|
||||||||||
|
ผลกระทบทางนโยบาย การปรับปรุงบทบาท ของหน่วยงานการศึกษา
ต่อกรณีการสูญเสียนักเรียนทุน
โดย ว่าที่ ร.ต.ชัยพัชร์ สุขนิตย์ นักศึกษาทุนระดับปริญญาโท ด้านนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย มติชนรายวัน วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9686 บทความของคุณกฤษณ์ ศิรประภาศิริ ในหนังสือพิมพ์มติชิน ฉบับที่ 9675 ประจำวันที่ 5 เดือนกันยายน 2547 ชื่อ "ณัฐชชน" เหยื่อของ "การก้าวกระโดด" เป็นบทความที่น่าสนใจ เต็มไปด้วยความเป็นห่วงใยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณีนักเรียนทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน เสียชีวิตระหว่างการรับทุนการศึกษาในต่างประเทศ ประเด็นที่คุณกฤษณ์พิจารณาเห็นต่อกรณีนี้ก็คือ ความไม่รอบคอบเตรียมพร้อมของระบบราชการ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะองค์กรปฏิบัติ กับความคิดริเริ่มของผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งคุณกฤษณ์เรียกว่านโยบายก้าวกระโดด บทความที่ผู้เขียนจะนำเสนอในรายละเอียดต่อไปมีขอบข่ายของประสบการณ์ซึ่งสั่งสมมาจากการเป็นนักการศึกษา การเป็นนักพัฒนาชุมชน การเป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ในระบบราชการ ผนวกกับแนวความคิดที่มีรากฐานจากการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ นโยบายสาธารณะ และด้านการบริหารการพัฒนาชนบท ซึ่งจะใช้เป็นกรอบในการวิพากษ์วิจารณ์ และวิเคราะห์กรณีดังกล่าวข้างต้น โดยมีวัตถุประสงค์จะอธิบายสาเหตุของความผิดพลาดทางนโยบายกับความบกพร่องในการนำนโยบายไปปฏิบัติ การวิเคราะห์อยู่บนบริบทของโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย กับระบอบการเมืองปัจจุบัน ประเด็นการกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิผล ควรจะต้องมีกระบวนการที่ให้โอกาสผู้เกี่ยวข้อง (stakeholders) ได้เข้ามาร่วมในการกำหนดนโยบายตั้งแต่ต้น นโยบายการศึกษาจัดเป็นประเภทหนึ่งของนโยบายสาธารณะ ซึ่งรัฐเป็นประเด็นการกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิผล ควรจะต้องมีกระบวนการที่ให้โอกาสผู้เกี่ยวข้อง(stakeholders) ได้เข้ามาร่วมในการกำหนดนโยบายตั้งแต่ต้น นโยบายการศึกษา จัดเป็นประเภทหนึ่งของนโยบายสาธารณะซึ่งรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมเสมอภาค หมายถึงแนวความคิดที่ว่าด้วย ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการรับบริการทางด้านการศึกษา และคุณภาพของการศึกษาที่มีมาตรฐานเหมือนกันทุกที่ กรณีนโยบายหนึ่งทุนหนึ่งอำเภอ เป็นนโยบายทางด้านการศึกษาที่มีวัตถุประสงค์ตามอุดมคติข้างต้น แต่ผลกระทบทางนโยบายด้านลบที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม คือ นักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือก