หน้าแรก บทความ Down Load เชื่อมโยง

สมุดเยี่ยม

บทความปี 2004 p2

บทความปี 2004 p1 บทความปี 2003 p2 บทความปี 2003 p1 บทความปี 2002
คิดดี ทำดี ตามรอยพระยุคลบาท "โรดแมป" ปราบคอร์รัปชั่นใน 10 ปี

รายงาน  มติชนรายวัน  วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9685

หมายเหตุ - เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งจากเอกสารประกอบการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "บ้านเมืองใสสะอาด ต้องกำราบคอร์รัปชั่น" โดยนายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด

การแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น นับเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม ที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกัน รวมพลัง "ใจไทยใสสะอาด" ช่วยกันเสริมสร้างเมืองไทยใสสะอาดโดย ณ ที่นี้ จะขอแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ประการ คือ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต กับ การเสริมสร้างจริยธรรม นำเมืองไทยใสสะอาด ดังนี้

00การป้องกันและปราบปรามการทุจริต00

การป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคประชาสังคมดำเนินการอยู่หลายแห่งแล้ว นับตั้งแต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น เป็นต้น หน่วยงานและองค์กรเหล่านี้ควรจะต้องมีการดำเนินการให้ครอบคลุมทั้ง 4 ระดับ คือ ระดับชาติ ระดับสังคม โดยรวมระดับองค์กร และระดับบุคคล

และเป็นที่น่ายินดีว่า ในวันที่ 3 ตุลาคม 2547 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะประกาศแผนงานในการทำสงคราม กับการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเป็นทางการ พวกเราก็เชื่อว่ารัฐบาลจะร่วมมือร่วมใจ กับทุกภาคส่วนสังคม มุ่งมั่นดำเนินการเรื่องนี้ให้บังเกิดผลอย่างจริงจัง และขอเสนอให้รัฐบาลกำหนดมาตรฐานแห่งชาติ ว่าด้วยการประมูลโครงการก่อสร้าง ในทุกขั้นตอนตั้งแต่เกิดจนโครงการนั้นแล้วเสร็จ และกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการ และข้อมูลการประกวดราคาโครงการ เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตในโครงการก่อสร้าง

สำหรับในการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย รัฐบาลต้องสร้างกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย ด้วยความโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบได้รวมทั้งส่งเสริมการวิจัย และรณรงค์สร้างความเข้าใจในเรื่องคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอย่างกว้างขวาง และพวกเราคนไทยทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจช่วยกันคิดช่วยกันทำ ด้วยรู้จักสามัคคี เข้าไปตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเต็มที่

00การเสริมสร้างจริยธรรม นำเมืองไทยใสสะอาด00

เกี่ยวกับเรื่องนี้ หน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคประชาสังคมต่างเรียกชื่อการดำเนินการแตกต่างกันไป แต่ในวันนี้ ขอกล่าวถึง "การเสริมสร้างจริยธรรม นำเมืองไทยใสสะอาด" ที่มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด มีส่วนร่วมในการดำเนินการ ดังนี้

นอกจากที่มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดจะมีโครงการผลิตและเผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณา โครงการผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ โครงการการผลิตและเผยแพร่สปอตวิทยุ โครงการประกวดเรียงความ รณรงค์สร้างประเทศไทยใสสะอาดโครงการยุวชนใสสะอาดแล้ว มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และเครือข่ายฯดำเนินการเสริมสร้างเมืองไทยใสสะอาด ในมิติต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมดังนี้

มิติแรก เสริมสร้างเครือข่ายองค์กรภาคราชการและภาคประชาสัมคม ยกตัวอย่าง เช่น ในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์เสริมสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้อง มีคุณธรรมอันมั่นคงสำหรับสังคมไทย ที่ผ่านมา มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดเข้าร่วมงานกับเครือข่ายภาคราชการและภาคประชาสังคม 84 องค์กร รวมพลังระดมความคิดจัดทำ "ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการเสริมสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้อง มีคุณธรรมอันมั่นคงสำหรับสังคมไทยในช่วง 5 ปี(พ.ศ.2546-2550)" ซึ่งเป็นการเข้าร่วมตามคำเชิญของ พลเอก ดร.ชัยศึก เกตุทัต ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรี นับเป็นการเสริมความเข้มแข็งในการเอาชนะสงครามทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาล

