยังริเริ่มแนวคิดการอนุญาตให้ประหยัดจากขนาดในหมวดสินค้าหลัก 10 หมวดคือ อาหารหนึ่งหมวดและสินค้ามิใช่อาหารอีก 9 หมวด

หน้า 2

เอกสารประกอบ