ไม่สามารถปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมทางการเรียนการสอนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้ อาจจะกล่าวในที่นี้ได้ว่า สาเหตุสำคัญมาจากกระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่ไม่เปิดโอกาสให้หลายๆ ฝ่ายเข้ามาร่วมในการตัดสินใจ กระบวนการเกิดขึ้นของนโยบายหนึ่งทุนหนึ่งอำเภอ มีลักษณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ขาดกระบวนการเข้ามามีส่วนร่วมจากนักการศึกษา หมายถึงนักการศึกษาที่อยู่นอกองค์กรของรัฐ อาทิ นักการศึกษาที่ทำงานให้กับ เอ็นจีโอ นักการศึกษาที่เป็นปราชญ์ชาวบ้าน นักการศึกษาในองค์กรท้องถิ่น ที่มีความเห็นดังนี้ ก็เนื่องจากไม่ค่อยได้ยินข่าวคราวของการประชุม สัมมนา ในลักษณะของการระดมความคิดเห็นจากองค์กรเอกชน จากประชาสังคม หรือจากชุมชนที่จัดให้มีขึ้นก่อนการกำหนดนโยบายหนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน ไม่แน่ใจจริงๆ ว่ามีข้อเท็จจริงบางประการหรือไม่ ที่แสดงให้เห็นความพยายามจะให้หลายกลุ่ม หลายส่วน หลายภาคที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความเห็นต่อการกำหนดนโยบาย เท่าที่ทราบคือไม่มีความพยายามใดๆ ที่จะให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางต่อการกำหนดนโยบาย ผลที่ตามมาคือ ผลกระทบด้านลบของนโยบายต่อผู้รับทุน อันเนื่องมาจากไม่มีการประเมินกระทบของนโยบาย(social impact assessment) หมายถึงการประเมินผลกระทบของนโยบายซึ่งเน้นผลกระทบที่มีต่อสังคมเป็นหลัก โดยเน้นระเบียบวิธีที่เน้นการให้ความสำคัญของชุมชน และท้องถิ่นเป็นหลัก มากกว่าการใช้ระเบียบวิธีการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณ และการบริหารเอกสารบนโต๊ะทำงาน ผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมชัดเจน คงมิต้องกล่าวถึงเนื่องจากเห็นได้ชัดถึงการสูญเสีย กำลังของชาติ การสูญเสียอันเป็นที่รักของผู้ปกครอง การสูญเสียความภาคภูมิใจของโรงเรียนและชุมชน อนึ่ง ผลกระทบเหล่านี้อาจได้รับการบรรเทา ด้วยการหาแนวทางป้องกันและมาตรการให้ความช่วยเหลือประกอบนโยบายหลักได้ หากได้มีการประเมินผลกระทบล่วงหน้า และการเปิดโอกาสให้หลายฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ตลอดจนการกำหนดมาตรการต่างสนับสนุนนโยบาย จะเห็นได้ว่านโยบายของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันขาดความสนใจในเรื่องที่กล่าวถึง นอกจากนั้น นโยบายที่ตั้งวัตถุประสงค์ด้วยความคาดหวังไว้สูง ไม่อาจบรรลุได้ หากเป้าหมายของโครงการมิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ได้มาจากข้อเท็จจริงครบถ้วน แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของอคติของผู้นำ(มิได้เจตนาจะหมายถึงผู้นำไม่ดี ตรงกันข้าม ผู้เขียนมีทัศนคติที่ดีต่อผู้นำเป็นอย่างยิ่ง) ความจริงที่ปรากฏอยู่ในระบบการศึกษาไทย