ในการประชุมเครือข่ายภาคราชการและภาคประชาสังคม 84 องค์กร ในยุคเริ่มดำเนินการตามยุทธศาสตร์ ดร.สุทิน ลี้ปิยะชาติ เลขาธิการมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดในขณะนั้น ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้แทนเครือข่ายฯ และรับหน้าที่ดำเนินการประชุมเพื่อดำเนินการตามยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการเสริมสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้อง มีคุณธรรมอันมั่นคงสำหรับสังคมไทย ซึ่งในแผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ หลายหน่วยงานร่วมมือร่วมใจกันดำเนินการ ในช่วงนั้น มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด สำนักงาน ก.พ.มีบทบาทมากหน่อย จนผู้เกี่ยวข้องทั่วประเทศเข้าใจว่าเป็นการดำเนินงานของมูลนิธิ หรือมูลนิธิเป็นเจ้าของเรื่อง ขอเรียนว่า การรวมพลังเสริมสร้างจิตสำนึกที่ถูกต้อง มีคุณธรรมอันมั่นคง เป็นของพวกเราทุกคนที่จะต้องรู้รักสามัคคี ร่วมมือร่วมใจกัน เมื่อมีความคืบหน้ามาถึงขั้นนำร่องที่จังหวัดชัยนาท จนบรรลุผลสัมฤทธิ์เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว

เรื่องนี้ต้องขอชมเชยผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นายวิชัย ศรีขวัญ ที่มีความตั้งใจจริงในการขับเคลื่อนให้ "จังหวัดชัยนาทใสสะอาด" ในขั้นตอนดำเนินการเผยแพร่ขยายผล มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย โดยพระราชเมธาภรณ์ รักษาการแทนอธิการบดีได้รับเป็นหน่วยงานประสานดำเนินงานต่อไปสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ขอเรียนซ้ำว่า เครือข่ายฯที่มีการประชุมขับเคลื่อนการเสริมสร้างจริยธรรม นำเมืองไทยใสสะอาดในทุกๆ เดือนนี้ เป็นของพวกเราทุกคน ที่ตั้งใจร่วมมือกันเสริมสร้างความดีงามนี้ให้แก่ลูกหลาน

มิติที่สอง การดำเนินการในส่วนภูมิภาค เช่น ในการสัมมนา "เสริมสร้างจริยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน : เชิดชูคุณธรรมนำจังหวัดใสสะอาด" มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาดได้ให้ความร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ.และกลุ่มจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยผมได้รับเป็นประธานในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษเรื่อง "การเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท เพื่อรวมพลังแผ่นดินด้วยใจไทยใสสะอาด" ในการสัมมนาเรื่อง "เสริมสร้างจริยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน : เชิดชูคุณธรรมนำจังหวัดใสสะอาด" ในวันที่ 26 มีนาคม 2547 ณ จังหวัดขอนแก่น : เชิดชูคุณธรรมนำจังหวัดใสสะอาด" ในวันที่ 26 มีนาคม 2547 ณ จังหวัดขอนแก่น ส่วนการดำเนินการร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคกลางเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2547 ณ สำนักงาน ก.พ. เป็นต้น และจะดำเนินการกับทุกกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศต่อไป

มิติที่สาม การดำเนินการในส่วนท้องถิ่น ยกตัวอย่าง เช่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้นำเอาแนวทางเสริมสร้างประเทศไทยใสสะอาดไปประยุกต์ดำเนินการ "โครงการท้องถิ่นไทยใสสะอาด" และ "โครงการกระจกท้องถิ่น" ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

มิติที่สี่ รวมพลังแผ่นดิน "ใจไทยใสสะอาด" ในการดำเนินการ "โครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาท เพื่อรวมพลังแผ่นดินด้วยใจไทยใสสะอาด" มูลนิธิฯได้เชิญชวนให้มหาวิทยาลัยราชภัฏ 41 แห่งทั่วประเทศเป็นเครือข่ายหลักของมูลนิธิ เพื่อร่วมดำเนินการเปิดให้มีการสมัครใจรวมพลังแผ่นดินด้วย "ใจไทยใสสะอาด" ทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร เพื่อเสริมสร้างสังคมไทยใสสะอาด และขณะนี้ประชาชนทุกสาขาอาชีพได้ส่งใบสมัครรวมพลังแผ่นดิน "ใจไทยใสสะอาด" เข้ามาแล้วหลายหมื่นคน และในแต่ละวันก็มียอดสมัครเพิ่มหลายพันคน

