หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกับเอฟทีเอ

มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  16  กันยายน พ.ศ. 2547

หัวข้อเจรจาการค้าทวิภาคี หรือเอฟทีเอ ที่รัฐบาลไทย กำลังทำกับหลายประเทศในขณะนี้ มีหัวข้อหนึ่งที่สำคัญยิ่ง แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้กัน ในสาธารณชน คือ การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

รัฐบาลในทุกประเทศล้วนเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้จ้างรายใหญ่ที่สุด ทั้งจัดซื้อพัสดุ ครุภัณฑ์ และจัดจ้างก่อสร้าง หรือจัดจ้างที่ปรึกษาต่างๆ

ในประเทศไทย การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ใช้เงินงบประมาณประจำปีนั้น มีจำนวนสูงถึงปีละ 4 แสนล้านบาท โดยเป็นการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลกลาง 3 แสนล้านบาท และรัฐวิสาหกิจอีก 1 แสนล้านบาท ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐบาลท้องถิ่นปัจจุบันยังมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยล้านบาท แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อรัฐบาลกลางโอนงบประมาณประจำปีไปให้รัฐบาลท้องถิ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ใช้เงินกู้ทั้งในและต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นโครงการก่อสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่าหลายร้อยล้านบาทไปถึงหลายหมื่นล้านบาทต่อโครงการ

ปัจจุบันรัฐบาลมีแผนการใช้จ่ายก่อสร้างทั้ง สนามบินสุวรรณภูมิ ระบบทางพิเศษ ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ระบบรถไฟ ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังระยะที่สอง แผนก่อสร้างรองรับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ เป็นต้น รวมแล้วอาจสูงถึงสองล้านล้านบาท

การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จึงเป็นหัวข้อเจรจาเอฟทีเอที่มีมูลค่าสูงไม่แพ้การเจรจาการค้าสินค้าและบริการ

ปัญหาในระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทย คือ เป็นกระบวนการที่ยุ่งยากซับซ้อน ยืดยาว ล่าช้า ไม่คล่องตัว เต็มไปด้วยกระดาษและแบบฟอร์ม

ที่สำคัญ คือ มีปัญหาทุจริตคอร์รัปชันแผ่กว้างและฝังรากลึก ทั้งในหมู่เอกชนที่สมคบกัน และข้าราชการสมคบกับเอกชน กระทั่งมีคำกล่าวว่า เงินจัดซื้อจัดจ้างของรัฐโดยปกติจะถูกทุจริตไปสูงถึงร้อยละ 15-30

ฉะนั้น จึงมีความพยายามจากรัฐบาลที่จะปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความรวดเร็ว ง่าย ชัดเจน โปร่งใส และลดการทุจริตลง

แรงกดดันให้ปฏิรูปยังมาจากการเจรจาเอฟทีเอ เพราะประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มักจะเรียกร้องให้ฝ่ายไทยเปิดประตูให้ผู้ประกอบการเอกชนต่างประเทศเข้ามาเสนอขายสินค้าบริการ หรือรับเหมาก่อสร้างให้แก่ภาครัฐไทยแข่งกับเอกชนไทยได้อย่างเต็มที่

ปัจจุบันในโครงการขนาดใหญ่หลายร้อยล้านบาทขึ้นไป รัฐบาลไทยก็เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาอยู่แล้ว แต่ต้องมาในรูปร่วมลงทุน คือ จัดตั้งบริษัทที่ร่วมหุ้นกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งทำให้เอกชนต่างชาติต้องจ่ายค่าหัวคิวให้กับหุ้นส่วนฝ่ายไทย อีกทั้งยังต้องจ่าย "ค่าธรรมเนียม" เงินใต้โต๊ะหรือสินบนให้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเป็นจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ คู่เจรจาเอฟทีเอของไทย จึงเรียกร้องในสามประเด็น ได้แก่

หลักปฏิบัติเยี่ยงชาติ คือ ให้เอกชนต่างชาติเข้ามาเสนอขายหรือรับเหมาก่อสร้างได้เยี่ยงเอกชนไทย โดยไม่ต้องจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับฝ่ายไทย