ก็คือ การเรียนการสอนในบ้านเมืองเรามีลักษณะที่กระบวนการเรียนการสอน ที่เพื่อให้ผลผลิตทางการศึกษามีความสามารถในการสอบแข่งขันได้ โดยที่ระบบการคัดเลือกให้เข้าศึกษาต่อ หรือการคัดเลือกเข้าทำงานส่วนมาก เลือกคนที่ทำข้อสอบผ่านและมีคะแนนสูง การคัดเลือกเด็กนักเรียนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน นอกเหนือจากเกณฑ์การคัดเลือกได้ มีประเด็นปัญหาที่สำคัญของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย เป็นการสอนที่เน้นความถูกต้องของการใช้ภาษา ที่ให้ความสำคัญของการท่องจำมากกว่าจะเน้นในเรื่องของการนำไปใช้ การสอนภาษาอังกฤษของเราไม่สอดคล้องกับการศึกษาต่อต่างประเทศซึ่งเน้นการใช้ภาษาที่เน้นการปฏิบัติ คือ การเขียน การพูด การอ่าน แต่ไม่เน้นหลักภาษา หรือที่เรียกว่าวิชาแกรมมา จากประสบการณ์การศึกษาต่อต่างประเทศของผู้เขียน ทำให้หวนกลับไปคิดว่า ครูสอนด้วยวิธีที่ผิดมาตลอด ครูไม่ได้สอนให้ใช้ภาษาเป็น ครูไม่ได้สอนให้คิดเป็นสักเท่าไร แต่สอนท่องหลักการใช้ภาษา เพื่อตอบข้อสอบภาษาอังกฤษให้ได้ ผู้เขียนมีความเห็นว่านอกเหนือจากการสอนในหลักสูตรแล้ว การเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ได้ประสิทธิผลก็คือ "การฝึกปฏิบัติ" คราวนี้ย้อนกลับไปที่โรงเรียนพรานกระต่ายวิทยาคม อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร หลักสูตรภาษาอังกฤษที่นั่น สอนกันอย่างไร ถ้าหากโรงเรียนพรานกระต่ายวิทยาคมสอนภาษาอังกฤษด้วยการเน้นการทำข้อสอบได้ และด้วยมาตรฐานหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ก็ทำให้อนุมานได้ว่าโรงเรียนระดับอุดมศึกษาของอีกหลายอำเภอก็จะมีลักษณะการเรียนการสอนแบบเดียวกัน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาต่อต่างประเทศ บอกได้เลยว่ามีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงระหว่างระบบการศึกษาของต่างประเทศซึ่งใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก กับระบบการศึกษาประเทศไทย อีกประเด็นย่อยอีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมอยากกล่าวถึง คือ ความล้มเหลวของการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านการสอนภาษาอังกฤษ ความจริงประการหนึ่งก็คือ ครูสอนภาษาอังกฤษยังไม่มีคุณภาพเพียงพอ แม้จะมีนโยบายของรัฐบาลเร็วๆ นี้ที่ให้ครูภาษาอังกฤษต้องทำการทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษเหมือนกับที่นักเรียนทำข้อสอบอย่างไรอย่างนั้น หากครูท่านใดทำข้อสอบไม่ผ่านต้องไปเข้ารับการอบรม วัตถุประสงค์ของนโยบายดีแต่การแปลงนโยบายมาปฏิบัติมันไม่ใหม่เหมือนแนวความคิด เห็นได้ชัดจากการให้ครูภาษาอังกฤษนั่งทำข้อสอบ ก็คงไม่เกิดผลแต่อย่างใด ยังไม่ได้พูดถึงระบบการศึกษาที่ไม่สามารถทำให้นักเรียน หรือนักศึกษาที่จบไปแล้ว คิดใหม่ คิดเป็น