00คิดดี ทำดี ตามรอยพระยุคลบาท เสริมสร้างเมืองไทยใสสะอาด00

การดำเนินการเสริมสร้างเมืองไทยใสสะอาดทั้งในมิติการเสริมสร้างเครือข่ายภาคราชการและภาคประชาสังคม มิติการดำเนินการในส่วนภูมิภาค มิติการดำเนินการในส่วนท้องถิ่น และมิติการรวมพลังแผ่นดิน "ใจไทยใสสะอาด" จะดำเนินการได้สำเร็จใน 10 ปีนี้ได้ ก็ด้วยสังคมไทย เป็นสังคมที่สามารถรวมใจ ร่วมคิด ร่วมบริหารจัดการ ร่วมประเมินและร่วมภูมิใจในความสำเร็จ ในทุกระดับตั้งแต่ครอบครัว สถานศึกษา องค์กรชุมชนท้องถิ่น จังหวัดจนถึงระดับประเทศ

กลุ่มและองค์กรต่างๆ มีการบริหารจัดการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเคลื่อนไหวไปด้วยกันอย่างเหมาะสม เป็นประโยชน์และสร้างความเจริญแก่ทุกภาคส่วน

กล่าวคือหมู่บ้านชุมชน ร่วมใจกันคิด ร่วมกันจัดตั้งให้มีกลุ่มการเงิน สหกรณ์ สหกรณ์เครดิตยูเนียน ธนาคารหมู่บ้าน หรือกลุ่มสัจจะ บริหารจัดการดีโดยยึดหลักซื่อสัตย์ เสียสละ รับผิดชอบ เห็นอกเห็นใจ ไว้วางใจ มีคุณธรรม โปร่งใส พัฒนาศักยภาพสมาชิกในการจัดการและควบคุมการเงินกันเอง สร้างพลังกลุ่มจากจิตสำนึกที่ถูกต้อง มีคุณธรรมอันมั่นคง มุ่งสู่การพึ่งพาช่วยเหลือกันเอง เพื่อพัฒนาคน พัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มั่นคงยั่งยืน

เชื่อมโยงกลุ่มต่างๆ ได้แก่ กลุ่มสวัสดิการสังคม กลุ่มการเงิน กลุ่มอาชีพ กลุ่มแก้ปัญหาสังคม กลุ่มสิ่งแวดล้อม โดยการบริหารจัดการแบบรู้รักสามัคคี ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางการดำรงอยู่และประพฤติปฏิบัติตามรอยพระยุคลบาทของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับประเทศ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง ด้วยกระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์มีเหตุผลตามความเป็นจริง มีเป้าหมายคือประโยชน์สุขและความเจริญของส่วนรวม มีความเมตตา กรุณา ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันทุกคนในสังคมที่คิดดี ทำดี ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รู้รัก สามัคคี

ถ้าหากพวกเราคิดดีทำดี ตามรอยพระยุคลบาท อยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา เศรษฐกิจพอเพียงแล้ว การทุจริต ซึ่งผมเองอยากใช้คำว่า "การโกงกิน" ก็จะลดลงไปจากสังคมไทยและเมืองไทยใสสะอาดอย่างแน่นอน

การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้นต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน โดยความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อมๆ กันดังนี้

ประการแรก ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

ประการที่สอง ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

ประการที่สาม การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาน้อมนำประพฤติปฏิบัติ ก็จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี ซึ่งจะสามารถนำพาให้ "เมืองไทยใสสะอาด"

00บทสรุป : คุณค่าแห่ง "ใจไทยใสสะอาด"00

ความสำเร็จในชีวิตนั้นมีหลายด้านไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ไม่ควรที่เราจะต้องแสวงหาความสำเร็จทางวัตถุเพียงด้านเดียว ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่จิตใจมากกว่า กล่าวคือ "จิตใจที่ใสสะอาด" และสงบลงเพียงใด ก็จะเกิดคุณค่า ก่อให้เกิดประโยชน์สุขขึ้นได้ ความสำเร็จทางวัตถุเป็นของร้อนเจือปนด้วยความทุกข์และความกังวล ส่วนความสำเร็จทางใจ หรือ "ใจไทยใสสะอาด" เป็นความสงบอยู่เย็นเป็นสุข ทั้งส่วนตนและส่วนรวม

ในโอกาสนี้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่พวกเราทุกคนที่เต็มเปี่ยมด้วย "ใจไทยใสสะอาด" ขอเชิญพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานไว้ว่า

"...ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ..."

หน้า 2