หลักการไม่เลือกปฏิบัติ คือ ให้เอกชนต่างชาติและเอกชนไทย ได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกันทั้งด้านข้อมูล กฎระเบียบ เงื่อนไข ระยะเวลา และราคา เป็นต้น

หลักความโปร่งใส คือ เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดในเวลาที่สมเหตุสมผล ร้องทุกข์ ตรวจสอบ แก้ไขได้รวดเร็ว และเป็นธรรม

ท่าทีที่ถูกต้องของฝ่ายไทย คือ ควรยอมเปิดการเจรจาหัวข้อการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และเปิดประตูอย่างเป็นขั้นตอน โดยให้ดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบ และการออกกฎหมายใหม่ ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ที่สำคัญคือ จะต้องเป็นการเปิดประตูที่กว้างขวาง เพื่อให้มีการแข่งขันระหว่างเอกชนหลายชาติ และหลายราย ป้องกันการครอบงำตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทย

ปัจจุบันมีความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศ ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐอยู่แล้ว คือ Government Procurement Agreement (GPA) ซึ่งพัฒนาขึ้นภายในกรอบของ GATTs รอบอุรุกวัย และปัจจุบันอยู่ในกรอบองค์การการค้าโลก แต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีด้วย

นอกจากนี้ ก็ยังมีแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของสหประชาชาติ หรือ United Nations Guideline on Government Procurement (UNCITRAL)

ทั้งสองแนวทางมีหลักการพื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน แต่มีรายละเอียดและความเข้มงวดที่แตกต่างกัน ฉะนั้น การปฏิรูประบบการจัดซื้อจัดจ้างและการเจรจาเอฟทีเอของไทย จึงอาจยึดเอาสองแนวทางดังกล่าวเป็นต้นแบบได้ โดยดัดแปลงให้เข้ากับระดับความพร้อมของไทย

จุดมุ่งหมายสำคัญ คือ สร้างความโปร่งใส และเปิดกว้างให้มีการแข่งขันทั้งจากเอกชนไทยและเอกชนต่างชาติ โดยภาครัฐของไทยได้ประโยชน์จากสินค้า บริการ และสิ่งก่อสร้างที่มีคุณภาพสูง และราคาต่ำลง รวมทั้งขจัดทุจริตคอร์รัปชันให้หมดไป

ส่วนเอกชนไทยก็ได้ประโยชน์จากเอฟทีเอเช่นกัน โดยจะออกไปประมูลโครงการในต่างประเทศได้กว้างขึ้น เช่น ธุรกิจก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการไทยก็มีความสามารถสูงถึงขั้นไปรับเหมาก่อสร้างในต่างประเทศได้แล้ว นอกจากนี้ ก็ยังมีธุรกิจไทยอีกจำนวนมากทั้งใหญ่ กลาง และเล็ก ที่แข่งขันได้ดี และออกไปเสนอขายสินค้าบริการแก่ภาครัฐต่างประเทศได้

ที่สำคัญ คือ ถึงจะมีเอฟทีเอแล้ว รัฐบาลไทยก็ยังสามารถสงวนสิทธิ์ที่จะเอื้อประโยชน์ให้เอกชนไทย ได้ในสองรูปแบบ คือ กำหนดยอดเงินขั้นต่ำที่เอกชนต่างชาติสามารถเข้ามาประมูลได้ เช่น กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ ถ้าต่ำกว่านี้ ต้องซื้อจากคนไทยเท่านั้น เป็นต้น

ฝ่ายไทยยังอาจกำหนดให้สินค้าบริการเฉพาะบางรายการต้องซื้อจากเอกชนไทยเท่านั้น คล้ายกับ "กฎหมาย Buy American Act" ของสหรัฐอเมริกา กระทั่งกำหนดได้ด้วยว่า ต้องซื้อจากธุรกิจไทยที่มีขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี เท่านั้น เป็นต้น