ซึ่งหากกล่าวถึงก็จะมองเห็นความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยชัดเจนเพิ่มมากขึ้น จากเหตุผลข้างต้น เรากลับมาที่กรณีตัวอย่างนักเรียนทุนหนึ่งอำเภอ หนึ่งทุนอาจไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษา เนื่องจากความสามารถในการใช้ภาษาไม่พอเพียง ลองนึกภาพการเขียนรายงานภาษาอังกฤษ ตั้งแต่จำนวนหนึ่งพันคำ ถึงห้าพันคำต่อวิชา ในเวลาจำกัด กับการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษที่ครูมอบหมายให้ในแต่ละสัปดาห์ การใช้ภาษาพูดในห้องเรียน กับเพื่อนและกับครู ทักษะการฟังการบรรยายต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ยากต่อนักเรียนทุนชนบทจะปรับตัวได้ทันที นอกจากได้มีการเตรียมตัวปูพื้นฐานภาพจำลองของการใช้ชีวิตการศึกษาต่างประเทศไว้บ้างแล้วก่อนมา และการได้ฝึกปฏิบัติการใช้ทักษะด้านภาษามาเป็นระยะเวลานานพอที่จะเกิดการพัฒนาทักษะด้านต่างๆ อย่างพอเพียง ในท้ายที่สุดนี้จึงใคร่เสนอทางเลือกในการนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของกรณีตัวอย่างและหรือต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านอื่น ดังนี้ ประการแรก นโยบายควรเปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน องค์กร ที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นอย่างกว้างขวางเพราะความคิดเห็นหลากหลายจะก่อให้เกิดความคิดที่รอบคอบ และนำไปสู่การตัดสินใจที่มีประสิทธิผลได้มากกว่า การตัดสินใจเพียงคนเดียวหรือไม่กี่คน ที่มีอยู่ในภาคราชการ หรือนักการเมืองเท่านั้น ประการที่สอง การกำหนดนโยบายสาธารณะแต่ละนโยบายที่จะมีผลกระทบต่อ โครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจการเมือง และมีผลต่อวิถีชีวิตของคนจำนวนมาก จำเป็นต้องมีการประเมิน และศึกษาผลกระทบของนโยบาย(social impacts assessment) ซึ่งจะให้ภาพของผลกระทบเชิงนโยบายที่จะเกิดเมื่อนำนโยบายไปปฏิบัติ และหามาตรการป้องกันหรือลดผลกระทบด้านลบของโครงการล่วงหน้าได้ อีกทั้งยังสามารถกำหนดแนวทางการให้การสนับสนุนโครงการให้บรรลุเป้าหมายได้ ประการที่สาม ควรได้มีการปรับปรุงบทบาทของผู้ดูแลนักเรียนไทยในต่างประเทศของกระทรวงศึกษาฯให้มีความใกล้ชิดกับนักเรียนทุนมากกว่าเดิม นอกเหนือจากการนับจำนวนนักศึกษาที่มาศึกษาต่อต่างประเทศว่ามีจำนวนเท่าไร ควรให้เพิ่มบทบาทในการให้คำปรึกษา การให้คำแนะนำด้านการใช้ชีวิต และความเป็นอยู่ในต่างประเทศ การสร้างบทบาทการเป็นศูนย์กลางเครือข่ายของนักศึกษาไทยในต่างประเทศ เป็นเครือข่ายการให้ความช่วยเหลือ ข้อมูลด้านอื่นๆ เช่น ข้อมูลที่พัก บ้านเช่า ข้อมูลด้านกฎหมาย ฯลฯ โดยเฉพาะบทบาทในการเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายของนักศึกษาไทยในต่างประเทศควรจะให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการใน หรือ สำนักงาน ก.พ.ในฐานะผู้ดูแลนักเรียน ควรได้ร่วมมือประสานงานกับสถานทูต หรือกงสุลไทยประจำเมืองนั้น เพื่อทำหน้าที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ นักเรียนไทย โดยเฉพาะนักเรียนทุนหนึ่งอำเภอ และควรปรับบทบาทจากการตั้งรับปัญหาเป็นการทำงานเชิงรุก ที่จะสร้างเครือข่ายให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความอบอุ่น ของนักเรียนไทยในแต่ละประเทศ โดยสรุป กรณีการสูญเสียนักเรียนทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน มีสาเหตุมาจากนโยบายถูกกำหนดโดยขาดการมีส่วนร่วม และนโยบายมีอคติอันเนื่องมาจากโครงสร้าง และระบบการศึกษาปัจจุบัน ไม่สอดคล้องต่อการให้การอำนวยช่วยเหลือนักเรียนทุน ประกอบกับหน่วยงานที่เป็นกลไกของรัฐมิได้ปรับตัวให้สอดรับกับนโยบาย แนวทางแก้ไขควรกำหนดนโยบายที่มีพื้นฐานการตัดสินใจจากการมีส่วนร่วมของหลายภาค องค์กร และมีการศึกษาประเมินผลกระทบทางสังคม เพื่อนำผลการศึกษาประกอบการตัดสินใจ ปรับปรุงระบบการศึกษาให้สอดคล้อง และปรับบทบาทของหน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยให้มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้ความช่วยเหลือและเป็นเครือข่ายนักเรียนไทยในต่างประเทศ เน้นบทบาทในการเข้าไปคลุกคลีกับนักเรียนไทยมากกว่าบทบาททางสังคมด้านอื่น หน้า 7
ฝากไว้ให้คิดเรื่องทุนรัฐบาล โดย วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ นักศึกษาทุน ก.พ.ระดับปริญญาเอก ที่ประเทศอังกฤษ มติชนรายวัน วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9686 ผู้เขียนขอแสดงความเสียใจย้อนหลังกับการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับของ น.ส.ณัฐชนน เมฆี หรือน้องชมพู่ นักเรียนทุนรัฐบาลที่เพิ่งเสียชีวิตไปที่ประเทศเยอรมนีเมื่อไม่นานมานี้ และขอออกตัวไว้ตั้งแต่ตอนต้นนี้เลยว่า โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษาของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง เพราะสาเหตุเบื้องต้นที่ว่าเด็กต่างจังหวัดที่ไม่มีโอกาสได้เข้ามาเรียนโรงเรียนดังๆ หรือไม่มีเงินกวดวิชาตามสถาบันกวดวิชาต่างๆ ในกรุงเทพฯ ควรจะมีโอกาสรับทุนรัฐบาลบ้าง และนักเรียนทุนที่มาจากต่างจังหวัดน่าจะสามารถนำความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากต่างประเทศมาพัฒนาภูมิภาคบ้านเกิดของตนได้ดีที่สุด ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเด็กกรุงเทพฯไม่เก่ง แต่ประเทศไทยไม่ได้มีแต่กรุงเทพฯ เราจึงควรกระจายโอกาสให้จังหวัดอื่นๆ เขาบ้าง หลักการเบื้องต้นของโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษานี้ ผู้เขียนเชื่อว่าถูกต้องแล้ว แต่ในด้านระเบียบวิธีการปฏิบัติ และการตระเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ของโครงการนี้ยังมีปัญหาอยู่มาก อันนี้ท่านนายกฯเองก็ออกมายอมรับแล้ว ผู้ใหญ่หลายๆ ท่านก็ออกมาคุยกันแล้วว่าหน่วยงานราชการต่างๆ ทั้งสำนักงาน ก.พ.และผู้ดูแลนักเรียนไทยในต่างประเทศควรต้องแก้ไขปรับปรุงงานด้านการดูแลนักเรียนทุนอย่างไรบ้าง ในข้อนี้ผู้เขียนซึ่งมีความรู้เรื่องระบบราชการเท่าหางอึ่งจะไม่ขอแสดงความคิดเห็นอีก แต่ไหนๆ จะล้อมคอกกันแล้วก็อยากให้ล้อมให้ครบทุกด้าน ทีหน้าทีหลังจะได้ไม่ต้องกลับมาล้อมใหม่ให้เสียความรู้สึกกันอีก ผู้เขียนจะขอยกปัญหาทางสังคม และวัฒนธรรมบางประการที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับนักเรียนทุนรัฐบาลได้อีกในอนาคต ให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณากันบ้าง ปัญหาที่ว่านี้ก็คือ การที่คนในสังคมของเราชอบมองว่า การสอบได้ทุนรัฐบาลเป็นลาภอันประเสริฐเสมอด้วยการถูกหวยรางวัลใหญ่ ความเข้าใจข้อนี้อันที่จริงก็ใช่ว่าจะไม่ถูกต้องทั้งหมด ผู้เขียนเคยได้ยินผู้ใหญ่ท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์ทางวิทยุเมื่อหลายปีก่อนว่า รัฐบาลใช้เงินในการสนับสนุนนักเรียนทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาในแต่ละปีเฉลี่ยแล้วประมาณ 1 ล้านบาทต่อนักเรียนทุน 1 คน ดังนั้น ถ้าลูกใครไปสอบได้ทุนรัฐบาลที่ส่งเสียให้เรียนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก อาจจะต้องใช้เวลาเรียนเกือบ 10 ปี ก็ประมาณกันคร่าวๆ ว่าครอบครัวนั้นได้เงินอุดหนุนด้านการศึกษาจากรัฐบาลถึง 10 ล้านบาท ผู้เขียนเองก็ไม่เคยเล่นหวย ไม่ทราบเหมือนกันว่าต้องถูกรางวัลที่เท่าไหร่ถึงจะได้ 10 ล้านบาท แต่แถวบ้านเห็นถูกกันสามสี่พันก็แทบจะปิดตลาดเลี้ยงกันอยู่แล้ว ถ้ามองอย่างนี้ก็สมควรแล้วที่สังคมของเราจะมองการได้ทุนรัฐบาลนั้นประเสริฐเหมือนถูกหวย แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าทุนรัฐบาลนี้มันไม่เหมือนหวยน่ะสิ เพราะเงินที่ได้จากการถูกหวยนั้นเป็นเงินที่ได้มาเปล่าๆ เกือบทั้งหมด แม้จะหักภาษีและค่าสลากกินแบ่งที่ซื้อมาแล้วจำนวนเงินสุทธิที่คนถูกหวยได้รับนั้นก็ยังนับว่ามหาศาล แต่เงินทุนรัฐบาลนั้นไม่ใช่เงินที่ให้กันเปล่าๆ เงินทุนรัฐบาลคือเงินที่นักเรียนทุนยืมคนอื่นเขาเอาไปใช้ร่ำเรียนหนังสือ เป็นเงินที่จะต้องชดใช้คืนให้กับต้นสังกัดอย่างคุ้มค่า ต้องกลับมาทำงานใช้ทุนเป็นระยะเวลา 2 เท่า ของระยะเวลาที่รับทุนไปแต่ไม่เกิน 10 ปี (ผู้เขียนเองก็ไม่ทราบแน่ว่าทำไม ต้องจำกัดว่าไม่เกิน 10 ปีด้วย แต่คิดเอาเองว่ารัฐบาลอาจจะต้องการจูงใจให้นักเรียนทุน ร่ำเรียนให้ถึงที่สุด เพราะเรียนปริญญาตรี-โท 5 ปี กับเรียนตรี-โท-เอก 10 ปีก็กลับมาใช้ทุนเท่ากัน ดังนั้น นักเรียนทุนทุกคนควรจะสำเหนียกไว้ว่าการลงชื่อในสัญญารับทุนรัฐบาลนั้น นอกจากจะนำมาซึ่งโอกาสทางการศึกษาอันยิ่งใหญ่แล้ว ยังหมายรวมถึงการสละอิสรภาพในการเลือกนายจ้างของตนเองเป็นเวลาถึง 10 ปี ผู้เขียนเองมั่นใจว่าต้องมีนักเรียนทุนรัฐบาลจำนวนไม่น้อยที่สอบชิงทุน และเซ็นสัญญารับทุนด้วยความต้องการ และความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมที่จะตั้งใจเรียนในสาขาที่ต้นสังกัดกำหนดให้เรียน และกลับมาเอาความรู้ความสามารถมารับใช้ชาติบ้านเมือง ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ออกทุนไปให้เรียน ความตั้งใจและความพยายามสนองคุณแผ่นดินของคนเหล่านี้แหละ ที่เป็นข้อพิสูจน์ว่า การส่งนักเรียนไปเรียนในต่างประเทศด้วยทุนรัฐบาลนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งในระยะยาว แต่นักเรียนทุนรัฐบาลไม่ได้เป็นอย่างนี้ทั้งหมด ผู้เขียนเชื่อว่าความเข้าใจผิดที่ว่าได้ทุนรัฐบาลนั้น ประเสริฐราวกับถูกหวยทำให้เด็กบางคนสอบชิงทุนรัฐบาล ไปเรียนในสาขาที่ตนเองไม่ได้มีความสนใจใฝ่รู้อย่างแท้จริง หรือบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองสนใจอยากเรียนอะไร แต่พอมีทุนมาให้เรียนฟรีก็เลยคว้าเอาไว้ก่อน สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมาก ความ "เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล" นั้น มันไม่เพียงพอที่จะช่วยให้คนเราเรียนจบปริญญาเอกกันแบบสบายๆ หรอก ดังนั้น กรณีที่นักเรียนทุนรัฐบาลบางคนเริ่มเรียนตามสาขาที่ต้นสังกัดกำหนดมาแล้ว กลับพบว่าตัวเองไม่รัก หรือไม่ถนัดในสาขาวิชานั้นๆ อย่างมากจึงเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ บางคนก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการเจรจาต่อรองกับต้นสังกัด เพื่อขอเปลี่ยนสาขาวิชาที่เรียน อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับต้นสังกัดว่าจะใจกว้างแค่ไหนถ้าอนุญาตให้เปลี่ยนก็นับว่าเป็นโชคดีของนักเรียนไป แต่ถ้าต้นสังกัดยึดมั่นในข้อกำหนดของสัญญาทุนอย่างเคร่งครัด นักเรียนผู้เคราะห์ร้ายก็ต้องหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ บ้างก็พยายามบังคับใจตัวเองให้รักในสาขาวิชานั้นมากขึ้นเพราะสถานการณ์มันบังคับ บางคนก็ยังคงเกลียดวิชาที่ตัวเองเรียนอยู่นั้นเองแต่ก็ดันทุรังเรียนต่อไปจนจบแบบครึ่งๆ กลางๆ แล้วก็กลับมาทำงานใช้ทุนแบบครึ่งๆ กลางๆ ต่อไปอีก 10 ปี บางคนที่ทนไม่ได้เรียนไม่ไหวจริงๆ ก็ขอกลับมาทำงานใช้ทุนทั้งที่ยังเรียนไม่จบ บางคนก็ตัดสินใจหนีปัญหาและความรับผิดชอบไปเลยโดยสิ้นเชิงด้วยการหนีทุนหายไปในต่างประเทศเสียเฉยๆ อันนี้ถ้ารัฐบาลตามตัวเจอก็ต้องถูกลงโทษกันตามกฎหมาย แต่ถ้าตามไม่เจอก็เป็นความซวยอย่างมโหฬารของผู้ใหญ่ผู้มีพระคุณที่ลงชื่อค้ำประกัน นักเรียนหนีทุนคนนั้น นอกจากนี้ยังมีบางพวกที่ร่ำเรียนด้วยทุนรัฐบาลจนจบการศึกษาขั้นสูงสุด ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาทุนแล้วแต่เกิดเปลี่ยนใจไม่อยากกลับมาทำงานราชการที่เมืองไทย อาจจะอยากทำงานที่เมืองนอกเพราะค่าตอบแทนที่สูงกว่าเงินเดือนรัฐบาลหลายเท่าตัว หรืออาจจะไปตกหลุมรักแต่งงานกับชาวต่างชาติเข้า หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ก็เลยตัดสินใจไม่ยอมกลับมาทำงานใช้ทุนตามที่สัญญาเองไว้ ทั้งหมดที่ว่ามานี้ล้วนนำมาซึ่งความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น ผู้เขียนอยากจะย้ำให้คิดกันให้มากกว่านี้อีกหน่อยก่อนจะแห่กันไปสอบชิงทุนรัฐบาล หรือก่อนจะยุให้ใครไปสอบชิงทุนรัฐบาล ตรองดูให้มั่นใจเสียก่อนว่าพร้อมหรือไม่ ที่จะเทแรงกายแรงใจทำงานให้รัฐบาล และรับเงินเดือนข้าราชการไปอีก 10-20 ปีของชีวิต เงินที่รัฐบาลลงไปกับนักเรียนทุนแต่ละคนไม่ใช่น้อยๆ อยากให้นักเรียนทุนและคนที่อยากเป็นนักเรียนทุนทุกคนระลึกไว้ว่า เงินจำนวนมหาศาลนี้มาจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนไทยทั้งประเทศ หลายๆ คนเขายังไม่สามารถส่งเสียลูกตัวเองให้เรียนในระดับปริญญาตรีได้เลย แต่เงินภาษีของเขา หรือเงินที่เขาซื้อหวยบนดินของรัฐบาลอยู่ทุกบ่อยๆ นั้นกลับเอาไปใช้ส่งลูกคนอื่นให้ได้เรียนปริญญาเอกในต่างประเทศบุญคุณนี้ใหญ่หลวงนัก ถ้าใครที่คิดว่ายังไม่พร้อมที่จะแบกรับความรับผิดชอบนี้ ถ้ายังไม่แน่ใจว่าอยากเรียนสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งจนจบในระดับปริญญาเอก หรือยังไม่รู้ว่าจะทนรับราชการไปได้อีกเป็นสิบปีหรือไม่ ก็อย่าไปสอบชิงทุนรัฐบาลเลย ถ้าไม่เห็นแก่อนาคตของชาติก็ขอให้เห็นแก่อนาคตของตัวเองบ้างว่า จะต้องทุกข์ทรมานแค่ไหนถ้าต้องเรียนในสาขาวิชาที่ตัวเองไม่ชอบและกลับมาทำงานในอาชีพที่ไม่ชอบอีกเป็นสิบๆ ปี ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ผู้เขียนขอย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้เจตนากล่าวโทษหรือให้ร้ายบุคคลหรือหน่วยงานใด ผู้เขียนเชื่อว่าเราต่างก็มีความห่วงใยและหวังดีต่อชาติบ้านเมืองกันทั้งนั้น รัฐบาลก็อยากให้การสนับสนุนในด้านการศึกษาแก่เยาวชนผู้เป็นอนาคตของชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พ่อแม่พี่น้องประชาชนก็อยากจะช่วยกันส่งเสริมให้เด็กที่ตั้งอกตั้งใจเรียนมาอย่างสม่ำเสมอ ได้มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เด็กๆ ที่ไปสอบทุนเองก็คงมีจำนวนไม่น้อย ที่ไปด้วยอุดมการณ์แน่วแน่ที่จะนำความรู้จากต่างประเทศ กลับมาพัฒนาชาติบ้านเมือง แต่อยากให้คิดกันให้มากอีกสักนิดไหนๆ รัฐบาลที่จะต้องมานั่งล้อมคอกแก้ไขระบบการดูแลนักเรียนทุนในต่างประเทศกันแล้ว ก็อยากให้พวกเราทุกคนที่เป็นสมาชิกของสังคมไทยได้ใช้เวลาอีกสักนิดในการไตร่ตรองพิจารณาค่านิยมต่างๆ สังคมของเราที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับนักเรียนทุนตามมาได้อีกในอนาคต อยากให้งบประมาณของรัฐไม่สูญเปล่า อยากให้ประเทศได้มีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถมาพัฒนาให้เจริญรุ่งเรือง อยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ต้องมานั่งล้อมคอกกันอีกในอนาคต ก็ขอให้ช่วยกันคิดนิดนึง... หน้า 7
|